วิกฤต 500 ล้านเหรียญที่ “ธันเดอร์” ต้องแก้ก่อนเปิดฤดูกาล: ทีมแชมป์ก็ต้องขายเพื่อนร่วมทีมได้เหมือนกัน

ลองจินตนาการดูว่า ทีมกีฬาทีมหนึ่งเพิ่งจะคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆ ผู้เล่นตัวหลักยังหนุ่มแน่น อนาคตสดใสสุดขีด แต่จู่ๆ ฝ่ายบริหารกลับต้องตัดสินใจ “ขายเพื่อนร่วมทีม” ที่ช่วยกันคว้าถ้วยแชมป์มาด้วยกันทิ้งไปหลายคน ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกใช่ไหม แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ โอกลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ แฟรนไชส์ NBA ที่ครองตำแหน่งทีมเก่งที่สุดของลีกมาสองปีติดต่อกัน

ตัวเลขที่ทำให้วงการบาสเกตบอลอเมริกันตะลึงคือ หากธันเดอร์เลือกจะ “รักษาทุกคนไว้เหมือนเดิม” แบบไม่แตะต้องขุมกำลังจากฤดูกาลที่แล้วเลยแม้แต่คนเดียว ทีมจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งเงินเดือนและค่าปรับภาษีฟุ่มเฟือยสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงเพื่อคุมทีมชุดเดิมกลับมาลงสนามอีกครั้ง เป็นตัวเลขที่สูงจนแม้แต่เจ้าของทีมที่รวยที่สุดในโลกกีฬาก็ยังต้องกุมขมับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินในกระเป๋าของนายทุน แต่มันคือบทเรียนสำคัญเรื่องวินัยทางการเงิน การบริหารจัดการ และปรัชญาการสร้างทีมกีฬาในยุคที่กติกาลงโทษความสำเร็จอย่างเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของวิกฤตครั้งนี้ ตั้งแต่ที่มาที่ไป กลไกภาษีที่ซับซ้อนราวกับสูตรคณิตศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมด้านจิตใจของนักกีฬาที่ต้องบอกลากันกลางอากาศแห่งชัยชนะ และสุดท้ายคือทิศทางอนาคตที่จะยิ่งโหดร้ายกว่าเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

จุดเริ่มต้นของวิกฤต: เมื่อทีมที่เก่งที่สุดกลายเป็นทีมที่แพงที่สุด

ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า ธันเดอร์ไม่ใช่ทีมที่ซื้อดาวเด่นมากองรวมกันแบบทีมใหญ่ในเมืองหลวงทางธุรกิจ แต่นี่คือทีมที่สร้างขึ้นจากศูนย์ด้วยปรัชญา “ดราฟต์และพัฒนา” ของผู้บริหารระดับตำนานอย่าง แซม เพรสตี ที่ใช้เวลาเกือบ 20 ปีปั้นทีมจากซากปรักหักพังหลังยุคของรัสเซล เวสต์บรูค จนกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในลีก

ผลลัพธ์ของความอดทนนั้นออกดอกออกผลอย่างงดงามในฤดูกาล 2024-25 เมื่อ ธันเดอร์คว้าแชมป์ NBA สมัยแรกในรอบ 17 ปีนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่โอกลาโฮมา ซิตี้ ด้วยการเอาชนะอินเดียนา เพเซอร์ส 103-91 ในเกมที่ 7 ของรอบชิงชนะเลิศ ปิดท้ายฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ลีก โดยมี ชาย กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์ คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำฤดูกาลปกติและรอบชิงชนะเลิศในปีเดียวกัน กลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลส่วนบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่วงการเคยเห็นมา

ปัญหาคือ ความสำเร็จระดับนี้มาพร้อมใบเรียกเก็บเงินมหาศาล เพราะนักเตะดาวรุ่งอย่าง เชต โฮล์มเกรน และ เจเลน วิลเลียมส์ ที่เติบโตมาพร้อมกันตั้งแต่ปีดราฟต์เดียวกัน ต่างก็ครบกำหนดต่อสัญญาระดับสูงสุด (Max Contract) พอดิบพอดีในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และเมื่อสัญญาก้อนใหญ่เหล่านี้เริ่มมีผลบังคับใช้ในฤดูกาล 2026-27 มันได้กลายเป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายพุ่งทะลุเพดานแบบไม่มีใครหยุดได้ ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าคือ แม้จะครองตำแหน่งทีมวางอันดับหนึ่งสายตะวันตกด้วยสถิติดีที่สุดในลีกถึงสองปีซ้อน แต่ในฤดูกาล 2025-26 ธันเดอร์กลับพลาดท่าพ่ายให้กับซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ในรอบชิงชนะเลิศสายตะวันตกแบบสูสีถึงเกมที่ 7 ทั้งที่เริ่มต้นโหมโรงเพลย์ออฟด้วยการกวาดชัยติดต่อกันแปดเกมรวด ทำให้ภารกิจป้องกันแชมป์ต้องจบลงก่อนเวลาอันควร และยิ่งตอกย้ำว่าหน้าต่างแห่งความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เปิดกว้างตลอดไป

