“ปตท.” เตรียมคืนฟอร์มสู้ศึกแค้น ONE ลุมพินี 126 พร้อมน็อกเอาต์ “อาเลสสิโอ”

 

ความพร้อมของนักสู้ไทยคนดัง “ปตท. อภิชาติฟาร์ม” กำลังอยู่ในจุดสูงสุด เมื่อเขาเตรียมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งบนเวทีระดับโลกผ่านการดวลกับคู่ปรับเก่า “อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” นักสู้จากอิตาลี ในศึกใหญ่ ONE ลุมพินี 126 ที่จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 นี้

การกลับมาของ “ปตท.” ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพการชกของเขา หลังจากที่ไฟต์เปิดตัวใน ONE ลุมพินี 114 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อเขาต้องพ่ายแพ้ต่อ “เอเลียส อับเดลาลี” นักสู้จากฝรั่งเศสด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์

นักสู้วัย 29 ปี ผู้มีรากเหง้าจากจังหวัดนครสวรรค์ แต่เติบโตและฝึกฝนฝีมือในจังหวัดชลบุรี พร้อมจะแสดงให้เห็นว่าเขาคู่ควรกับการยืนอยู่บนเวทีชิงชัยระดับโลกของ ONE Championship ผ่านการดวลครั้งนี้ที่จะถ่ายทอดสดไปยัง 195 ประเทศทั่วโลก จากสนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) เริ่มคู่แรกเวลา 19.30 น.

การเตรียมตัวสู่การแก้แค้น

การที่ “ปตท.” จะได้เจอกับ “อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” อีกครั้งถือเป็นโอกาสทองในการชำระแค้นเก่า ทั้งสองคนเคยปะทะกันมาก่อนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ “ปตท.” ไม่อาจลืมเลือน

“อาเลสสิโอ เป็นนักสู้ที่ชกอย่างชาญฉลาด เขามีอาวุธที่น่าเกรงขามคือหมัดซ้ายที่แม่นยำและแข้งซ้ายที่สามารถขึ้นโจมตีบริเวณคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ” “ปตท.” วิเคราะห์คู่ต่อสู้ของตนด้วยความรอบคอบ “นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเข้ามาชกใน ONE ลุมพินี เขามีการพัฒนาฝีมือขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาเริ่มปรับตัวได้ เขาก็สามารถเอาชนะฟาบิโอ เรอิส ซึ่งเป็นนักมวยจากค่ายเดียวกับผมได้”

นักสู้ไทยคนนี้ยังเล่าต่อว่า “ต่อมาเขาก็เอาชนะคัมภีร์เทวดา สิทธิกุล และในไฟต์ล่าสุด เห็นได้ชัดเจนว่าฝีมือการชกหมัดของเขาพัฒนาขึ้นมาก ทั้งยังมีความสงบนิ่งและสุขุมมากกว่าเดิม ตอนนี้เขาถือเป็นคู่ต่อสู้ที่อันตรายมาก ประมาทเขาไม่ได้เลย”

ความขัดแย้งที่ยังคาค้างใจ

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ปตท.” และ “อาเลสสิโอ” ไม่ได้ดีนักหลังจากการแข่งขันครั้งก่อน เมื่อนักสู้อิตาลีออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเขาน่าจะเป็นฝ่ายชนะในการดวลครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ปตท.” ไม่สามารถยอมรับได้

“อาเลสสิโอ ยังคงค้างคาใจเรื่องผลการแข่งขันในครั้งก่อน และผมรู้สึกไม่พอใจเมื่อเขาออกมาพูดว่าเขาน่าจะเป็นผู้ชนะ” “ปตท.” กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ผมเลยอยากให้เรามาเดินหน้าแลกหมัดแลกแข้งกันให้มันจบสิ้นไป จะได้หายค้างคาใจกันทั้งคู่ และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นไปเลยว่าใครกันแน่ที่เป็นของจริง”

ความตั้งใจของนักสู้ไทยในครั้งนี้แน่วแน่มาก “ผมตั้งใจมากและพร้อมที่จะสู้เต็มที่ อยากจะมาแจ้งเกิดให้ได้เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมก็มีฝีมือที่จะขึ้นไปบนเวที ONE เหมือนกัน และผมจะน็อกเอาต์อาเลสสิโอเพื่อย้ำแค้นให้ได้”

การลดน้ำหนักและความท้าทายใหม่

หนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจของไฟต์นี้คือการที่ “ปตท.” ตัดสินใจลดน้ำหนักลงมาชกในพิกัด 147 ปอนด์ หลังจากที่ไฟต์เปิดตัวเขาได้ชกในรุ่นเฟเธอร์เวต (145-155 ปอนด์) และพบกับความพ่ายแพ้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการกลับไปสู่น้ำหนักที่เขาไม่ได้ชกมานานถึง 10 ปี

