เมื่อตำนานอายุ 42 ปี ไม่แยแสสนามซ้อมใหญ่
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณทำงานมาแล้ว 20 ปี ผ่านทั้งความสำเร็จระดับสูงสุดของอาชีพ คว้าตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าที่สุด (MVP) มาแล้วถึง 4 สมัย คุณจะยังรู้สึกตื่นเต้นกับ “การซ้อมใหญ่” ที่ไม่มีผลต่อสถิติจริงอยู่อีกหรือไม่ นี่คือคำถามที่ แอรอน ร็อดเจอร์ส ควอร์เตอร์แบ็กวัย 42 ปี ของทีม พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส ได้ตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่แฟนอเมริกันฟุตบอลจะได้ยินจากปากนักกีฬาระดับตำนานคนหนึ่ง
เมื่อสื่อในพื้นที่อย่าง ‘พิตต์สเบิร์ก โพสต์-กาเซ็ตต์’ ตั้งคำถามถึงการลงสนามในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นที่จะพบกับทีมเก่าอย่าง กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส คำตอบที่ได้กลับมาไม่ใช่ความกระตือรือร้นแบบที่หลายคนคาดหวัง แต่กลับเป็นน้ำเสียงเรียบเฉย เหมือนคนที่มองทะลุเกมธุรกิจของวงการกีฬาอาชีพไปแล้ว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทั้งสี่มิติ ตั้งแต่รากเหง้าของประเพณีการอุ่นเครื่อง ไปจนถึงเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ว่าทำไมนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ถึงกล้าปฏิเสธเวทีที่คนอื่นใฝ่ฝัน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ย้อนไทม์ไลน์ดราม่าเงียบๆ ในแคมป์ สตีลเลอร์ส
ต้นเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของเทรนนิ่งแคมป์ เมื่อ ไมค์ แม็คคาร์ธีย์ เฮดโค้ชของทีมสตีลเลอร์ส ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองวางแผนการใช้งานนักเตะดาวเด่นของตัวเองว่า อาจจะปล่อยให้ร็อดเจอร์สได้ลงเล่นราว 30-40 เพลย์ในเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงสำหรับผู้เล่นในวัย 42 ปี ที่ทีมต้องดูแลสภาพร่างกายเป็นพิเศษตลอดฤดูกาล
แต่เมื่อคำถามถูกส่งตรงไปยังตัวร็อดเจอร์สเอง คำตอบกลับสวนทางกับสิ่งที่โค้ชวางไว้อย่างชัดเจน เขาระบุตรงๆ ว่าเกมอุ่นเครื่องไม่ใช่ “ฟุตบอลของจริง” และการที่เขาจะได้ลงสนามหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาให้ความสำคัญมากนัก ท่าทีเช่นนี้สะท้อนถึงมุมมองของนักกีฬาที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน และเข้าใจดีว่าอะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าต่อการทุ่มเทพลังงานร่างกายที่เหลืออยู่อย่างจำกัด
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คู่แข่งในเกมนี้คือทีมเก่าของเขาเองอย่างกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส ทีมที่เขาใช้ชีวิตค้าแข้งอยู่นานถึง 18 ปี ก่อนจะย้ายออกไปสู่นิวยอร์ก เจ็ตส์ และล่าสุดมาปิดท้ายอาชีพกับสตีลเลอร์ส หากเป็นนักกีฬาทั่วไป การได้กลับไปเจอทีมเก่าในบรรยากาศพิเศษเช่นนี้ น่าจะเป็นแรงกระตุ้นทางอารมณ์ชั้นดี แต่สำหรับร็อดเจอร์สแล้ว ดูเหมือนเรื่องอารมณ์ความผูกพันจะถูกวางไว้รองจากตรรกะและเหตุผลเชิงกลยุทธ์
มิติประวัติศาสตร์ ทำไมวงการอเมริกันฟุตบอลถึงต้องมีเกมอุ่นเครื่อง
เพื่อให้เข้าใจมุมมองของร็อดเจอร์สอย่างถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปดูที่มาของ “พรีซีซั่น” ในวงการ NFL เสียก่อน แต่เดิมนั้น เกมอุ่นเครื่องถูกออกแบบมาด้วยจุดประสงค์หลักสามประการ
ประการแรกคือการ คัดเลือกนักเตะ ในยุคที่แต่ละทีมมีโควตาผู้เล่นในแคมป์มากถึง 90 คน ก่อนจะต้องตัดเหลือ 53 คนตัวจริง เกมอุ่นเครื่องจึงเป็นเวทีสำคัญที่โค้ชใช้ประเมินฝีมือผู้เล่นหน้าใหม่ ผู้เล่นสำรอง หรือผู้เล่นที่อยู่ในสถานะก้ำกึ่งว่าจะได้อยู่ต่อหรือต้องออกจากทีม
ประการที่สองคือการ ปรับสภาพร่างกายและระบบเกม ให้นักกีฬาคุ้นชินกับความเร็วและความรุนแรงของเกมจริง หลังพักจากฤดูกาลก่อนหน้ามานานหลายเดือน
ประการที่สามซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยคือ มิติทางธุรกิจ เกมอุ่นเครื่องคือรายได้มหาศาลจากค่าตั๋วเข้าชม การถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์ต่างๆ ที่สโมสรได้รับ แม้ผลการแข่งขันจะไม่ถูกนับรวมในสถิติฤดูกาลปกติก็ตาม