กลไกภาษีฟุ่มเฟือย: วิทยาศาสตร์การเงินเบื้องหลังตัวเลข 500 ล้าน

หลายคนอาจสงสัยว่า แค่จ่ายเงินเดือนนักกีฬาแพงๆ ทำไมถึงพุ่งไปแตะหลัก 500 ล้านดอลลาร์ได้ คำตอบอยู่ที่ระบบ “ภาษีฟุ่มเฟือย” (Luxury Tax) ของ NBA ที่ถูกออกแบบมาให้โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ ตามข้อตกลงแรงงานฉบับใหม่ ยิ่งทีมไหนมีเงินเดือนรวมสูงเกินเส้นที่กำหนดไว้มากเท่าไหร่ อัตราภาษีก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นแบบขั้นบันได ไม่ใช่อัตราคงที่แบบภาษีทั่วไป

ตามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกีฬา เงินเดือนรวมของธันเดอร์ก่อนการปรับทีมในซัมเมอร์นี้สูงกว่าเส้นภาษีฟุ่มเฟือยเกือบ 60 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดอยู่ในระดับขั้นภาษีที่สูงเป็นอันดับ 10 และจะต้องจ่ายค่าปรับภาษีสูงถึง 291 ล้านดอลลาร์ ที่น่าตกใจคือระบบนี้ไม่ได้คิดแบบเหมาเข่งทีเดียว แต่ ทีมจะต้องจ่ายเงิน 7.75 ดอลลาร์สำหรับทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เกินเส้นในขั้นบันไดสุดท้าย บวกกับค่าปรับสะสมอีกกว่า 253 ล้านดอลลาร์จากการเติมเต็มขั้นบันไดทั้งเก้าขั้นก่อนหน้า พูดง่ายๆ คือยิ่งรวยยิ่งเก่งยิ่งโดนหนัก และหากไล่คำนวณรวมทุกยอดจริงๆ แล้ว ตัวเลขค่าใช้จ่ายทั้งเงินเดือนและภาษีของทีมชุดเดิมจะพุ่งไปแตะระดับ 550 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

นอกจากภาษีที่หนักหน่วงแล้ว NBA ยังมีกฎ “เอพรอนที่สอง” (Second Apron) ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่โหดยิ่งกว่าภาษี เพราะทีมที่ข้ามเส้นนี้จะถูกจำกัดสิทธิ์การบริหารทีมแบบสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นการห้ามใช้เอกสิทธิ์แลกเปลี่ยนผู้เล่นบางประเภท ห้ามรวมสัญญาผู้เล่นในการเทรด และแม้แต่การเซ็นสัญญาผู้เล่นระดับมิดเลเวลก็ยังถูกตัดสิทธิ์ นี่คือเหตุผลที่ทำให้การหลบเลี่ยงเส้นเอพรอนที่สองสำคัญยิ่งกว่าการประหยัดเงินเฉยๆ เพราะมันหมายถึงอิสระในการบริหารทีมทั้งฤดูกาลด้วย

หัวใจที่สลาย: เมื่อแชมป์ต้องบอกลาเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันคว้าถ้วย

ตัวเลขบนกระดาษอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับแฟนบอลและตัวนักกีฬาเอง นี่คือความเจ็บปวดที่จับต้องได้จริง เพราะผู้เล่นที่ต้องเดินทางจากไปล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แชมป์สมัยแรกของแฟรนไชส์ทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวชุดแรกเริ่มต้นด้วยการ ส่งตัว ไอไซอาห์ โจ ไปให้ดีทรอยต์ พิสตันส์ และ แอรอน วิกกินส์ ไปให้แอตแลนตา ฮอว์กส์ แลกกับสิทธิ์เลือกผู้เล่นรอบสองในอนาคตของทั้งสองทีม ทั้งคู่คือผู้เล่นสำรองคุณภาพที่ทีมพัฒนาขึ้นมาเองตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จัก โดยเฉพาะโจที่ ใช้เวลาสี่ฤดูกาลในโอกลาโฮมา ลงเล่นไปถึง 296 นัด ทำคะแนนเฉลี่ย 9.7 แต้มต่อเกม และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักยิงสามแต้มที่แม่นที่สุดของลีก

