คืนที่ซาน ซีโร่สะดุดหนัก ปีศาจแดงดำถูกเจนัวทำสกอร์นำก่อน ก่อนที่กัปตันใหญ่เลเอาจะโขกย้อนศรช่วยทีมรอด แต่ผลเสมอนี้อาจทำให้โอกาสแย่งแชมป์ห่างไกลขึ้นอีกก้าว
เมื่อคืนวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศที่สนามซาน ซีโร่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากแฟนบอล “รอสโซเนรี่” ที่ต้องการเห็นทีมรักคว้าชัยชนะต่อเนื่องเพื่อลดช่องว่างกับจ่าฝูงอินเตอร์ มิลาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นอีกหนึ่งคืนที่แสนผิดหวัง เมื่อเอซี มิลาน ทำได้เพียงเสมอกับทีมกลางตาราางอย่าง เจนัว 1-1 ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี โดยต้องพึ่งประตูจากกัปตันทีม ราฟาเอล เลเอา ที่โหม่งเข้าไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจึงจะช่วยทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย
ผลเสมอครั้งนี้ทำให้มิลานยังคงรั้งอันดับ 2 ของตารางคะแนน แต่ช่องว่างกับอินเตอร์ มิลาน กลับห่างออกไปเป็น 3 คะแนน สถานการณ์ที่อาจทำให้ความฝันในการคว้าแชมป์สกุดเดตโต้ ซึ่งห่างหายไปนานกว่าทศวรรษยิ่งไกลตัวมากขึ้น
บทนำสู่เกม: ความกดดันบนไหล่ปีศาจแดงดำ
ก่อนหน้านี้ มิลานกำลังมีฟอร์มที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากช่วงต้นฤดูกาลที่มีผลงานขึ้น ๆ ลง ๆ ภายใต้การคุมทีมของ เซร์จิโอ คอนเซซาว ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส ที่เข้ามาแทน สเตฟาโน่ ปิโอลี่ เมื่อปลายปีที่แล้ว ทีมได้รับชัยชนะมาแล้วหลายนัดติดต่อกัน จนทำให้แฟนบอลเริ่มมีความหวังว่าอาจจะสามารถไล่ติดอินเตอร์ที่กำลังโดดห่างอยู่ด้านบนได้
การเจอกับเจนัวในเกมนี้ ตามหลักการแล้วควรจะเป็นการพบกับทีมที่อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่ามาก ด้วยเจนัวที่กำลังวนเวียนอยู่ในโซนตกชั้น รั้งอันดับ 17 มาก่อนเกม มีเพียง 16 คะแนนจาก 18 นัด แต่ฟุตบอลก็มักจะไม่เป็นไปตามหลักการเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อทีมเจ้าบ้านมีภาระกดดันที่ต้องคว้าชัยชนะให้ได้ทุกราคา
ฝั่งเจนัวเอง แม้จะมีผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก แต่พวกเขาก็มีนักเตะคุณภาพอย่าง รุสลาน มาลินอฟสกี้ กองกลางชาวยูเครนผู้มากประสบการณ์ และ ลอเรนโซ่ โคลอมโบ กองหน้าหนุ่มที่กำลังพยายามพิสูจน์ตัวเอง การมาเยือนซาน ซีโร่ในเกมนี้จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้แต้มสำคัญเพื่อหนีโซนอันตราย
การวางแผนกลยุทธ์: สองแนวทางที่ตัดกัน
คอนเซซาว เลือกวางกำลังหลักของทีมลงสนามครบทีม โดยเลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่เน้นการครอบครองบอลและการโจมตีผ่านแนวกว้าง มีการวาง คริสเตียน พูลิซิช ดาวเตะชาวอเมริกันอยู่ฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งซ้ายเป็น ดาวิเด้ บาร์เตซากี้ ที่กลับมาฟอร์มดีหลังจากบาดเจ็บ กองกลางคู่หูระหว่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ อเล็กซิส ซาแลมาเกอร์ส ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะเกม ส่วนแนวหน้าเป็น สตราฮิย่า ปาฟโลวิช นายหน้าชาวเซอร์เบีย
