120 ล้านปอนด์ กับเด็กหนุ่มวัย 19: ทำไม “ราชันชุดขาว” ถึงยอมทุ่มสุดตัวเพื่อ ยาน ดิโอม็องเด้ และทำไม อเดบายอร์ ถึงการันตีว่าเขาจะไม่มีวันล้ม

ลองจินตนาการดูว่า เมื่อสิบสองเดือนก่อน ชื่อของคุณยังไม่มีใครรู้จักในวงการฟุตบอลระดับโลก คุณเพิ่งลงสนามให้ทีมชุดใหญ่แค่ไม่กี่นัด และทีมของคุณก็เพิ่งตกชั้นจากลีกสูงสุด แต่เพียงหนึ่งปีถัดมา สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด กลับยอมจ่ายเงินสูงถึง 120 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวคุณไปร่วมทีม และทำให้คุณกลายเป็นนักเตะแอฟริกันที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

นี่ไม่ใช่นิยาย แต่คือเรื่องจริงของ ยาน ดิโอม็องเด้ ปีกดาวรุ่งวัย 19 ปีจากไอวอรี่โคสต์ ผู้ซึ่งเส้นทางอาชีพพลิกจากนักเตะสำรองของทีมที่เพิ่งตกชั้น สู่การเป็นนักเตะแพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเรอัล มาดริด แซงหน้าทั้ง จู๊ด เบลลิงแฮม และ เอเดน อาซาร์ และท่ามกลางความคาดหวังมหาศาลที่รอเขาอยู่ หนึ่งในตำนานลูกหนังแอฟริกันอย่าง เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ อดีตกองหน้าชื่อดังที่เคยสวมเสื้อทีมนี้มาก่อน ได้ออกมาการันตีเสียงดังฟังชัดว่า เด็กหนุ่มคนนี้จะไปได้ไกลกว่าที่ใครคิด

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของดีลประวัติศาสตร์นี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่แทบไม่มีใครเชื่อ ไปจนถึงเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป

จากเด็กชายในอาบีจานสู่ทำเนียบขาวแห่งวงการลูกหนัง

เส้นทางของ ดิโอม็องเด้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนนักเตะดาวรุ่งหลายคนที่เติบโตในอะคาเดมีสโมสรใหญ่ตั้งแต่เด็ก เขาเกิดและเติบโตที่กรุงอาบีจาน ประเทศไอวอรี่โคสต์ และต้องออกจากบ้านตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เพื่อไปเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจังที่อะคาเดมี Inter Foot Sud Comoé ซึ่งเป็นจุดที่เขาได้สวมรองเท้าสตั๊ดคู่แรกในชีวิต

แต่เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดของอาชีพ เขารู้ดีว่าต้องออกจากทวีปแอฟริกาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี เพื่อฝึกซ้อมภายใต้การดูแลของโค้ช Todd Eason ที่ DME Academy ระหว่างนั้นเขายังลงเล่นให้ทีมกึ่งอาชีพในเครือ ซึ่งคว้าแชมป์ลีก UPSL ปี 2023 พร้อมรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของรอบเพลย์ออฟและรางวัลดาวซัลโวประจำฤดูกาล ทว่าเมื่อไม่สามารถหาสัญญาถาวรในสหรัฐฯ ได้ และวีซ่านักเรียนหมดอายุ เขาจึงต้องเดินทางกลับไอวอรี่โคสต์อีกครั้ง ก่อนที่สโมสร เลกาเนส จากสเปนจะยื่นมือเข้ามา

ที่นั่นเองที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเขาไต่เต้าจากทีมสำรองขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว และได้ลงเล่นให้เลกาเนสพบกับเรอัล มาดริด ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยไม่มีอาการประหม่าให้เห็นแม้แต่น้อย ประธานสโมสรเลกาเนสยังเคยให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบความสามารถของเขาว่ามีทักษะการเจาะแนวรับแบบเดียวกับ ลามีน ยามาล และสามารถเล่นได้สองเท้าไม่ต่างจาก อุสมาน เดมเบเล่ ก่อนที่ RB ไลป์ซิก จากบุนเดสลีกาเยอรมนีจะทุ่มเงิน20 ล้านยูโร คว้าตัวเขาไปร่วมทีมเมื่อกลางปี 2025 — จากนักเตะที่แทบไม่มีใครรู้จัก สู่การเป็นชื่อที่ทุกสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปต้องจับตามอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปี

