ลองจินตนาการว่าคุณเพิ่งเริ่มต้นวันทำงานใหม่ ยังไม่ทันตั้งสติดี แต่จู่ๆ ก็ต้องเจอโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องปิดจ๊อบให้ได้ภายในเวลาไม่ถึงนาที นั่นคือสิ่งที่ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ ทำได้จริงบนสนามคาร์ดิฟฟ์ ปรินซิพัลลิตี้ สเตเดี้ยม เมื่อเขายิงประตูให้ อาร์เซน่อล ขึ้นนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่นาทีที่ เกมเพิ่งเริ่มต้นไปเพียง 23 วินาทีเท่านั้น เร็วจนแฟนบอลหลายคนยังไม่ทันได้นั่งลงจากโซฟาด้วยซ้ำ
ผลลัพธ์สุดท้ายของค่ำคืนนั้นคือชัยชนะขาดลอย 3-0 ที่ทำให้ “ปืนใหญ่” คว้าแชมป์รายการแรกของฤดูกาลไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี และยังเป็นการเปิดตัวที่แสนขมขื่นสำหรับ เอนโซ มาเรสก้า กุนซือใหม่ของซิตี้ในเกมแรกที่คุมทัพอย่างเป็นทางการ คำถามคือ อะไรคือเบื้องหลังของฟอร์มการเล่นที่ดุดันขนาดนี้ และทำไมดาวเตะชื่อดังอย่าง กาเบรียล มาร์ตินเนลลี่ กับ กาเบรียล เชซุส ถึงไม่มีชื่อติดทีมลงสนามในวันแห่งชัยชนะ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ เทคนิค จิตวิทยา และธุรกิจลูกหนัง ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลข 3-0 นี้
ย้อนรอยศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์: ทำไมถ้วยเปิดฤดูกาลถึงมีความหมายมากกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่า เอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เป็นเพียง “เกมอุ่นเครื่องหรูหรา” ที่จัดขึ้นก่อนเปิดฤดูกาลจริงเพื่อความบันเทิงของแฟนบอลเท่านั้น แต่สำหรับสโมสรระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีก ถ้วยนี้คือสัญลักษณ์ของการ “ประกาศความพร้อม” ก่อนออกศึกยาวตลอดทั้งฤดูกาล การแข่งขันนี้จัดขึ้นระหว่างแชมป์ลีกฤดูกาลก่อนหน้ากับแชมป์เอฟเอ คัพ และในปีนี้อาร์เซน่อลลงสนามในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกตัวจริงที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งกับทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ความพิเศษของชัยชนะครั้งนี้คือการที่อาร์เซน่อลคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 18 ในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งตอกย้ำสถานะความเป็นทีมระดับตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษ นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือสถิติชนะรวดในนัดนี้ เพราะอาร์เซน่อลยังคงรักษาสถิติชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในรายการนี้ได้ครบทุกนัดที่เคยเจอกัน โดยเกมนี้คือชัยชนะครั้งที่ 4 ติดต่อกัน เรียกได้ว่าเป็น “คู่แค้นที่ไม่เคยแพ้” ในสังเวียนนี้จริงๆ
สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับวงการลูกหนัง คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เปรียบเสมือนการซ้อมใหญ่ก่อนขึ้นเวทีจริง มันคือช่วงเวลาที่โค้ชจะได้เห็นภาพรวมของทีมภายใต้ความกดดันของเกมที่มีถ้วยรางวัลเป็นเดิมพัน ไม่ใช่แค่เกมกระชับมิตรธรรมดา และนั่นทำให้ผลการแข่งขันครั้งนี้กลายเป็นสัญญาณเตือนที่ทรงพลังส่งถึงทุกทีมในพรีเมียร์ลีกว่า อาร์เซน่อลไม่มีทีท่าจะผ่อนคันเร่งลงเลยแม้แต่น้อยหลังจากคว้าแชมป์ลีกมาครอง
ถอดรหัสความเร็วระดับสายฟ้า: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังประตู 23 วินาที
ในมุมของวิทยาศาสตร์การกีฬา การยิงประตูภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีไม่ใช่เรื่องของโชคช่วยล้วนๆ แต่เป็นผลผลิตของการวางแผนเกมรุกที่แม่นยำและปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction Time) ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก ในกรณีนี้ ไมลส์ ลูอิส-สเกลลี่ เป็นผู้จ่ายบอลทะลุแนวรับให้คาลาฟิออรี่พุ่งเข้าไปสับสมาบลเอาชนะเพื่อนร่วมชาติชาวอิตาลีอย่าง จานลุยจี้ ดอนนารุมม่า ผู้รักษาประตูของซิตี้ได้สำเร็จในระยะประชิด