แนวหลังมี มัตเตโอ กับเบีย และ ราฟาเอล เลเอา เป็นกองหลังตัวเกง ขณะที่แนวปีกคือ เอกิลล์ เอลเลิร์ตสัน ฝั่งขวา และ อเล็กซ์ จิเมเนซ ฝั่งซ้าย ระหว่างเสาเป็น ไมค์ เมนญ็อง นายทวารชาวฝรั่งเศส
ฝั่งเจนัว อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน่ ผู้จัดการทีมชาวอิตาลีเลือกใช้ระบบ 4-3-3 ที่เน้นการตั้งรับอัดกันชิดและสวนกลับอย่างรวดเร็ว โดยมี โคลอมโบ เป็นหัวหอกตรงกลาง ส่วนสองปีกคือ มาติน กูเดมุนด์สัน และ วิตินโญ่ กองกลางสามตัวมี มาลินอฟสกี้ เป็นตัวสร้างเกม ขณะที่ มิลัน เบเดล และ โมร์เทน ฟเรนดรุป ทำหน้าที่ช่วยตัดบอลและป้องกัน
กลยุทธ์ของเจนัวชัดเจนตั้งแต่ต้น คือให้มิลานครอบครองบอล แล้วใช้การวิ่งของโคลอมโบและมาลินอฟสกี้สวนกลับผ่านช่องว่างระหว่างแนวกลางและแนวหลังของเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่มิลานมักมีปัญหามาตลอด
จุดเปลี่ยนของเกม: เจนัวลงเหยื่อแบบไม่ตั้งตัว
ครึ่งแรก: มิลานเล่นครอบงำแต่ขาดความคมคาย
เกมเริ่มต้นตามสคริปต์ที่คาดไว้ มิลานออกตัวกดดันอย่างแรง นาทีที่ 7 เป็นจังหวะแรกที่น่าตื่นเต้น เมื่อ บาร์เตซากี้ ที่กำลังมีฟอร์มดีมากในช่วงนี้เปิดบอลครอสจากฝั่งซ้ายเข้ามาเสาแรก กับเบีย ซึ่งมีดีเรื่องการขึ้นชาร์จลูกหัวพุ่งเข้าโหม่งด้วยความแม่นยำ แต่โชคดีของเจนัวที่ นิโกล่า เลียรี่ นายทวารวัย 25 ปีซึ่งเล่นได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกม พุ่งได้ทันและเหวี่ยงบอลออกไปแบบมหัศจรรย์
สองนาทีต่อมา มิลานได้โอกาสอีกครั้งจากเซตพีซ ซาแลมาเกอร์ส เปิดฟรีคิกเข้าไปหา ปาฟโลวิช ซึ่งโหม่งด้วยความแรง แต่น่าเสียดายที่บอลพุ่งสูงเกินไปข้ามคานออกไป จังหวะนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของมิลานในเกมนี้ คือการสร้างโอกาสได้มาก แต่ขาดความแม่นยำในการยิงประตู
แต่แล้วเกมก็เกิดจุดเปลี่ยนในนาทีที่ 23 เมื่อเจนัวเริ่มปรับตัวและค่อย ๆ หาจังหวะสวนกลับได้มากขึ้น อารอน มาร์ติน แบ็กซ้ายของเยือนได้พื้นที่ตรงริมเส้นแล้วเปิดบอลครอสเข้ากลาง โคลอมโบ โหม่งด้วยความนุ่มนวล แต่เมนญ็องยังเก็บได้ไม่ยาก นี่เป็นสัญญาณเตือนแรกที่มิลานควรจะต้องระมัดระวัง
และเพียงห้านาทีต่อมา การเตือนนั้นกลายเป็นประตู! นาทีที่ 28 เป็นจังหวะที่แสดงให้เห็นถึงคลาสของมาลินอฟสกี้ที่แม้จะอายุมากแล้ว แต่วิสัยทัศน์และเทคนิคยังคงเฉียบคม กองกลางชาวยูเครนรับบอลในฝั่งขวา แล้วใช้ความเร็วในการประมวลผลที่รวดเร็วล็อกบอลหนีการเข้ากดดันของ ซาแลมาเกอร์ส อย่างสวยงาม
มาลินอฟสกี้แล่นไปใกล้เส้นฝั่งขวาหน้าเขตโทษ ก่อนที่จะเหลือบมองเห็นตำแหน่งของ โคลอมโบ ที่วิ่งซ่อนตัวไปทางเสาไกล การเปิดบอลนั้นสมบูรณ์แบบ บอลโค้งข้ามแนวหลังของมิลานได้สวยงาม โคลอมโบ ซึ่งเคยเล่นให้ทีมชุดเยาวชนของมิลานในอดีต ไม่พลาดโอกาสทอง เขาล้มตัวยิงด้วยขวาจ่อ ๆ บอลพุ่งฉิวผ่านมือของเมนญ็องเข้าไปในตาข่าย เจนัวบุกนำ 1-0!