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังพรสวรรค์: ทำไมทุกสโมสรถึงแย่งกันเสนอเงินก้อนโต

สิ่งที่ทำให้ ดิโอม็องเด้ แตกต่างจากปีกดาวรุ่งทั่วไปคือ “ความคาดเดาไม่ได้” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โค้ชและนักวิเคราะห์เกมมองว่าสอนกันไม่ได้ในสนามซ้อม สื่อกีฬาต่างประเทศบรรยายสไตล์การเล่นของเขาว่าเป็นนักเตะที่รวดเร็วราวสายฟ้า เต็มไปด้วยไอเดียการเล่นที่คาดเดาไม่ได้ และเป็นฝันร้ายของกองหลังคู่แข่งในการเข้าปะทะ

ตัวเลขสถิติในฤดูกาล 2025-26 กับไลป์ซิกคือสิ่งที่ยืนยันคำพูดเหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุด เขาระเบิดฟอร์มด้วย12 ประตู และ 9 แอสซิสต์ ตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับนักเตะวัยเพียง 19 ปีในลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นอย่างบุนเดสลีกา

แต่สิ่งที่ทำให้ค่าตัวของเขาพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดคือช่วงซัมเมอร์นี้ที่เขาได้ลงเล่นในเวทีระดับทีมชาติถึงสองรายการใหญ่ ทั้ง แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ที่โมร็อกโก และ ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แม้ไอวอรี่โคสต์จะตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายด้วยการพ่ายให้กับนอร์เวย์ 2-1 จากประตูของ เอร์ลิ่ง ฮาลันด์ ในนาทีที่ 86 แต่ผลงานส่วนตัวของ ดิโอม็องเด้ กลับกลายเป็นจุดขายสำคัญที่เปลี่ยนเขาจากชื่อในสมุดบันทึกผู้เล่นของไลป์ซิก ให้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะวัยรุ่นที่ทุกสโมสรต้องการตัวมากที่สุดในโลกฟุตบอลภายในเวลาไม่กี่เดือน

นี่คือบทเรียนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่น่าสนใจ: ฟอร์มการเล่นในลีกประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าตลาดระดับ 120 ล้านปอนด์ได้ ต้องอาศัยการพิสูจน์ตัวเองบนเวทีที่กดดันที่สุดอย่างฟุตบอลโลกควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ดิโอม็องเด้ ทำได้สำเร็จ

หัวใจของนักสู้: เหตุผลที่ อเดบายอร์ เชื่อมั่นในตัวเขาแบบไม่มีข้อแม้

เบื้องหลังตัวเลขค่าตัวมหาศาล คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ต้องแบกรับความคาดหวังของทั้งครอบครัวและประเทศ ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากบ้านตั้งแต่เด็ก เพื่อช่วยยกระดับฐานะครอบครัวให้พ้นจากความยากจน เรื่องราวลักษณะนี้คือสิ่งที่กลุ่มผู้อ่านวัยทำงานหลายคนสัมผัสได้ เพราะมันคือบทพิสูจน์ของวินัยและความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

และในวันที่ความกดดันมหาศาลกำลังรอเขาอยู่ที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว หนึ่งในผู้ที่เข้าใจสถานการณ์นี้ดีที่สุดคือ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ผู้ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์การสวมเสื้อทีมนี้มาก่อนในฐานะอดีตกองหน้าเรอัล มาดริด ที่เคยลงเล่น 22 นัด ทำได้ 8 ประตูระหว่างช่วงยืมตัวในฤดูกาล 2010-11 และช่วยพาทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ ได้สำเร็จ

คำพูดของอเดบายอร์ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ อาฟริค-ฟุต จึงมีน้ำหนักไม่น้อย เมื่อเขากล่าวว่า:

“ผมดีใจกับเขาจริงๆ เขาเป็นน้องชายที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ผมเห็นเขาเล่นในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ที่โมร็อกโก จากนั้นก็ในเกมกระชับมิตรของไอวอรี่โคสต์ก่อนฟุตบอลโลก เขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ผมมองเห็นในตัวเขา”

“เขามีทุกอย่างที่จำเป็นในการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองที่เรอัล มาดริด เขามีประสบการณ์ในเกมระดับสูงทั้งบุนเดสลีกา แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ และฟุตบอลโลก… และตอนนี้ก็จะเป็นเรอัล มาดริด”