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ ประตูนี้ได้ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อปี 1968 โดยอดีตนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เอง ซึ่งเคยทำประตูได้เร็วที่สุดในรายการนี้ที่ 35 วินาที นั่นหมายความว่าอาร์เซน่อลเพิ่งเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในรอบเกือบ 6 ทศวรรษ และหากมองในมุมกว้างขึ้น นี่คือประตูแรกที่เกิดขึ้นในนาทีแรกของการแข่งขันรายการนี้ในรอบ 58 ปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติเปล่าๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการฝึกซ้อมช่วงพรีซีซั่นที่เน้นเรื่องความเร็วในการเปลี่ยนจังหวะเกมรับเป็นเกมรุก (Transition) ซึ่งเป็นเทรนด์ฟุตบอลสมัยใหม่ที่ทีมชั้นนำทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ
โซลิส: ปีกดาวรุ่งที่ปรับตัวเข้าทีมได้ราวกับอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี
หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลมากที่สุดคือผลงานของ คริสตอส โซลิส นักเตะใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าสู่รังปืนใหญ่ในซัมเมอร์นี้ เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเป็นผู้จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ถึง 2 ครั้งในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของเขา ซึ่งสถิตินี้พิเศษมากเพราะเขาคือนักเตะอาร์เซน่อลคนแรกนับตั้งแต่ยุคของ วิลเลี่ยน ที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ 2 ครั้งขึ้นไปในเกมเปิดตัว
อาร์เตต้าได้พูดถึงนักเตะรายนี้ด้วยความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัดในห้องแถลงข่าวหลังเกม โดยระบุว่าโซลิสเข้ามาปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระดับความเข้าใจเกมของเขาอยู่ในขั้นที่น่าประทับใจ เพราะในขณะที่นักเตะคนอื่นๆ มักจะรีบร้อนตัดสินใจจนเกิดข้อผิดพลาด แต่โซลิสกลับเป็นผู้เล่นที่ฉลาดและมีความแม่นยำสูง เขาสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม้ในพื้นที่แคบๆ ถึงสองครั้งในเกมนี้ จนนำไปสู่สองประตูสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคืออาร์เตต้าให้เครดิตว่าคุณภาพของโซลิสนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่ออยู่ในระยะ 20-30 เมตรสุดท้ายก่อนถึงประตู เพราะเขามีความใจเย็นในการเลือกจ่ายบอลให้เพื่อนรอบตัว หรือจบสกอร์ได้ด้วยตัวเอง และมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะโซลิสเป็นนักเตะที่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับคนทำงานทุกคน ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน “ความสม่ำเสมอในการฝึกฝน” คือกุญแจที่จะทำให้พรสวรรค์กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายครึ่งแรกก่อนหมดเวลาแบรอน ไวท์ยังได้จ่ายบอลให้คาลาฟิออรี่ยิงบอลข้ามคานไปอย่างหวุดหวิด ขณะที่ โยชโก้ กวาร์ดิออล ต้องเคลียร์บอลออกจากเส้นประตูเพื่อป้องกันไม่ให้อาร์เซน่อลได้ประตูเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาร์เซน่อลกดดันคู่แข่งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเกม ไม่ใช่แค่ทำประตูแรกได้เร็วแล้วถอยหลบเท่านั้น
ไฟในใจที่ไม่มีวันมอด: มิติจิตวิทยาเบื้องหลังทีมแชมป์
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลรุ่นใหม่หลงใหลในเกมนี้ไม่ใช่แค่สกอร์บนป้ายคะแนน แต่คือ “พลังงาน” และ “วินัย” ที่ทีมแสดงออกมา อาร์เตต้ายอมรับว่าเขารู้สึกประทับใจกับความมุ่งมั่นและการตอบสนองของนักเตะทุกคนในเกมนี้เป็นอย่างมาก และได้บอกกับลูกทีมไปแล้วว่าเขาสนุกไปกับการได้เห็นพวกเขาเล่นในสไตล์นี้