จากนั้นทีมยังต้องตัดสินใจเรื่องศูนย์กลางทีมอย่าง ไอไซอาห์ ฮาร์เทนสไตน์ ด้วยการ ปฏิเสธออปชั่นทีมเดิมแล้วเซ็นสัญญาใหม่ ทำให้ค่าเหนื่อยของเขาในฤดูกาล 2026-27 ลดลงจาก 28.5 ล้านดอลลาร์เหลือ 23.1 ล้านดอลลาร์ เป็นการยอมลดค่าตัวเพื่อให้ทีมมีที่ว่างทางการเงินมากขึ้น แต่การตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุดคือกรณีของ ลูเก็นซ์ ดอร์ท เพื่อนสนิทของชาย กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์ และเป็นเสาหลักฝ่ายรับของทีมมาอย่างยาวนาน ซึ่งสุดท้ายทีมตัดสินใจ เทรดปีกตัวเก่งฝ่ายรับระดับ All-Defensive คนนี้ไปให้แอตแลนตา ฮอว์กส์ ในดีลสามทีมที่แลกกับสิทธิ์เลือกผู้เล่นรอบสองสามใบ เท่านั้น ทั้งที่เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่ร่วมหัวจมท้ายกับทีมมาตั้งแต่ยุคตกต่ำ

การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนปรัชญาที่โหดเหี้ยมของโลกกีฬาอาชีพยุคใหม่ นั่นคือ “ไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินกว่าระบบการเงิน” แม้แต่ผู้เล่นที่ทีมปลุกปั้นมาด้วยมือของตัวเองก็ยังต้องกลายเป็นตัวเลขบนสเปรดชีตในวันที่ทีมโตเกินเพดาน สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในโลกการทำงาน เรื่องนี้สอนบทเรียนสำคัญ นั่นคือความสำเร็จที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมวินัยและการตัดสินใจที่ยากลำบาก ไม่ใช่แค่การไล่ล่าชัยชนะโดยไม่สนใจต้นทุนระยะยาว องค์กรที่ดีต้องรู้จักประเมินความคุ้มค่า แม้ว่าบางครั้งมันจะหมายถึงการปล่อยมือจากคนที่เคยร่วมทางกันมา

อนาคตธุรกิจกีฬา: บทเรียนที่หนักกว่านี้กำลังจะมาถึงในปี 2027

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ วิกฤตครั้งนี้เป็นเพียงบทนำเท่านั้น เพราะปีถัดไปสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า จากการวางแผนสัญญาที่แสนชาญฉลาดของแซม เพรสตี ในอดีต ทำให้ ชาย กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์ ไม่มีออปชั่นผู้เล่นในฤดูกาล 2026-27 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลอย่างยิ่ง เพราะหากเขามีออปชั่นนั้น เขาก็คงเลือกปฏิเสธเพื่อเซ็นสัญญาซูเปอร์แม็กซ์ฉบับใหม่มูลค่า 345.3 ล้านดอลลาร์ระยะเวลาห้าปีทันที ซึ่งจะดันค่าเหนื่อยของเขาในปีนั้นขึ้นไปถึง 59.5 ล้านดอลลาร์ และทำให้ค่าปรับภาษีพุ่งขึ้นไปอีกจนยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งทีมใกล้แตะ 550 ล้านดอลลาร์

แต่ถึงจะเลี่ยงระเบิดลูกนั้นได้ชั่วคราว สัญญาซูเปอร์แม็กซ์จริงของชายก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ดีในปี 2027-28 และตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ทีมมีแนวโน้มจะทะลุเส้นเอพรอนที่สองไปอีกเกือบ 19 ล้านดอลลาร์ในซัมเมอร์หน้า ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ปัญหายังไม่ได้จบแค่ดาวเด่นเบอร์หนึ่งเท่านั้น เพราะ เคซัน วอลเลซ การ์ดดาวรุ่งที่กำลังจะเข้าสู่ปีสุดท้ายของสัญญารุกกี้ ก็มีแนวโน้มจะได้สัญญาต่อขยายมูลค่าราวห้าปี 150 ล้านดอลลาร์ หากอ้างอิงจากสัญญาที่ผู้เล่นระดับใกล้เคียงกันเพิ่งเซ็นในตลาดปีนี้ นั่นหมายความว่าฝ่ายบริหารจะต้องกลับมานั่งปวดหัวคำนวณตัวเลขกันใหม่อีกครั้งในอีกไม่ถึงปีข้างหน้า