“เขาจะได้อยู่ท่ามกลางนักเตะเก่งๆ อย่างจู๊ด เบลลิงแฮม วินิซิอุส เอ็มบัปเป้ — สำหรับผมแล้วเขาจะประสบความสำเร็จ! เขาแค่ต้องมีสมาธิ จดจ่ออยู่กับฟุตบอลของตัวเอง และต้องรู้ว่าชาวแอฟริกันทุกคนอยู่ข้างหลังเขา คอยสนับสนุนเขา”

“ผมเคยเล่นที่เรอัล มาดริด ผมรู้จักสโมสรนั้นดี ถ้าเขาสามารถโชว์ฟอร์มดีได้สองหรือสามนัดติดต่อกัน เขาก็จะได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆ มันคือทำเนียบขาว!”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดิโอม็องเด้ เองก็ดูจะมีทัศนคติที่พร้อมรับมือกับความกดดันนี้เช่นกัน โดยเขาเคยกล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อสโมสรแห่งนี้ว่าเมื่อเรอัล มาดริดโทรหาคุณ คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะมันคือสโมสรในฝันของนักเตะทุกคน ทั้งประวัติศาสตร์ ถ้วยแชมป์ และความกดดันที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ไหน หากโอกาสแบบนี้มาถึง ไม่มีแม้แต่วินาทีให้ลังเล ทัศนคติแบบนี้เองที่นักจิตวิทยาการกีฬามองว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญไม่แพ้ฝีเท้า เพราะการเล่นในสโมสรระดับโลกไม่ได้ต้องการแค่เทคนิค แต่ต้องการสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะไม่ถูกกลืนกินด้วยแรงกดดันมหาศาลจากค่าตัวและความคาดหวัง

ธุรกิจลูกหนังยุคใหม่: เมื่อดาวรุ่งกลายเป็นสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล

ในมุมของธุรกิจฟุตบอล ดีลนี้สะท้อนเทรนด์สำคัญของวงการลูกหนังยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นั่นคือการที่สโมสรใหญ่ยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อ “ซื้ออนาคต” มากกว่าจะซื้อผลงานที่พิสูจน์แล้ว ตัวเลขค่าตัวของ ดิโอม็องเด้ ซึ่งอยู่ที่ราว 120 ล้านปอนด์ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกันที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนัง แซงหน้าสถิติเดิมของสโมสรที่เคยเป็นของจู๊ด เบลลิงแฮม ในดีลย้ายจากดอร์ทมุนด์เมื่อปี 2023 ซึ่งมีมูลค่าค้ำประกันราว 103 ล้านยูโร และอาจสูงถึง 134 ล้านยูโรหากรวมโบนัส และก่อนหน้านั้นคือสถิติของเอเดน อาซาร์ ในปี 2019 ที่จบที่ราว 120 ล้านยูโรเมื่อรวมโบนัสทั้งหมด

ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือโครงสร้างการเจรจาที่ดุเดือด ก่อนจะปิดดีลได้สำเร็จทีมของโชเซ่ มูรินโญ่เคยเสนอราคาแรกที่ 85.4 ล้านปอนด์ แต่ถูกไลป์ซิกปฏิเสธ เพราะต้องการราคาที่สูงกว่านั้นมาก ขณะเดียวกันในช่วงต้นซัมเมอร์ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เคยดูเหมือนจะเป็นตัวเต็งในการคว้าตัวเขามากที่สุด ถึงขั้นที่ ดิโอม็องเด้ ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับสโมสรฝรั่งเศสไปแล้วในสัญญาที่จะหมดอายุปี 2031 แต่สุดท้าย PSG ตัดสินใจถอนตัว โดยให้เหตุผลว่าค่าตัวและเงินเดือนที่ถูกเรียกร้องนั้นไม่สมเหตุสมผล ก่อนที่การแข่งขันจะขยายวงกว้างขึ้นไปอีกเมื่อลิเวอร์พูล อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างก็แสดงความสนใจในตัวเขาเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องของ “เงินปันผลจากการพัฒนานักเตะ” ซึ่งเป็นกลไกทางธุรกิจที่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะแม้เลกาเนสจะขายเขาให้ไลป์ซิกไปตั้งแต่ปีก่อนในราคาเพียง 20 ล้านยูโร แต่ในสัญญานั้นมีเงื่อนไขที่ให้สิทธิ์เลกาเนสได้รับส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์จากกำไรที่เกิดขึ้นหากมีการขายต่อในอนาคต ซึ่งหมายความว่าเลกาเนสจะได้รับเงินราวห้าล้านกว่ายูโรจากดีลนี้ และอาจเพิ่มเป็นราวหกล้านยูโรหากโบนัสทั้งหมดถูกจ่ายครบ นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าฟุตบอลยุคใหม่ไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่คือธุรกิจที่มีการวางแผนการเงินอย่างซับซ้อนในทุกขั้นตอน