ทว่าสิ่งที่ร็อดเจอร์สชี้ให้เห็นในบทสัมภาษณ์คือ ความหมายของเกมอุ่นเครื่องได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เขาเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตว่า ช่วงแรกที่มีการฝึกซ้อมร่วมกันระหว่างสองทีม (Joint Practice) ก่อนเกมอุ่นเครื่องนั้นสนุกและมีสาระมาก เพราะทีมคู่แข่งจะแสดงแผนการเล่นจริงที่กำลังฝึกซ้อมออกมาให้เห็น เหมือนได้ซ้อมในสถานการณ์ใกล้เคียงเกมจริงมากที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป บรรยากาศดังกล่าวกลับเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดและการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เล่น จนไม่มีทีมไหนกล้าเปิดเผยกลยุทธ์ที่แท้จริงออกมาให้เห็นอีกต่อไป
มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่างกายวัย 42 ปี กับสมการความเสี่ยงที่ต้องคำนวณ
หากมองผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์การกีฬา คำพูดของร็อดเจอร์สไม่ใช่เรื่องของทัศนคติเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการบริหารจัดการทรัพยากรร่างกายอย่างชาญฉลาดที่สุด
ร่างกายมนุษย์ในวัย 42 ปี โดยเฉพาะในตำแหน่งควอร์เตอร์แบ็กที่ต้องรับแรงกระแทกจากผู้เล่นแนวรุกฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา มีขีดจำกัดของการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อต่อที่แตกต่างจากนักกีฬาวัย 20 ต้นๆ อย่างสิ้นเชิง งานวิจัยด้านเวชศาสตร์การกีฬาชี้ให้เห็นตรงกันว่า อัตราการซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อยในนักกีฬาสูงวัยนั้นใช้เวลานานกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นหมายความว่า ทุกๆ เพลย์ที่ร็อดเจอร์สลงสนามในเกมที่ผลไม่ถูกนับในสถิติจริง คือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่อาจกระทบต่อฤดูกาลจริงทั้ง 17 นัด การคำนวณ “ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง” (Risk-to-Reward Ratio) จึงเอียงไปทาง “ไม่คุ้มค่า” อย่างชัดเจนสำหรับนักเตะระดับตำนานที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว ต่างจากผู้เล่นดาวรุ่งที่ยังต้องอาศัยเกมอุ่นเครื่องเป็นเวทีพิสูจน์ตัวเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งในทีม
นอกจากนี้ ร็อดเจอร์สยังชี้ประเด็นสำคัญเรื่อง คุณภาพของข้อมูลที่ได้จากเกม เขาระบุว่าทีมต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้ใช้ระบบเกมจริงในการแข่งขันอุ่นเครื่อง ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับต่างสงวนท่าไม้ตายของตัวเองไว้ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นบนสนามไม่ได้สะท้อนสถานการณ์การเล่นจริงในฤดูกาลปกติเลย ในมุมมองของนักวิเคราะห์เกม การฝึกซ้อมในสภาพแวดล้อมที่ไม่สมจริงเช่นนี้ อาจให้ประโยชน์ทางเทคนิคน้อยกว่าการฝึกซ้อมภายในทีมตัวเองด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยการซ้อมภายในทีมยังสามารถออกแบบสถานการณ์เฉพาะเจาะจงที่ตรงกับจุดที่ต้องพัฒนาได้มากกว่า
สิ่งที่ร็อดเจอร์สยังคงให้คุณค่าอยู่บ้างคือ “โอกาสได้เห็นผู้เล่นหน้าใหม่สวมชุดเกราะป้องกันเต็มรูปแบบ ลงเล่นภายใต้แสงไฟสนามจริง” ซึ่งเป็นบททดสอบทางจิตวิทยาที่สำคัญสำหรับผู้เล่นที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ระดับอาชีพมาก่อน นี่คือจุดที่แสดงให้เห็นว่า แม้เขาจะมองว่าเกมอุ่นเครื่องไม่มีประโยชน์สำหรับตัวเขาเอง แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของมันสำหรับผู้เล่นในสถานะที่แตกต่างออกไป
มิติจิตใจและแรงบันดาลใจ ทำไมคำพูดของตำนานถึงสั่นสะเทือนวงการ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมคำพูดสั้นๆ ของนักกีฬาคนหนึ่งเกี่ยวกับเกมที่ “ไม่มีความหมาย” ถึงกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง คำตอบอยู่ที่ตัวตนของร็อดเจอร์สเอง
ตลอดอาชีพการงานกว่าสองทศวรรษ ร็อดเจอร์สสร้างภาพลักษณ์ของนักกีฬาที่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่กลัวที่จะแสดงจุดยืนที่ต่างจากกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวทางการฝึกซ้อม การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือมุมมองต่อวงการกีฬาอาชีพในภาพรวม ความกล้าพูดตรงๆ เช่นนี้เองที่ทำให้แฟนกีฬาโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่รู้สึกเชื่อมโยงกับเขาในฐานะ “คนที่กล้าคิดต่าง” ไม่ใช่แค่นักกีฬาที่พูดตามบทที่ทีมประชาสัมพันธ์เตรียมไว้ให้