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับธันเดอร์ทีมเดียว แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยสำหรับทั้งวงการกีฬาอาชีพยุคดิจิทัลที่รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ระดับโลก ทำให้ผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ลีกก็พยายามคุมสมดุลด้วยกติกาภาษีที่เข้มงวดขึ้นทุกปี ผลลัพธ์คือแม้แต่ทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็ไม่สามารถรักษาขุมกำลังชุดแชมป์ไว้ได้นานเกินสองสามปี ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับทีมแชมป์เก่าอย่างเดนเวอร์ นักเก็ตส์ และคาดว่าจะเกิดกับบอสตัน เซลติกส์ในอนาคตอันใกล้เช่นกัน สำหรับทีมตลาดเล็กอย่างโอกลาโฮมา ซิตี้ ที่ไม่มีรายได้ก้อนโตจากสื่อท้องถิ่นเทียบเท่าทีมในเมืองใหญ่ นี่คือความท้าทายที่หนักหน่วงยิ่งกว่า เพราะพวกเขาต้องบาลานซ์ระหว่างการรักษาความยิ่งใหญ่ในสนามกับความอยู่รอดทางธุรกิจนอกสนามไปพร้อมกัน

สำหรับแฟนกีฬาและผู้ที่ติดตามวงการธุรกิจกีฬา เรื่องนี้สะท้อนแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยุคที่มูลค่าแฟรนไชส์และค่าตัวนักกีฬาพุ่งสูงต่อเนื่อง องค์กรกีฬาต้องเรียนรู้ที่จะบริหารความสำเร็จให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ไล่ล่าแชมป์ในระยะสั้นโดยไม่มองภาพรวมระยะยาว และนี่คือบทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้แม้แต่ในโลกธุรกิจทั่วไป การเติบโตที่รวดเร็วเกินไปโดยไม่มีวินัยทางการเงินรองรับ สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การต้องตัดใจสละบางสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อรักษาโครงสร้างใหญ่เอาไว้

บทสรุป

การเดินทางของโอกลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ ในซัมเมอร์นี้คือกรณีศึกษาชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จสูงสุดในโลกกีฬาอาชีพมาพร้อมราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่วัดเป็นตัวเลขดอลลาร์ หรือราคาที่วัดเป็นความรู้สึกของแฟนบอลที่ต้องเห็นนักกีฬาคนโปรดจากไป ทีมสามารถหลบเลี่ยงระเบิดลูกใหญ่มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ไปได้ในปีนี้ด้วยการเสียสละความลึกของทีม แต่คำถามที่แท้จริงคือ พวกเขาจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความยิ่งใหญ่ในสนามกับความยั่งยืนทางการเงินไปได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อระเบิดลูกที่ใหญ่กว่าเดิมกำลังรอนับถอยหลังอยู่ในปี 2027

สรุปประเด็นสำคัญ

  • หากธันเดอร์เก็บทีมชุดแชมป์ไว้ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายรวมเงินเดือนและภาษีฟุ่มเฟือยจะสูงเกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ทีมแก้เกมด้วยการเทรด แอรอน วิกกินส์ ไปแอตแลนตา, ไอไซอาห์ โจ ไปดีทรอยต์ และ ลูเก็นซ์ ดอร์ท ไปแอตแลนตาในดีลสามทีม
  • ระบบภาษีฟุ่มเฟือยขั้นบันไดและกฎเอพรอนที่สองของ NBA คือกลไกหลักที่บีบให้ทีมแชมป์ต้องลดขุมกำลัง
  • สัญญาซูเปอร์แม็กซ์ของชาย กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์ ที่จะเริ่มในปี 2027-28 คือระเบิดลูกถัดไปที่รอทีมอยู่
  • ปรากฏการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มทั่วทั้งวงการ NBA ที่ทีมแชมป์ยากจะรักษาขุมกำลังเดิมไว้ได้นาน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมโอกลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ A: เป็นเพราะสัญญาระดับสูงสุดของเชต โฮล์มเกรน และ เจเลน วิลเลียมส์ เริ่มมีผลบังคับใช้พร้อมกันในฤดูกาล 2026-27 ทำให้เงินเดือนรวมทีมพุ่งข้ามเส้นภาษีฟุ่มเฟือยไปไกลมาก

