วงการฟุตบอลอังกฤษกำลังจับตาไปที่ดีลธุรกิจที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าวงการกีฬาโลกไปตลอดกาล เมื่อ เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง อเมซอน กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมของ ลิเวอร์พูล ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างเป็นทางการ หลังจากกระแสข่าวที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมค่อยๆ ทวีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมีรายงานว่าทุกฝ่ายกำลังจะบรรลุข้อตกลงกันได้แล้ว และอาจมีการประกาศอย่างเป็นทางการได้ภายในสัปดาห์นี้
ดีลนี้ไม่ได้มีเพียง เบซอส เท่านั้นที่โดดเด่น เพราะยังมีชื่อของ เอ็ดวาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง เฟซบุ๊ก รวมอยู่ในกลุ่มทุนด้วย โดยมี อามิต บาเทีย มหาเศรษฐีชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย เป็นผู้นำและตัวแทนในการเจรจากับ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (เอฟเอสจี) เจ้าของสโมสรตัวจริง
ดีลพลิกโฉมที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 เอฟเอสจี ออกแถลงการณ์ยืนยันกับสื่อว่ามีกลุ่มทุนที่นำโดย บาเทีย แสดงความสนใจเข้าลงทุนซื้อหุ้นส่วนน้อยเชิงยุทธศาสตร์ในสโมสร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นของการเจรจาเท่านั้น แต่เพียงไม่ถึงสามสัปดาห์ต่อมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ มาร์ก ไคลน์แมน ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจของ สกาย นิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า กลุ่มทุนที่มี เบซอส และ ซาเวริน ร่วมอยู่ด้วยกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อหุ้นก้อนใหญ่ในสโมสร โดยอาจมีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก เอฟเอสจี ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้เลยทีเดียวแม้จะมีความเป็นไปได้ที่กำหนดการอาจเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้าก็ตาม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ สัดส่วนหุ้นที่กลุ่มทุนนี้กำลังจะได้ครอบครอง ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราวหนึ่งในสามของสโมสร ซึ่งมากกว่าตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ที่เคยมีการพูดถึงในช่วงแรก และหากดีลนี้เกิดขึ้นจริงตามมูลค่าที่ประเมินไว้ หุ้นส่วนนี้จะมีมูลค่าสูงถึง ประมาณ 1.4 พันล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล
ใครคือ อามิต บาเทีย ตัวจริงเบื้องหลังดีลนี้
แม้ชื่อของ เบซอส จะเป็นพระเอกที่คนพูดถึงมากที่สุด แต่ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการเจรจาทั้งหมดคือ อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียวัย 46 ปี ผู้ซึ่งเป็นลูกเขยของ ลักษมี มิตตัล เจ้าพ่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้าระดับโลก บาเทียเริ่มต้นเส้นทางการทำงานที่ มอร์แกน สแตนลีย์ ก่อนจะขยับไปสู่ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และไพรเวทอิควิตี้ ปัจจุบันเขาบริหารบริษัทการลงทุนหลากสินทรัพย์ในนาม เอวี บี แคปิตอล ซึ่งลงทุนในหลากหลายภาคธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยี สื่อ อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และสุขภาพ
สิ่งที่ทำให้ บาเทีย มีความน่าเชื่อถือในวงการฟุตบอลคือประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้ร่วมเจ้าของสโมสร คิวพีอาร์ ในลีกแชมเปียนชิพมายาวนาน โดยเขาเข้าไปนั่งในบอร์ดบริหารตั้งแต่ปี 2007 หลังตระกูลมิตตัลเข้าซื้อหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ของสโมสร ก่อนจะขึ้นเป็นประธานสโมสรระหว่างปี 2018-2023 และล่าสุดเพิ่งโอนหุ้นส่วนของตนให้กับ รูเบน นาลิงกัม เจ้าของส่วนใหญ่คนปัจจุบันของ คิวพีอาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถือครองสโมสรหลายแห่งพร้อมกันตามกฎของฟุตบอลอังกฤษ ก่อนเดินหน้าเต็มตัวกับดีลลิเวอร์พูล ทั้งนี้ตระกูลมิตตัลยังมีพอร์ตการลงทุนด้านกีฬาที่น่าสนใจอยู่ก่อนแล้ว ทั้งหุ้นใหญ่ในทีมคริกเก็ต ราชสถาน รอยัลส์ และหุ้นใหญ่อันดับสองในทีมบาสเกตบอล บอสตัน เซลติกส์