ซาน ซีโร่เงียบลง แฟนบอลมิลานต่างตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าทีมเจ้าบ้านจะตกเป็นฝ่ายตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจนัวมาจากการยิงเพียงจังหวะเดียวในช่วงนั้น นี่คือภาพสะท้อนของปัญหาเก่าแก่ของมิลาน ที่มักจะพลาดประตูจนฝ่ายตรงข้ามแทงกลับได้สำเร็จ
มิลานพยายามเร่งเครื่องทันที คอนเซซาว เดินไปเดินมาบนเส้นสัมผัสอย่างกระสับกระส่าย โบกมือให้ผู้เล่นกดบีบสูงขึ้น นาทีที่ 36 เจ้าบ้านเกือบจะได้ประตูตีเสมอจากจังหวะที่บอลเด้งสูงกลางอากาศมาถึง เลเอา กัปตันทีมที่ลงเล่นกองหลังตรงกลาง แต่จังหวะดีดจ่อ ๆ ของกองหลังดาวเก๋ากลับไม่โดนบอลอย่างถนัด บอลพุ่งหลุดเสาไกล
ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-1 โดยมิลานมีสถิติการยิงประตู 8 ครั้งแต่เข้ากรอบเพียง 2 ครั้ง ขณะที่เจนัวยิง 3 ครั้ง เข้ากรอบ 1 ครั้ง และได้ประตู 1 ลูก นี่คือความแตกต่างระหว่างทีมที่มีประสิทธิภาพกับทีมที่ไม่มี
ครึ่งหลัง: การบุกอย่างสิ้นหวัง
คอนเซซาว คงต้องพูดคุยกับลูกทีมอย่างหนักในห้องแต่งตัว เพราะมิลานออกมาในครึ่งหลังด้วยความตั้งใจที่จะคว้าประตูให้ได้ทุกวิถีทาง รูปแบบการเล่นเปลี่ยนเป็นการบุกแบบบดขยี้มากขึ้น แนวหลังของเจนัวถูกกดดันอย่างหนัก
นาทีที่ 58 มิลานได้จังหวะที่น่าจะเป็นประตู บาร์เตซากี้ เตะมุมจากฝั่งขวาเข้ามาเสาแรก กับเบีย โขกเช็ดบอลไปเสาสองอย่างแม่นยำ บอลเด้งมาถึง พูลิซิช ที่อยู่ในตำแหน่งดีมาก ดาวเตะชาวอเมริกันชาร์จจ่อ ๆ เข้าไป บอลเข้าประตู! แต่เดี๋ยวก่อน… ผู้ตัดสินใช้มือทำสัญญาณให้ตรวจสอบ VAR
หลังจากเช็กซ้ำอย่างละเอียด ผู้ตัดสินตัดสินใจริบสกอร์คืน เนื่องจากพบว่าพูลิซิชใช้แขนในการควบคุมบอลก่อนที่จะยิง ซึ่งเป็นการแฮนด์บอลตามกฎกติกา ซาน ซีโร่กลับระงมอีกครั้ง ความไม่พอใจของแฟนบอลมิลานเริ่มปรากฏชัดเจน ทว่าการตัดสินครั้งนี้ถูกต้องตามกติกา
คอนเซซาว เริ่มปรับเปลี่ยนกำลัง นาทีที่ 62 ลูก้า โมดริช และ ซาชารี่ อาเธคาเม่ ถูกส่งลงสนาม มิลานเปลี่ยนเป็นแนว 4-2-4 กดบุกแบบสุดตัว นาทีที่ 62 ลอฟตัส-ชีค จ่ายทะลุไปฝั่งขวา บอลไปถึงเสาสอง บาร์เตซากี้ วิ่งเข้ามารับแล้วยิงหักข้อด้วยซ้าย แต่น่าเสียดายที่ลูกบอลหลุดเสาไกลออกไปอีก
นาทีที่ 76 อีกจังหวะที่น่าจับตามาก บาร์เตซากี้ เปิดครอสจากฝั่งซ้าย พูลิซิช โขกเต็มศีรษะด้วยความแรง แต่เลียรี่ ที่เล่นได้ยอดเยี่ยมที่สุดของเจนัวในคืนนี้ยังเซฟได้อย่างเหลือเชื่อ สองนาทีต่อมา โมดริช จ่ายบอลให้ อาเธคาเม่ ยิงไกลหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเรียดแต่เลียรี่ยังลงไปเข้าซองได้อีกครั้ง
เจนัวพยายามรักษาสกอร์นำไว้ด้วยการเล่นแบบตั้งรับลึก พวกเขาจัดเกมกันเป็น 5-4-1 ในบางจังหวะ ทำให้การเจาะของมิลานยากยิ่งขึ้น นาทีที่ 86 มิลานได้โอกาสที่ชัดเจนอีกครั้ง บาร์เตซากี้ ที่เล่นได้ดีมากในคืนนี้เปิดครอสจากซ้ายไปเสาสอง เลเอา วิ่งเข้ามารับแล้วตวัดยิงด้วยซ้าย แต่เลียรี่ ที่เหมือนมีปีกในคืนนี้ยังปัดออกได้อย่างหวุดหวิด
เวลาเริ่มหมดลง ดูเหมือนว่ามิลานจะต้องพ่ายแพ้ต่อทีมกลางตารางในบ้านตัวเอง แต่ฟุตบอลมันไม่ได้จบง่าย ๆ เสมอไป…
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ: การช่วยชีวิตของกัปตัน
นาทีที่ 90+2 มิลานได้ฟรีคิกทางฝั่งซ้ายนอกเขตโทษ นี่คือจังหวะสุดท้ายของเกม โมดริช ยืนเตรียมเตะ กัปตันเลเอาวิ่งเข้ามาในเขตโทษพร้อมกับแนวหลังคนอื่น ๆ นี่คือการพลาดทั้งหมดหรือไม่อย่าง!