การมาถึงของ ดิโอม็องเด้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรอัล มาดริดกำลังเดินหน้าเสริมทัพครั้งใหญ่ในตลาดซัมเมอร์นี้ โดยก่อนหน้านี้ได้เซ็นสัญญากับ มาร์ก คูกูเรยา, แบร์นาโด้ ซิลบา, อิบราฮิม่า โคนาเต้, เดนเซล ดัมฟรีส์ และ คาร์ลอส เอสปี้ ไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของแผนการภายใต้กุนซือคนใหม่โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ต้องการพาทีมกลับมาทวงคืนแชมป์ลาลีกา หลังต้องอยู่โดยไม่มีถ้วยรางวัลสำคัญมาสองฤดูกาลติดต่อกัน

ที่น่าสนใจในมิติประวัติศาสตร์คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มูรินโญ่หันไปพึ่งพานักเตะแอฟริกันเพื่อยกระดับทีม เพราะย้อนไปในอดีตเขาเคยดึงตัวมิเชล เอสเซียง จากเชลซีมาร่วมทีมแบบยืมตัวในปี 2013 ซึ่งเอสเซียงลงเล่น 35 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ในฤดูกาลนั้น และก่อนหน้านั้นก็คือการดึงตัวอเดบายอร์มาร่วมทีมแบบยืมตัวจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเดือนมกราคม 2011 เพื่อเสริมแนวรุกในช่วงที่กอนซาโล่ อิกวยอินบาดเจ็บ และคาริม เบนเซม่าฟอร์มตก ประวัติศาสตร์จึงดูเหมือนกำลังวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อมูรินโญ่เลือกเดิมพันกับพรสวรรค์จากทวีปแอฟริกาอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับอนาคตของวงการลูกหนังในยุคดิจิทัล ดีลนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ทำให้นักเตะดาวรุ่งจากทวีปแอฟริกาสามารถถูกจับตามองได้เร็วกว่าในอดีตมาก เพียงแค่ผลงานยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปและระดับโลกไม่กี่นัด ก็เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าตลาดระดับร้อยล้านปอนด์ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เมื่อสิบปีก่อน

สรุป: แรงกดดันคือของแถม แต่พรสวรรค์คือของจริง

เรื่องราวของ ยาน ดิโอม็องเด้ คือบทเรียนที่ทรงพลังสำหรับคนรุ่นใหม่ในทุกวงการ ไม่ใช่แค่ในสนามฟุตบอล เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จระดับโลกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเส้นทางที่สวยงามเสมอไป การออกจากบ้านตั้งแต่วัยเด็ก การเผชิญความล้มเหลวในต่างแดน และการกลับมาเริ่มต้นใหม่จากทีมสำรองของสโมสรที่เพิ่งตกชั้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักเตะที่พร้อมรับมือกับแรงกดดันมหาศาลของ เรอัล มาดริด ในวันนี้

คำการันตีจาก เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ อาจไม่ได้เป็นเพียงคำชมทั่วไป แต่คือประสบการณ์ตรงจากคนที่เคยยืนอยู่จุดเดียวกัน และรู้ดีว่าปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ไม่ใช่แค่ค่าตัวหรือสถิติ แต่คือ “สมาธิ” และ “ความเชื่อมั่นในตัวเอง” ต่างหาก คำถามที่แท้จริงตอนนี้จึงไม่ใช่ว่า ดิโอม็องเด้ มีพรสวรรค์มากพอหรือไม่ แต่คือเขาจะสามารถแปลงความกดดันระดับ 120 ล้านปอนด์ ให้กลายเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จได้เร็วแค่ไหนต่างหาก