สิ่งที่น่าสนใจคือ อาร์เตต้ายังยอมรับตรงๆ ว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสร้างความประหลาดใจให้เขาเล็กน้อยด้วยซ้ำ เพราะทีมเพิ่งผ่านช่วงพรีซีซั่นมาไม่นาน และยังมีนักเตะราวแปดถึงเก้าคนที่ยังต้องผ่านการทดสอบสภาพร่างกายและฟอร์มการเล่นอยู่ การที่ทีมสามารถโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างน่าประทับใจในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพื้นฐานความแข็งแกร่งทางจิตใจของนักเตะทั้งทีม
มุมมองนี้เชื่อมโยงได้ดีกับหลักการพัฒนาตัวเอง (Self-improvement) ที่คนวัยทำงานยุคนี้ให้ความสำคัญ นั่นคือการไม่รอให้ “พร้อม 100%” ก่อนจะลงมือทำ แต่ต้องแสดงศักยภาพสูงสุดออกมาในทุกโอกาสที่มี แม้จะยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก็ตาม
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือความแข็งแกร่งของแผงมิดฟิลด์ทีมนี้ ก่อนหน้าเกมนี้ มิเกล เมริโน่ นักเตะในทีมเคยให้สัมภาษณ์ว่ากองกลางชุดนี้อาจเป็นชุดที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเมื่อถูกถามถึงประเด็นนี้ อาร์เตต้าตอบด้วยความถ่อมตัวแต่มั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุด นี่คือแผงกองกลางที่ดีที่สุดสำหรับอาร์เซน่อลอย่างแน่นอน และย้ำว่าทุกคนในทีมต้องช่วยกันเสริมจุดแข็งให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ยืนอยู่ข้างๆ ตนเอง สะท้อนแนวคิดเรื่องการทำงานเป็นทีมที่ไม่มีใครโดดเดี่ยวได้ดีเยี่ยม
ในภาษาของกุนซือชาวสเปนเอง เขายังกล่าวถึงความหิวกระหายในการล่าความสำเร็จอีกครั้งด้วยว่า เขาต้องการสัมผัสความรู้สึกแห่งชัยชนะแบบนี้อีกครั้ง และต้องการให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม แม้จะรู้ดีว่าการรักษาแชมป์นั้นต้องอาศัยความพยายามพิเศษกว่าเดิมมาก แต่ทีมก็พร้อมสำหรับความท้าทายนั้นแล้ว นี่คือทัศนคติแบบ “แชมป์เก่าที่ไม่หยุดพัฒนา” ซึ่งเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับใครก็ตามที่เพิ่งประสบความสำเร็จและกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไป
เกมใหญ่กว่าในสนาม: ตลาดซื้อขาย โควตานักเตะ และปริศนา “มาร์ตินเนลลี-เจซุส”
เบื้องหลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่แพ้กัน นั่นคือการที่กาเบรียล มาร์ตินเนลลี่, กาเบรียล เชซุส และ อีธาน เอ็นวาเนรี่ ดาวรุ่งดาวรุ่งของทีม ไม่มีชื่ออยู่ใน 20 รายชื่อผู้เล่นชุดใหญ่สำหรับเกมนี้เลย ซึ่งเมื่อพิจารณาบริบทตลาดซื้อขายในขณะนั้น ก็ยิ่งทำให้แฟนบอลตั้งคำถามมากมาย
ในมุมของธุรกิจฟุตบอล ข่าวลือเรื่องอนาคตของทั้งสองนักเตะกำลังร้อนแรงอย่างมาก โดยมีรายงานว่าสโมสรกาลาตาซาราย จากตุรกีได้ยื่นข้อเสนอมูลค่าราว 38 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวมาร์ตินเนลลี่ไปร่วมทีม แม้ว่าตัวนักเตะเองจะยังไม่สนใจการย้ายไปเล่นที่ตุรกีก็ตาม ขณะเดียวกันสโมสรนาโปลีจากอิตาลีก็อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อดึงตัวเชซุสไปร่วมทีมด้วยมูลค่าประมาณ 17 ล้านปอนด์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าวงการฟุตบอลยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสมรภูมิธุรกิจที่มีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่ออาร์เตต้าถูกถามตรงๆ ถึงเหตุผลที่ไม่ส่งนักเตะทั้งสามลงสนาม เขากลับให้คำตอบที่แตกต่างจากที่หลายคนคาดคิด โดยระบุว่านี่เป็นเพียงการตัดสินใจในเชิงเทคนิคเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บหรือประเด็นการย้ายทีมแต่อย่างใด ปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องกฎการลงทะเบียนนักเตะของพรีเมียร์ลีก ที่กำหนดให้แต่ละทีมสามารถลงทะเบียนนักเตะอายุ 21 ปีขึ้นไปได้เพียง 25 คนเท่านั้น และในวันแข่งขันจริงสามารถส่งชื่อได้สูงสุดเพียง 20 คน