โมดริช เปิดบอลลึกไปทางเสาสอง เลเอา ด้วยประสบการณ์ระดับโลก อ่านทางบอลได้สุดยอด เขาพุ่งตัวขึ้นและ โขกย้อนศรบอลตุงตาข่าย!
ซาน ซีโร่แทบระเบิด! เลเอา วิ่งไปฉลองอย่างปลาบปลื้ม แฟนบอลกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ มิลานไล่ตีเสมอ 1-1!
แต่เกมยังไม่จบ! นาทีที่ 90+5 เจนัวได้โอกาสทองที่จะกลับมาชนะอีกครั้ง เมื่อมีสถานการณ์สวนกลับ เอกิลล์ เอลเลิร์ตสัน แบ็กขวาของมิลาน ทำฟาวล์ผู้เล่นเจนัวในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้จุดโทษ!
นิโคเล สตานคู ดาวเตะผู้ช่ำชองของเจนัวยืนเตรียมยิงจุดเหน็บ นี่คือโอกาสที่จะทำให้มิลานต้องสูญเสียสามแต้มโดยสิ้นเชิง เมนญ็อง ยืนกางแขนบนเส้นประตู ผู้ตัดสินเป่านกหวีด สตานคูวิ่งเข้าไป แต่บอลพุ่งข้ามคานออกไป!
การพลาดจุดโทษที่น่าเสียดายของเจนัว มิลานรอดพ้นอีกครั้ง จบเกม เอซี มิลาน 1-1 เจนัว
บทวิเคราะห์ฟอร์มรายบุคคล: ผลงานขาดความสม่ำเสมอ
ราฟาเอล เลเอา (8/10): กัปตันใหญ่แสดงความเป็นผู้นำได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากจะป้องกันได้แข็งแกร่งแล้ว ยังโขกประตูสำคัญช่วยทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ การอ่านเกมและการวางตำแหน่งของเขายังคงเยี่ยมยอดแม้จะอายุมากแล้ว
ดาวิเด้ บาร์เตซากี้ (7.5/10): ปีกซ้ายชาวอิตาลีเล่นได้ดีมากในคืนนี้ สร้างโอกาสได้หลายครั้ง การครอสและการวิ่งขึ้นบุกของเขาคมคายมาก แต่ก็มีจุดที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการทำฟาวล์ที่ทำให้เจนัวได้จุดโทษ
คริสเตียน พูลิซิช (6/10): ดาวเตะชาวอเมริกันมีโอกาสดีหลายครั้ง แต่บางจังหวะตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะประตูที่ถูกยกเลิกเพราะแฮนด์บอล แสดงให้เห็นถึงความรีบร้อนเกินไปในการทำประตู
สตราฮิย่า ปาฟโลวิช (5.5/10): กองหน้าชาวเซอร์เบียมีเกมที่เงียบมาก ไม่ค่อยมีผลงานที่น่าจับตา ความคมคายในการยิงประตูยังขาดหายไป
ไมค์ เมนญ็อง (6/10): นายทวารชาวฝรั่งเศสป้องกันได้ตามหน้าที่ แต่ก็มีความผิดพลาดในประตูที่เสียให้กับเจนัว การตั้งตัวและการออกมาคว้าบอลยังไม่สมบูรณ์แบบ
ลอเรนโซ่ โคลอมโบ (7.5/10): กองหน้าของเจนัวเล่นได้ยอดเยี่ยม ทำประตูได้อย่างเฉียบคม การเคลื่อนไหวและการหาพื้นที่ในเขตโทษของเขาน่าประทับใจมาก
รุสลาน มาลินอฟสกี้ (8/10): กองกลางชาวยูเครนเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของเจนัว การล็อกบอลและแอสซิสต์ให้โคลอมโบทำประตูแสดงให้เห็นถึงคลาสของเขา แม้จะอายุมากแล้วแต่วิสัยทัศน์ยังคงเฉียบคม
นิโกล่า เลียรี่ (8.5/10): นายทวารของเจนัวเล่นได้ยอดเยี่ยมที่สุดในคืนนี้ เซฟบอลได้มากมาย รวมถึงจังหวะสำคัญหลายครั้งที่น่าจะเป็นประตูของมิลาน หากไม่มีเขา เจนัวอาจแพ้ไปแล้ว
