เวอร์สเตปเพนทำลายสถิติโลกความเร็วเฉลี่ยในสนามมอนซ่า คว้าโพลโพซิชั่นรายการอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์

เซอร์กิตมอนซ่า ประเทศอิตาลี กลายเป็นเวทีประวัติศาสตร์ฟอร์มูล่าวันอีกครั้ง เมื่อแม็กซ์ เวอร์สเตปเพน นักซิ่งชาวดัตช์จากทีมเรดบูล เรซซิ่ง ทำลายสถิติความเร็วเฉลี่ยของลูอิส แฮมิลตัน ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2020 ในการแข่งขันรอบควอลิฟายของรายการอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2568

เวอร์สเตปเพนสร้างสถิติใหม่ด้วยความเร็วสุดขีด

เวอร์สเตปเพนผู้มีอายุ 27 ปี ทำสถิติรอบเร็วที่สุดในการควอลิฟายด้วยเวลา 1 นาที 18.792 วินาที โดยมีความเร็วเฉลี่ยสูงสุดถึง 264.681 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทำเวลาดังกล่าวทำให้เขาทำลายสถิติเดิมของแฮมิลตันที่เคยทำไว้ในปี 2020 ด้วยเวลา 1 นาที 18.887 วินาที ที่ความเร็วเฉลี่ย 264.36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การทำสถิติครั้งนี้ช่วยให้เวอร์สเตปเพนคว้าตำแหน่งโพลโพซิชั่นเป็นครั้งที่ 5 ของฤดูกาล 2568 และเป็นครั้งที่ 45 ตลอดอาชีพการแข่งขันของเขา นับเป็นการยืนยันฟอร์มการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ทำสถิติใหม่ในสนามที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์แบบนี้” เวอร์สเตปเพนกล่าวหลังการควอลิฟาย “รถมีความรู้สึกที่ดีมากในวันนี้ และทีมได้เตรียมการมาอย่างดี การได้ทำลายสถิติของลูอิสถือเป็นเกียรติอย่างมาก”

นอร์ริสทำลายสถิติเดิมก่อนถูกแซงขึ้นนำ

การแข่งขันในวันนี้มีความน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อลานโด นอร์ริส จากทีมแมคลาเรน ได้ทำลายสถิติของแฮมิลตันไปก่อนแล้ว ด้วยเวลารอบ 1 นาที 18.869 วินาที ที่ความเร็วเฉลี่ย 264.423 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สถิติของนักซิ่งหนุ่มชาวอังกฤษวัย 25 ปีดังกล่าวอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที ก่อนที่เวอร์สเตปเพนจะขึ้นมาแซงหน้าด้วยเวลาที่เร็วกว่า

นอร์ริสซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของเวอร์สเตปเพนในการแข่งขันชิงแชมป์โลกฤดูกาลนี้ แสดงความชื่นชมต่อผลงานของคู่แข่ง “แม็กซ์ขับได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ในวันนี้ เป็นการแข่งขันที่สนุกมาก ผมพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่เขาดีกว่าในวันนี้” นอร์ริสกล่าว

ปัจจัยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำสถิติได้

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรข่าวบีบีซี วิเคราะห์ว่า การทำลายสถิติครั้งนี้มีปัจจัยทางเทคโนโลยีหลายประการที่ช่วยสนับสนุน รถยนต์ฟอร์มูล่าวันในปี 2568 ได้รับการพัฒนาให้มีแรงต้านอากาศ (Aerodynamic Drag) ที่น้อยกว่ารถในปี 2020 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รถสามารถเร่งความเร็วในทางตรงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ สนามมอนซ่าเองก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ก่อนการแข่งขันในปี 2567 โดยเปลี่ยนพื้นผิวสนามใหม่ทั้งหมด พื้นผิวใหม่นี้มีความเกาะถนนที่ดีกว่าพื้นผิวเก่า ช่วยให้นักซิ่งสามารถขับรถได้เร็วขึ้นในหลายส่วนของสนาม

ดร.มาร์โก เบเนตโต นักวิจัยด้านแอโรไดนามิกส์จากมหาวิทยาลัยโบโลญญ่า อธิบายว่า “การลดแรงต้านอากาศแม้เพียงเปอร์เซ็นต์เดียว ก็สามารถเพิ่มความเร็วสูงสุดได้หลายกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในสนามที่มีทางตรงยาวอย่างมอนซ่า”

ประวัติศาสตร์สนามมอนซ่าและความหมายของสถิติ

สนามมอนซ่าเป็นหนึ่งในสนามที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในฟอร์มูล่าวัน เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1922 และเป็นบ้านของการแข่งขันอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์มาเป็นเวลากว่า 100 ปี สนามแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องทางตรงที่ยาวและความเร็วสูง ทำให้เป็นสนามที่เหมาะสำหรับการทำสถิติความเร็ว

สถิติความเร็วเฉลี่ยในรอบควอลิฟายถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในฟอร์มูล่าวัน สถิติเดิมของแฮมิลตันที่ทำไว้ในปี 2020 ถือเป็นจุดสูงสุดของยุคเครื่องยนต์ไฮบริดที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2014 การที่เวอร์สเตปเพนทำลายสถิตินี้ได้ จึงสะท้อนถึงการพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีรถยนต์แข่ง