“ไฟต์นี้ผมตัดสินใจลดน้ำหนักลงมาชกที่พิกัด 147 ปอนด์ ตอนแรกก็รู้สึกกังวลเหมือนกันว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วผมไม่ได้ชกน้ำหนักนี้มานานกว่า 10 ปี ถือเป็นความท้าทายใหม่ของผมเลยทีเดียว” “ปตท.” เล่าถึงความรู้สึกในช่วงแรกของการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม เขามั่นใจว่าจะสามารถผ่านความท้าทายนี้ไปได้ “ผมมั่นใจว่าจะทำได้แน่นอน เพราะมีทีมงานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน ทั้งนักโภชนาการมืออาชีพและนาบิล อานาน ที่เคยมีประสบการณ์ชกรุ่นแบนตัมเวต (135-145 ปอนด์) คอยให้คำปรึกษาและแนะนำ ผมได้ปรับเปลี่ยนทั้งระบบโภชนาการและแผนการฝึกซ้อมให้เหมาะสมแล้ว เชื่อมั่นว่าพอถึงวันชั่งน้ำหนักจริง ผมจะผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา”

การเตรียมความพร้อมแบบครบครัน

การเตรียมตัวของ “ปตท.” สำหรับไฟต์นี้ไม่ได้มีแค่การปรับน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาทักษะการชกในหลายด้านด้วย โดยมี “เมห์ดี ซาทูต” หัวหน้าค่ายที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ดูแลการฝึกซ้อมโดยตรง

“การซ้อมไฟต์นี้ทาง เมห์ดี ซาทูต ลงมือฝึกสอนให้เองในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคมวยไทย การป้องกันตัว และยังมีการเพิ่มเติมการฝึกมวยสากลและระบบการป้องกันมากขึ้นด้วย” “ปตท.” อธิบายถึงกระบวนการเตรียมตัว “รับประกันได้เลยว่าเตรียมตัวมาดีที่สุดแล้ว ไฟต์นี้รอดู ปตท. ในเวอร์ชันใหม่ที่พัฒนาขึ้นได้เลย”

การฝึกซ้อมในแบบองค์รวมนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของ “ปตท.” ที่ต้องการจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะการเพิ่มเทคนิคมวยสากลและระบบป้องกันที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เขามีเครื่องมือในการต่อสู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

คู่ปรับที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” นักสู้วัย 30 ปีจากอิตาลี ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะประมาทได้ เขาเริ่มต้นอาชีพใน ONE Championship ไม่ได้เรียบร้อยนัก แต่ด้วยการปรับตัวและพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ที่น่าเกรงขามในปัจจุบัน

การที่ “อาเลสสิโอ” สามารถเอาชนะนักสู้ระดับแนวหน้าหลายคนติดต่อกัน รวมถึง ฟาบิโอ เรอิส และ คัมภีร์เทวดา สิทธิกุล แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ชัดเจน โดยเฉพาะทักษะการชกหมัดที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ทำให้ “อาเลสสิโอ” อันตรายคือการที่เขาเป็นนักสู้ที่ชาญฉลาดและสามารถปรับเกมแผนได้ตามสถานการณ์ หมัดซ้ายที่แม่นยำและแข้งซ้ายที่สูงถึงบริเวณคอ ถือเป็นอาวุธหลักที่เขาใช้สร้างความเสียหายให้กับคู่ต่อสู้

ความหมายของไฟต์นี้ต่ออาชีพของ “ปตท.”

สำหรับ “ปตท.” แล้ว ไฟต์นี้มีความหมายมากกว่าแค่การแข่งขันทั่วไป เพราะเป็นโอกาสในการพิสูจน์ว่าเขาสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หลังจากความผิดหวังในไฟต์เปิดตัว

การที่เขาเลือกที่จะลดน้ำหนักกลับไปสู่พิกัดเดิมที่เคยประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์และการปรับแผนที่รอบคอบ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ความสำเร็จครั้งใหม่

นอกจากนี้ การได้รับการสนับสนุนจากทีมงานมืออาชีพและการฝึกซ้อมภายใต้การดูแลของ “เมห์ดี ซาทูต” ยังเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ

ความคาดหวังจากแฟนกีฬามวย

การกลับมาของ “ปตท.” ได้รับความสนใจจากแฟนกีฬามวยไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่เขาจะได้ปะทะกับคู่ปรับเก่าในเกมแค้นที่หลายคนรอคอย

ความที่ไฟต์นี้จะจัดขึ้นภายใต้กติกามวยไทยแบบดั้งเดิมในพิกัด 147 ปอนด์ ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจ เพราะจะได้เห็นทักษะมวยไทยที่บริสุทธิ์ของนักสู้ทั้งสองคน

การที่รายการจะถ่ายทอดสดไปยัง 195 ประเทศทั่วโลก ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ “ปตท.” จะได้แสดงฝีมือมวยไทยให้ชาวโลกได้ชื่นชม และเป็นการยกระดับมวยไทยสู่เวทีโลกในเวลาเดียวกัน

เป้าหมายในอนาคต

หาก “ปตท.” สามารถประสบความสำเร็จในไฟต์นี้ จะเป็นการเปิดเส้นทางสู่การไต่เต้าขึ้นสู่อันดับแนวหน้าใน ONE Championship ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการชิงแชมป์ในอนาคต

การที่เขาเลือกกลับมาชกในน้ำหนักที่ตัวเองเก่งกาจมากที่สุด พร้อมกับการเตรียมความพร้อมที่ครบครัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานให้ดีที่สุด

สำหรับแฟนกีฬา การติดตามรับชมไฟต์นี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะจะได้เห็นการกลับมาของนักสู้ไทยที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการมวยไทย


การแข่งขัน ONE ลุมพินี 126 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) เริ่มคู่แรกเวลา 19.30 น. และจะมีการถ่ายทอดสดไปยัง 195 ประเทศทั่วโลก