อาร์เตต้ายังเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่าเขารู้สึกเสียใจจริงๆ ที่นักเตะเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเกม และเผยว่าตัวเขาเองพยายามเจรจากับทางพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดเพื่อขอขยายโควตาจำนวนนักเตะในทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น เพราะนักเตะเหล่านี้สมควรที่จะได้อยู่ในทีมและมีโอกาสลงเล่น เขายังหวังว่ากฎข้อนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต เพื่อให้นักเตะทุกคนได้มีโอกาสลงสนามและสร้างคุณประโยชน์ให้กับทีมต่อไป
สำหรับ อีธาน เอ็นวาเนรี่ ดาวรุ่งดาวเด่นที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงพรีซีซั่น อาร์เตต้าอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการได้ลงเล่นฟุตบอลอย่างสม่ำเสมอ หากเขายังอยู่กับสโมสร ทีมงานต้องมั่นใจได้ว่าจะสามารถการันตีเวลาลงสนามให้เขาได้จริง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เป็นผลดีกับใครเลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสโมสรกำลังพิจารณาทางเลือกอย่างการปล่อยยืมตัวเพื่อให้นักเตะดาวรุ่งได้พัฒนาฝีเท้าต่อไปในสนามจริง แทนที่จะปล่อยให้นั่งข้างสนามเก็บฝุ่นในทีมชุดใหญ่
ประเด็นนี้สอนบทเรียนสำคัญให้กับคนทำงานยุคใหม่เช่นกัน นั่นคือการที่องค์กรใหญ่ต้องบริหารจัดการ “ทรัพยากรบุคคล” อย่างชาญฉลาด บางครั้งคนเก่งที่สุดในทีมอาจไม่ได้มีที่ยืนถาวรเสมอไป หากไม่มีพื้นที่ให้เติบโตอย่างแท้จริง การตัดสินใจที่ดูเหมือนโหดร้ายในระยะสั้น (การไม่ส่งลงสนาม) อาจเป็นการวางแผนระยะยาวที่ฉลาดกว่าในสายตาของผู้บริหารมืออาชีพ
อนาคตของอาร์เซน่อลในยุคดิจิทัล: จากถ้วยรางวัลสู่การสร้างมูลค่าแบรนด์
ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน ชัยชนะในสนามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป สโมสรใหญ่ต้องบริหารทั้งผลงาน แบรนด์ และการตลาดไปพร้อมๆ กัน การที่อาร์เซน่อลเลือกโชว์นักเตะใหม่อย่างโซลิสและ บรูโน่ กีมาไรส์ ในเกมใหญ่ระดับนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องกลยุทธ์ในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังตลาดโลกว่าสโมสรมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในทุกแนวรบ ทั้งพรีเมียร์ลีกและถ้วยยุโรป
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องโควตานักเตะที่อาร์เตต้าพยายามผลักดันให้พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนแปลง ก็สะท้อนถึงทิศทางของฟุตบอลยุคดิจิทัลที่กำลังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการสโมสรแบบมืออาชีพมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาเพื่อรองรับจำนวนนักเตะดาวรุ่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนธุรกิจของทุกสโมสรในลีกสูงสุดของอังกฤษ
บทสรุป: ชัยชนะที่มากกว่าตัวเลขบนสกอร์บอร์ด
ชัยชนะ 3-0 เหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัลใบแรกของฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของทีมที่มีทั้งความเร็ว ความฉลาด และวินัยในระดับสูงสุด ตั้งแต่ประตูสายฟ้าแลบใน 23 วินาที ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ยากลำบากอย่างการไม่ส่งดาวเตะชื่อดังลงสนาม ทุกองค์ประกอบล้วนบ่งบอกถึงทีมที่มีวิสัยทัศน์รอบด้าน ไม่ใช่แค่เก่งในสนามเพียงอย่างเดียว