แฮมิลตันแสดงความยินดีกับสถิติใหม่

ลูอิส แฮมิลตัน นักซิ่งชาวอังกฤษจากทีมเฟอร์รารี ผู้เป็นเจ้าของสถิติเดิม แสดงความยินดีกับเวอร์สเตปเพนผ่านโซเชียลมีเดีย “ยินดีด้วยนะแม็กซ์ สถิติถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ถูกทำลาย การแข่งขันในระดับนี้ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

แฮมิลตันที่ขณะนี้อายุ 40 ปี และอยู่ในฤดูกาลแรกกับทีมเฟอร์รารี ทำเวลาได้อันดับ 6 ในการควอลิฟายครั้งนี้ ด้วยเวลา 1 นาที 19.524 วินาที ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของสถิติอีกต่อไป แต่เขายังคงเป็นนักซิ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟอร์มูล่าวัน

การแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เข้มข้น

การทำสถิติใหม่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันชิงแชมป์โลกนักซิ่งระหว่างเวอร์สเตปเพนและนอร์ริสมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ หลังจากผ่านไป 15 รายการแล้ว เวอร์สเตปเพนนำคะแนนอยู่ 312 คะแนน ขณะที่นอร์ริสตามมาอันดับสองด้วย 254 คะแนน ห่างกัน 58 คะแนน

ในฤดูกาลนี้ เวอร์สเตปเพนชนะไปแล้ว 7 รายการ ขณะที่นอร์ริสชนะ 3 รายการ ความเร็วของรถแมคลาเรนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การแข่งขันมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล

คริสเตียน ฮอร์เนอร์ หัวหน้าทีมเรดบูล กล่าวว่า “การทำสถิติวันนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานหนักของทีมงานทั้งหมด เราไม่ได้หยุดพัฒนารถแม้ในสถานการณ์ที่มีคู่แข่งใกล้เคียง การแข่งขันที่เข้มข้นแบบนี้ทำให้ทุกคนต้องยกระดับการทำงาน”

ผลกระทบต่อการแข่งขันวันอาทิตย์

การได้โพลโพซิชั่นในสนามมอนซ่าถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญสำหรับเวอร์สเตปเพน เนื่องจากสนามนี้มีลักษณะที่การแซงค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในช่วงแรกของการแข่งขัน สถิติแสดงว่านักซิ่งที่ออกตัวจากโพลโพซิชั่นในสนามมอนซ่าจะมีโอกาสชนะสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม นอร์ริสที่จะออกตัวจากอันดับสองก็ยังมีโอกาสแข่งขันได้ เนื่องจากรถแมคลาเรนในปีนี้มีประสิทธิภาพการแซงที่ดีเยี่ยม และนอร์ริสเองก็เป็นนักซิ่งที่มีความสามารถในการแซงเป็นอย่างมาก

ซาน รีนาลโด หัวหน้าทีมแมคลาเรน มองในแง่บวก “เราพอใจกับผลงานของลานโด การได้อันดับสองและทำสถิติใหม่ก่อนที่แม็กซ์จะแซงขึ้นมา แสดงให้เห็นว่ารถของเรามีศักยภาพสูง การแข่งขันพรุ่งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจ”

ความคาดหวังสำหรับการแข่งขันวันอาทิตย์

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าการแข่งขันในวันอาทิตย์จะเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นระหว่างเวอร์สเตปเพนและนอร์ริส โดยปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนยาง สภาพอากาศ และความสามารถในการจัดการยางของแต่ละทีม

การพยากรณ์อากาศระบุว่าจะมีโอกาสฝนตกเล็กน้อยในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้

นอกจากการต่อสู้เพื่อชัยชนะแล้ว การแข่งขันที่มอนซ่ายังมีความหมายพิเศษสำหรับทีมเฟอร์รารี ซึ่งเป็นทีมประจำชาติอิตาลี การแข่งขันในบ้านเกิดเสมอเป็นแรงบันดาลใจพิเศษสำหรับลูกเรือชุดแดง

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.อันเตอนิโอ รอสซี่ อดีตนักซิ่งฟอร์มูล่าวันและปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ให้กับสถานีโทรทัศน์ Sky Sports อิตาลี ให้ความเห็นว่า “สถิติที่เวอร์สเตปเพนทำวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของฟอร์มูล่าวันในช่วงทศวรรษนี้ การที่เราเห็นสถิติถูกทำลายสองครั้งในวันเดียว แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันมีมาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ”

เขายังเสริมว่า “ความสามารถของเวอร์สเตปเพนในการใช้ประโยชน์จากรถที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ไม่ควรลืมว่านอร์ริสก็แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถขับในระดับเดียวกันได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ฟอร์มูล่าวันในยุคนี้น่าติดตาม”

การทำสถิติครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จส่วนบุคคลของเวอร์สเตปเพน แต่ยังเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานการแข่งขันที่สูงขึ้นของฟอร์มูล่าวันในปัจจุบัน และสร้างความคาดหวังให้กับการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่จะมาถึง ซึ่งแฟนๆ ทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้เห็นการต่อสู้ระหว่างสองนักซิ่งระดับโลกในสนามที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้