บทสรุปหลังเกม: ความหวังแชมป์ที่ไกลขึ้นทุกที
ผลเสมอในเกมนี้เป็นข่าวร้ายสำหรับมิลาน พวกเขาตอนนี้มี 37 คะแนนจาก 19 นัด ยังคงอยู่ในอันดับ 2 แต่ห่างจ่าฝูงอินเตอร์ออกไปเป็น 3 คะแนน และที่แย่กว่านั้นคืออินเตอร์ยังมีเกมตกค้างอยู่หนึ่งนัด หากชนะจะเพิ่มห่างเป็น 6 คะแนน ซึ่งอาจจะเป็นช่องว่างที่ยากเกินไปที่จะไล่ตามทันในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล
ปัญหาเรื้อรังของมิลานที่ชัดเจนในเกมนี้คือการขาดประสิทธิภาพในการทำประตู แม้จะมีการยิงถึง 17 ครั้ง แต่เข้ากรอบเพียง 5 ครั้ง และได้ประตูเพียงลูกเดียว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มิลานมีปัญหานี้ พวกเขาต้องการกองหน้าที่มีความแม่นยำและความคมคายในการทำประตูมากกว่านี้
อีกประเด็นหนึ่งคือความไม่มั่นคงของแนวหลัง แม้จะมีกองหลังคุณภาพอย่าง เลเอา และ กับเบีย แต่พวกเขายังคงโดนทะลวงได้ง่าย โดยเฉพาะการสวนกลับแบบรวดเร็ว ประตูที่เสียให้เจนัวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน การป้องกันตรงช่องว่างระหว่างกองกลางและกองหลังยังเป็นปัญหาที่ คอนเซซาว ต้องหาทางแก้ไข
สำหรับเจนัว แม้จะได้แต้มเสมอมา แต่พวกเขาคงจะรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถรักษาสกอร์นำไว้ได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือการพลาดจุดโทษในช่วงท้าย ๆ ที่อาจเป็นโอกาสทองในการคว้าสามแต้มจากซาน ซีโร่ แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งแต้มจากสนามของทีมใหญ่อย่างมิลานถือเป็นผลงานที่ดีสำหรับทีมที่กำลังต่อสู้เพื่อหนีโซนตกชั้น ขณะนี้พวกเขามี 17 คะแนนจาก 19 นัด ยังคงอยู่ในอันดับ 17 แต่ก็ห่างโซนปลอดภัยเพียง 2 คะแนน
สำหรับมิลาน พวกเขาต้องปรับปรุงเร็ว ๆ นี้ หากยังคงผลงานในลักษณะนี้ ความฝันในการคว้าสกุดเดตโต้ที่ห่างหายไปนานกว่าทศวรรษก็อาจจะยิ่งไกลตัวมากขึ้น นัดถัดไปพวกเขาจะต้องเดินทางไปเยือน เอตาลันต้า ซึ่งกำลังมีฟอร์มดีมากในปัจจุบัน เกมนั้นจะเป็นการทดสอบที่แท้จริงว่ามิลานมีคุณภาพพอที่จะแข่งขันแชมป์หรือไม่
คอนเซซาว คงต้องนั่งลงและคิดหาทางปรับปรุงทีมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำประตู การปิดจุดอ่อนในแนวหลัง หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนระบบการเล่นให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของผู้เล่นที่มีอยู่
คืนนี้ที่ซาน ซีโร่อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันก็ไม่ใช่ชัยชนะเช่นกัน และสำหรับทีมที่มีความทะเยอทะยานในการคว้าแชมป์ ผลเสมอกับทีมกลางตารางในบ้านตัวเองถือเป็นผลงานที่ไม่เพียงพอ หากมิลานต้องการจะกลับมาสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลอิตาลี พวกเขาต้องทำได้ดีกว่านี้มาก