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เรอัล มาดริด ทุ่มเงินสูงสุดถึง 120 ล้านปอนด์ คว้าตัว ยาน ดิโอม็องเด้ จาก RB ไลป์ซิก ทำให้เขากลายเป็นนักเตะแอฟริกันที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์
  • เส้นทางของดิโอม็องเด้เริ่มจากอาบีจาน ผ่านอะคาเดมีในฟลอริดา สู่เลกาเนสที่ตกชั้น ก่อนพุ่งทะยานสู่ไลป์ซิกและเรอัล มาดริดภายในเวลาไม่ถึงสองปี
  • ผลงาน 12 ประตู 9 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา บวกกับฟอร์มในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์และฟุตบอลโลก คือปัจจัยที่ผลักดันค่าตัวให้พุ่งสูง
  • เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ อดีตกองหน้าเรอัล มาดริด ออกมาการันตีความสำเร็จของดิโอม็องเด้ พร้อมย้ำเรื่องสมาธิและแรงสนับสนุนจากชาวแอฟริกัน
  • ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดจาก PSG ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สะท้อนมูลค่าตลาดนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่

คำถามที่พบบ่อย

Q: ยาน ดิโอม็องเด้ คือใคร A: เขาคือปีกดาวรุ่งชาวไอวอรี่โคสต์วัย 19 ปี ที่เพิ่งย้ายจาก RB ไลป์ซิกมาร่วมทีมเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวสูงถึง 120 ล้านปอนด์

Q: เรอัล มาดริด ซื้อดิโอม็องเด้ด้วยราคาเท่าไหร่ A: ดีลนี้มีมูลค่าสูงถึงราว 120 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 140 ล้านยูโรเมื่อรวมโบนัสทั้งหมด บนสัญญา 7 ปีถึงปี 2033

Q: ดิโอม็องเด้เคยเล่นให้สโมสรไหนมาก่อนไลป์ซิก A: ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นให้เลกาเนสในสเปน และก่อนหน้านั้นเคยฝึกซ้อมที่อะคาเดมีในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา

Q: ทำไมดิโอม็องเด้ถึงได้รับฉายาว่านักเตะแอฟริกันที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ A: เพราะค่าตัวของเขาสูงกว่านักเตะแอฟริกันคนใดที่เคยย้ายทีมมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด

Q: อเดบายอร์พูดถึงดิโอม็องเด้ว่าอย่างไร A: อเดบายอร์การันตีว่าดิโอม็องเด้มีพรสวรรค์และประสบการณ์เพียงพอที่จะประสบความสำเร็จที่เรอัล มาดริด หากมีสมาธิจดจ่อกับฟุตบอลของตัวเอง

Q: อเดบายอร์เคยเล่นให้เรอัล มาดริดหรือไม่ A: เคย เขาเคยยืมตัวมาเล่นให้เรอัล มาดริดในฤดูกาล 2010-11 และช่วยทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์

Q: PSG เคยพยายามคว้าตัวดิโอม็องเด้หรือไม่ A: เคย โดยดิโอม็องเด้เคยตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ PSG ไปแล้ว แต่สุดท้ายสโมสรฝรั่งเศสถอนตัวเพราะค่าตัวและเงินเดือนที่เรียกร้องสูงเกินไป

Q: ดิโอม็องเด้เล่นตำแหน่งอะไร A: เขาเล่นในตำแหน่งปีกหรือแนวรุกริมเส้น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและการเลี้ยงบอลเจาะแนวรับ

Q: ผลงานของดิโอม็องเด้ในฤดูกาลที่ผ่านมาเป็นอย่างไร A: เขาทำได้ 12 ประตู และ 9 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกากับไลป์ซิก ก่อนโชว์ฟอร์มต่อเนื่องในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์และฟุตบอลโลก

Q: ใครเป็นผู้จัดการทีมเรอัล มาดริดคนปัจจุบัน A: โชเซ่ มูรินโญ่ คือผู้จัดการทีมคนใหม่ที่ดึงตัวดิโอม็องเด้เข้ามาเสริมทัพในซัมเมอร์นี้

Q: เลกาเนสได้ประโยชน์อะไรจากการขายดิโอม็องเด้ไปไลป์ซิก A: เลกาเนสมีสิทธิ์รับส่วนแบ่งกำไรจากการขายต่อในอนาคตตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทำให้ได้รับเงินเพิ่มเติมหลายล้านยูโรจากดีลนี้

Q: ดิโอม็องเด้จะได้เล่นร่วมกับใครในแนวรุกเรอัล มาดริด A: เขาจะได้ร่วมทีมกับดาวดังอย่างจู๊ด เบลลิงแฮม วินิซิอุส และคีลิยัน เอ็มบัปเป้