คำถามที่น่าคิดต่อไปคือ อาร์เซน่อลจะสามารถรักษาความหิวกระหายและมาตรฐานความสำเร็จนี้ไว้ได้ตลอดทั้งฤดูกาลจริงหรือไม่ หรือชัยชนะในเกมอุ่นเครื่องนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่สวยงามแต่ไร้ความหมายในระยะยาว คำตอบที่แท้จริงคงต้องรอพิสูจน์กันในสนามพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- อาร์เซน่อลถล่มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 คว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์สมัยที่ 18 พร้อมทำลายสถิติยิงเร็วสุดในรายการรอบ 58 ปี
- คริสตอส โซลิส นักเตะใหม่ทำผลงานเยี่ยม แอสซิสต์ 2 ประตูในเกมเปิดตัว สร้างความประทับใจให้อาร์เตต้าอย่างมาก
- มาร์ตินเนลลี่ เชซุส และเอ็นวาเนรี่ หลุดทีมชุดใหญ่ เหตุผลหลักคือกฎโควตานักเตะของพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่ปัญหาบาดเจ็บ
- มาร์ตินเนลลี่และเชซุสตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับกาลาตาซารายและนาโปลี ท่ามกลางกระแสข่าวย้ายทีมช่วงตลาดซื้อขาย
- อาร์เตต้ายืนยันแผงกองกลางชุดนี้คือชุดที่ดีที่สุดของอาร์เซน่อล พร้อมลุยศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่เต็มกำลัง
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาร์เซน่อลชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2026 ด้วยสกอร์เท่าไหร่ A: อาร์เซน่อลเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปด้วยสกอร์ 3-0 ที่สนามคาร์ดิฟฟ์ ปรินซิพัลลิตี้ สเตเดี้ยม
Q: ใครเป็นผู้ทำประตูให้อาร์เซน่อลในเกมนี้บ้าง A: ประตูทั้งสามลูกมาจาก ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่, ไค ฮาแวร์ตซ์ และ มาร์ติน โอเดการ์ด
Q: ประตูแรกของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่เท่าไหร่ A: คาลาฟิออรี่ยิงประตูแรกได้ตั้งแต่วินาทีที่ 23 ของเกม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประตูที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์รายการนี้
Q: ทำไมกาเบรียล มาร์ตินเนลลี่ และกาเบรียล เชซุส ไม่ได้ลงเล่นในเกมนี้ A: อาร์เตต้าระบุว่าเป็นการตัดสินใจเชิงเทคนิคเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องโควตาจำนวนนักเตะในทีมชุดใหญ่ตามกฎของพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บ
Q: มาร์ตินเนลลี่มีข่าวย้ายไปสโมสรไหน A: มีรายงานว่ากาลาตาซารายจากตุรกียื่นข้อเสนอราว 38 ล้านปอนด์ แต่ตัวนักเตะยังไม่สนใจการย้ายทีมครั้งนี้
Q: เชซุสมีข่าวเชื่อมโยงกับสโมสรใด A: มีรายงานว่านาโปลีจากอิตาลีกำลังเจรจาขอคว้าตัวเชซุสด้วยมูลค่าประมาณ 17 ล้านปอนด์
Q: คริสตอส โซลิส คือใคร และทำผลงานอย่างไรในเกมนี้ A: โซลิสคือนักเตะใหม่ของอาร์เซน่อลที่ทำแอสซิสต์ได้ 2 ครั้งในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกของเขา
Q: อีธาน เอ็นวาเนรี่ ทำไมถึงไม่ได้ลงสนามทั้งที่ฟอร์มดีในพรีซีซั่น A: อาร์เตต้าระบุว่าเอ็นวาเนรี่ต้องการโอกาสลงเล่นสม่ำเสมอ และสโมสรกำลังพิจารณาแผนการปล่อยยืมตัวเพื่อให้เขาได้พัฒนาฝีเท้าต่อไป
Q: อาร์เตต้าพูดถึงแผงกองกลางของทีมว่าอย่างไร A: อาร์เตต้ายืนยันว่านี่คือแผงกองกลางที่ดีที่สุดสำหรับอาร์เซน่อล และย้ำว่าทุกคนต้องช่วยกันเสริมจุดแข็งให้กัน
Q: นี่คือแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ สมัยที่เท่าไหร่ของอาร์เซน่อล A: เป็นสมัยที่ 18 ในประวัติศาสตร์สโมสร
Q: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกเมื่อไหร่ A: ซิตี้จะเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกด้วยการพบกับบอร์นมัธที่สนามเอติฮัด
Q: อาร์เตต้ารู้สึกอย่างไรกับผลการแข่งขันครั้งนี้ A: อาร์เตต้ายอมรับว่ารู้สึกประทับใจและประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากทีมเพิ่งผ่านพรีซีซั่นและยังมีผู้เล่นหลายคนที่ต้องผ่านการทดสอบฟอร์ม