เจฟฟ์ เบซอส กับก้าวแรกบนสังเวียนกีฬาโลก
สำหรับ เจฟฟ์ เบซอส วัย 62 ปี ผู้ก่อตั้ง อเมซอน จากโรงรถเช่าเมื่อปี 1994 ดีลนี้จะถือเป็นการลงทุนในสโมสรฟุตบอลยุโรปครั้งแรกของเขาอย่างเป็นทางการ แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยสำรวจความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อทีมอเมริกันฟุตบอลอย่าง วอชิงตัน คอมมานเดอร์ส และ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ มาแล้วแต่ก็ไม่เคยไปถึงขั้นปิดดีลจริง ปัจจุบัน ฟอร์บส์ ประเมินทรัพย์สินสุทธิของเบซอสไว้ที่ ราว 280,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้เขาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับสามของโลก รองจาก อีลอน มัสก์ และ แลร์รี เพจ เท่านั้น
นอกเหนือจากอเมซอนแล้ว เบซอสยังมีพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายและเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026 นี้ ทั้งการที่ เบซอส เอ็กซ์พีดิชันส์ เข้าร่วมระดมทุนซีรีส์บีมูลค่า 450 ล้านดอลลาร์ให้กับ คัสป์เอไอ บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อค้นพบวัสดุใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง เมื่อเดือนกรกฎาคม รวมถึงการร่วมระดมทุนมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ให้กับ เอเอ็มไอ แล็บส์ บริษัทเอไอที่ก่อตั้งร่วมกับ ยานน์ เลอคุน เจ้าของรางวัลทัวริง เมื่อเดือนมีนาคม และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือบริษัท โพรมีธีอุส ที่ เบซอสนั่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมกับ วิก บาจาจ ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์ภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่งระดมทุนได้ 12,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มูลค่าบริษัทสูงถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ การเข้าสู่วงการฟุตบอลครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการขยายอาณาจักรการลงทุนของเบซอสให้ครอบคลุมถึงธุรกิจกีฬาระดับโลกเป็นครั้งแรกอย่างเต็มตัว
เอ็ดวาร์โด ซาเวริน มหาเศรษฐีเฟซบุ๊กร่วมทีม
อีกหนึ่งชื่อที่ไม่ควรมองข้ามในกลุ่มทุนนี้คือ เอ็ดวาร์โด ซาเวริน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เฟซบุ๊ก ซึ่ง ฟอร์บส์ ประเมินทรัพย์สินสุทธิของเขาไว้ที่ราว 33,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การที่มหาเศรษฐีระดับโลกถึงสามคนมารวมตัวกันในดีลเดียว ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่านี่คือหนึ่งในกลุ่มทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดเท่าที่เคยเข้ามาซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลแห่งใดในโลก
ทำไม ลิเวอร์พูล ถึงมีมูลค่าสูงระดับ 6 พันล้านดอลลาร์
ตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายต้องอึ้งคือมูลค่ารวมของสโมสรที่ใช้อ้างอิงในการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งอยู่ที่ ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.4-4.5 พันล้านปอนด์ ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการจัดอันดับล่าสุดของ ฟอร์บส์ ที่ จัดให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสี่ของโลกที่ 6,200 ล้านดอลลาร์ ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ 7,200 ล้านดอลลาร์ บาร์เซโลนา ที่ 7,500 ล้านดอลลาร์ และ เรอัล มาดริด ที่ครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าสูงถึง 9,500 ล้านดอลลาร์