ภาษีฟุ่มเฟือยของ NBA คำนวณอย่างไร A: ทีมที่มีเงินเดือนรวมเกินเส้นที่กำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับแบบขั้นบันได โดยยิ่งเกินมากอัตราภาษีต่อดอลลาร์ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ธันเดอร์เทรดใครออกไปบ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย A: ทีมเทรดแอรอน วิกกินส์ไปแอตแลนตา ฮอว์กส์ ไอไซอาห์ โจไปดีทรอยต์ พิสตันส์ และลูเก็นซ์ ดอร์ทไปแอตแลนตาในดีลสามทีมร่วมกับดัลลัส

ทีมประหยัดเงินไปได้เท่าไหร่จากการเทรดครั้งนี้ A: จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกีฬา การเทรดทั้งสามดีลรวมกันช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งเงินเดือนและภาษีได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์

เอพรอนที่สองคืออะไร ทำไมทีมถึงพยายามหลีกเลี่ยง A: เป็นเส้นภาษีขั้นสูงสุดที่หากทีมข้ามไป จะถูกจำกัดสิทธิ์การบริหารทีมอย่างรุนแรง เช่น ห้ามใช้เอกสิทธิ์แลกเปลี่ยนบางประเภทและห้ามรวมสัญญาผู้เล่นในการเทรด

ไอไซอาห์ ฮาร์เทนสไตน์ ยังอยู่กับทีมหรือไม่ในฤดูกาล 2026-27 A: ยังอยู่ แต่เขายอมปรับลดค่าเหนื่อยลงจาก 28.5 ล้านดอลลาร์เหลือ 23.1 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยให้ทีมมีพื้นที่ทางการเงินมากขึ้น

ทำไมลูเก็นซ์ ดอร์ท ถึงต้องถูกเทรด ทั้งที่เป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมแชมป์ A: แม้ดอร์ทจะเป็นเสาหลักฝ่ายรับที่ร่วมทีมมายาวนาน แต่ค่าเหนื่อยของเขาบวกกับผลกระทบทางภาษีทำให้ทีมจำเป็นต้องเลือกรักษาตำแหน่งเซ็นเตอร์อย่างฮาร์เทนสไตน์ไว้แทน

ธันเดอร์ได้แชมป์ NBA ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ A: ทีมคว้าแชมป์ NBA สมัยแรกในยุคโอกลาโฮมา ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2024-25 ด้วยการเอาชนะอินเดียนา เพเซอร์สในเกมที่ 7

ธันเดอร์ป้องกันแชมป์สำเร็จหรือไม่ในฤดูกาล 2025-26 A: ไม่สำเร็จ ทีมแพ้ให้กับซานอันโตนิโอ สเปอร์สในรอบชิงชนะเลิศสายตะวันตกด้วยสกอร์รวม 4-3 ทั้งที่เริ่มต้นเพลย์ออฟด้วยการกวาดชัยแปดเกมรวด

ปัญหาการเงินของธันเดอร์จะรุนแรงขึ้นอีกเมื่อไหร่ A: คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้นอีกในฤดูกาล 2027-28 เมื่อสัญญาซูเปอร์แม็กซ์เต็มรูปแบบของชาย กิลเจียส-อเล็กซานเดอร์เริ่มมีผลบังคับใช้

เคซัน วอลเลซ จะได้สัญญาต่อขยายมูลค่าเท่าไหร่ A: ยังไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจอยู่ที่ราวห้าปี 150 ล้านดอลลาร์ ตามมาตรฐานตลาดผู้เล่นระดับใกล้เคียงกัน

การที่ทีมแชมป์ต้องขายผู้เล่นเก่งๆ เป็นเรื่องปกติในวงการ NBA หรือไม่ A: ใช่ เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับทีมแชมป์ในยุคหลัง เนื่องจากกติกาภาษีฟุ่มเฟือยและเอพรอนที่สองที่เข้มงวดขึ้นทำให้ยากที่จะรักษาขุมกำลังชุดแชมป์ไว้ได้นาน