หากเทียบกับสถิติการลงทุนในวงการฟุตบอลที่ผ่านมา ดีลนี้ยังห่างจากสถิติโลกที่ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ทุ่มเงินกว่า 5,400 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการสโมสร เชลซี เมื่อปี 2022 อยู่พอสมควร แต่ก็ยังถือเป็นหนึ่งในดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาที่ เอฟเอสจี ทุ่มซื้อสโมสรจาก ทอม ฮิกส์ และ จอร์จ จิลเลตต์ เมื่อเดือนตุลาคมปี 2010 ซึ่งอยู่ที่เพียง 300 ล้านปอนด์เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลอด 16 ปีที่ผ่านมามูลค่าของสโมสรเติบโตขึ้นมหาศาลเพียงใด
เอฟเอสจี กับเส้นทางเปิดรับนักลงทุนภายนอก
ดีลกับกลุ่มทุนของ บาเทีย ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เอฟเอสจี เปิดทางให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้นส่วนน้อยในสโมสร ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน ปี 2023 เอฟเอสจี เคยขายหุ้น 3 เปอร์เซ็นต์ให้กับบริษัทไพรเวทอิควิตี้สัญชาติอเมริกัน ไดนาสตี้ เอควิตี้ ไปแล้วในราคาราว 164 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินก้อนนั้นส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ชำระหนี้สินของสโมสร การเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ครั้งนี้จึงถือเป็นการลงทุนจากภายนอกในรูปแบบหุ้นส่วนน้อยครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสามปี แต่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด
ภายใต้การบริหารของ เอฟเอสจี นับตั้งแต่ปี 2010 ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในและนอกสนาม ทั้งการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สองสมัย และแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อีกหนึ่งสมัย ทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่ยังคงให้ความไว้วางใจเจ้าของทีมชาวอเมริกันกลุ่มนี้อยู่มาก แม้จะมีความเคลื่อนไหวเรื่องการหาผู้ร่วมทุนใหม่เข้ามาต่อเนื่องก็ตาม
ดีลนี้จะเปลี่ยนอะไรที่ แอนฟิลด์ บ้าง
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ดีลนี้ถูกวางโครงสร้างให้เป็นเพียงการลงทุนซื้อหุ้นส่วนน้อยเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมสโมสร เอฟเอสจี จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมสโมสรต่อไปเช่นเดิม โดยกลุ่มทุนใหม่จะเข้ามามีบทบาทในฐานะพันธมิตรที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทั้งในเชิงการเงิน การพาณิชย์ และการดำเนินงาน มากกว่าจะเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจด้านกีฬาโดยตรง
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการมีมหาเศรษฐีระดับโลกทั้งสามคนเข้ามาร่วมถือหุ้น จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเครือข่ายเชิงพาณิชย์ของสโมสรให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในการแข่งขันกับสโมสรที่มีเจ้าของเป็นกองทุนรัฐอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่มีความได้เปรียบด้านเงินทุนมหาศาลในตลาดนักเตะมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าดีลนี้จะส่งผลโดยตรงต่องบประมาณซื้อขายนักเตะในระยะสั้นหรือไม่ เนื่องจากธุรกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้มักใช้เวลาดำเนินการหลายเดือนกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม
ก้าวต่อไปที่แฟนบอลต้องจับตา
ขณะนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก เอฟเอสจี ซึ่งตามรายงานของ สกาย นิวส์ ระบุว่าอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อภายในไม่กี่วันข้างหน้า แม้จะมีความเป็นไปได้ที่กำหนดการอาจเลื่อนออกไปเล็กน้อยก็ตาม หากดีลนี้ปิดสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ นี่จะกลายเป็นหนึ่งในธุรกรรมทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล และจะทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นสโมสรที่มีเจ้าของร่วมที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปโดยปริยาย
คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อมหาเศรษฐีระดับโลกทั้งสามคนเข้ามาถือหุ้นในสโมสรที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแฟนบอลเข้มข้นอย่าง ลิเวอร์พูล แล้ว จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจกับจิตวิญญาณดั้งเดิมของสโมสรที่แฟนบอลยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษได้มากน้อยเพียงใด
สรุปประเด็นสำคัญ
- กลุ่มทุนนำโดย อามิต บาเทีย ร่วมกับ เจฟฟ์ เบซอส และ เอ็ดวาร์โด ซาเวริน ใกล้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นราวหนึ่งในสามของ ลิเวอร์พูล
- ดีลนี้ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ที่ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4.4-4.5 พันล้านปอนด์
- เอฟเอสจี อาจประกาศดีลอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ แม้อาจเลื่อนไปสัปดาห์หน้าได้
- ดีลเป็นการลงทุนหุ้นส่วนน้อย เอฟเอสจี ยังคงเป็นผู้ถืออำนาจควบคุมสโมสรต่อไป
- นี่จะเป็นการลงทุนในสโมสรฟุตบอลยุโรปครั้งแรกของ เบซอส หลังเคยสนใจซื้อทีมเอ็นเอฟแอลมาก่อน
คำถามที่พบบ่อย
เจฟฟ์ เบซอส จะซื้อหุ้นลิเวอร์พูลกี่เปอร์เซ็นต์ กลุ่มทุนที่นำโดย อามิต บาเทีย ซึ่งมี เบซอส และ ซาเวริน ร่วมอยู่ด้วย กำลังเจรจาซื้อหุ้นรวมกันราวหนึ่งในสามของสโมสร มากกว่าตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์ที่เคยมีการพูดถึงในช่วงแรก
ดีลนี้จะทำให้ ลิเวอร์พูล มีมูลค่าเท่าไหร่ ดีลนี้ประเมินมูลค่าสโมสรโดยรวมไว้ที่ราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.4-4.5 พันล้านปอนด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล ติดอันดับสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เจฟฟ์ เบซอส จะกลายเป็นเจ้าของทีมคุมทีมแทน เอฟเอสจี หรือไม่ ไม่ใช่ ดีลนี้เป็นเพียงการลงทุนซื้อหุ้นส่วนน้อยเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น เอฟเอสจี ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมสโมสรต่อไปตามเดิม
อามิต บาเทีย คือใคร อามิต บาเทีย คือนักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียวัย 46 ปี ลูกเขยของ ลักษมี มิตตัล เจ้าพ่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้า อดีตผู้ร่วมเจ้าของสโมสร คิวพีอาร์ และปัจจุบันบริหารบริษัทลงทุน เอวี บี แคปิตอล
เจฟฟ์ เบซอส รวยแค่ไหนในปัจจุบัน ฟอร์บส์ ประเมินทรัพย์สินสุทธิของ เจฟฟ์ เบซอส ไว้ที่ราว 280,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับสามของโลก รองจาก อีลอน มัสก์ และ แลร์รี เพจ
ดีลนี้จะประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ตามรายงานล่าสุดจาก สกาย นิวส์ เอฟเอสจี อาจประกาศดีลนี้อย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่กำหนดการอาจเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์ถัดไปก็ตาม
นี่เป็นการลงทุนในสโมสรฟุตบอลครั้งแรกของ เจฟฟ์ เบซอส หรือไม่ ใช่ นี่จะเป็นการลงทุนในสโมสรฟุตบอลยุโรปครั้งแรกของเขาอย่างเป็นทางการ แม้ก่อนหน้านี้เคยสำรวจความเป็นไปได้ในการซื้อทีมเอ็นเอฟแอลอย่าง วอชิงตัน คอมมานเดอร์ส และ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ มาแล้วแต่ไม่สำเร็จ
เอ็ดวาร์โด ซาเวริน ในกลุ่มทุนนี้คือใคร เอ็ดวาร์โด ซาเวริน คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก ซึ่งฟอร์บส์ประเมินทรัพย์สินสุทธิของเขาไว้ที่ราว 33,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นอีกหนึ่งนักลงทุนในกลุ่มทุนที่นำโดย อามิต บาเทีย