ในมุมของจิตวิทยาการกีฬา การที่นักกีฬาระดับตำนานกล้าปฏิเสธคุณค่าของสิ่งที่สังคมยึดถือกันมานาน สะท้อนถึงภาวะที่เรียกว่า ความเป็นอิสระทางความคิด (Cognitive Autonomy) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงปลายของอาชีพนักกีฬาระดับสูง เมื่อพวกเขาผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ จนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบเดิมๆ ที่วงการวางไว้ให้ปฏิบัติตามอีกต่อไป
สำหรับกลุ่มผู้อ่านวัยทำงานที่กำลังต่อสู้กับวินัยในชีวิตประจำวัน เรื่องราวของร็อดเจอร์สให้บทเรียนที่มีค่ามากกว่าแค่เรื่องฟุตบอล นั่นคือการรู้จัก จัดลำดับความสำคัญของพลังงานที่มีอยู่จำกัด ไม่ใช่ทุ่มเทให้กับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือ “สนามซ้อม” ที่ไม่ส่งผลต่อเป้าหมายระยะยาว และอะไรคือ “เกมจริง” ที่ต้องทุ่มสุดตัว หลักคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในเรื่องการทำงาน การพัฒนาตัวเอง หรือแม้แต่การบริหารจัดการความสัมพันธ์ในชีวิต
มิติธุรกิจและอนาคต เกมอุ่นเครื่องจะอยู่รอดในยุคสตรีมมิงได้อย่างไร
คำพูดของร็อดเจอร์สยังจุดประเด็นถกเถียงในระดับอุตสาหกรรมกีฬาด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งที่เขาสะท้อนออกมาไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวเพียงคนเดียว แต่เป็นเสียงสะท้อนของนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์หลายคนที่มองว่ารูปแบบเกมอุ่นเครื่องในปัจจุบันเริ่มไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของทั้งนักกีฬาและแฟนกีฬา
ในยุคที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงเนื้อหากีฬาผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียได้ตลอด 24 ชั่วโมง คุณค่าของเกมอุ่นเครื่องแบบดั้งเดิมที่ขายตั๋วเต็มสนามกำลังถูกท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แฟนกีฬารุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ เนื้อหาเบื้องหลัง (Behind the Scenes) สารคดีติดตามทีม หรือคลิปฝึกซ้อมสั้นๆ มากกว่าการนั่งดูเกมที่ผู้เล่นตัวจริงลงสนามเพียงไม่กี่นาทีเช่นในอดีต
นี่คือแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ NFL ต้องพิจารณาปรับโครงสร้างของฤดูกาลอุ่นเครื่องในระยะยาว มีการถกเถียงกันมานานหลายปีว่าลีกควรลดจำนวนเกมอุ่นเครื่องลง และเพิ่มจำนวนเกมฤดูกาลปกติแทน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเนื้อหาที่ “มีความหมายจริง” มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับรายได้มหาศาลที่สโมสรต่างๆ ยังคงพึ่งพาจากเกมอุ่นเครื่องอยู่
สำหรับนักกีฬาระดับดาวดังอย่างร็อดเจอร์ส การออกมาพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ยังส่งผลดีในมิติของการสร้างแบรนด์ส่วนตัว (Personal Branding) ในโลกที่นักกีฬาไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในสนามอีกต่อไป แต่ยังเป็นผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสื่อสังคมออนไลน์ ความกล้าแสดงจุดยืนที่ต่างจากกรอบเดิมกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่แพ้สถิติในสนามเลยทีเดียว
บทสรุป เมื่อประสบการณ์คือเข็มทิศที่แม่นยำกว่ากฎเกณฑ์
เรื่องราวของแอรอน ร็อดเจอร์สกับเกมอุ่นเครื่องพิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส พบ กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส อาจดูเหมือนเป็นเพียงข่าวเล็กๆ ในช่วงเทรนนิ่งแคมป์ แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในวงการกีฬาอาชีพยุคใหม่ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการร่างกายนักกีฬาสูงวัย การตั้งคำถามต่อระบบที่ยึดถือกันมานาน และทิศทางธุรกิจกีฬาที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค
ไม่ว่าสุดท้ายร็อดเจอร์สจะได้ลงสนามในเกมอุ่นเครื่องนัดนี้หรือไม่ สิ่งที่ชัดเจนคือเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความยิ่งใหญ่ในอาชีพไม่ได้วัดจากการทำตามทุกกฎเกณฑ์ที่วางไว้ แต่วัดจากความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าต่อการทุ่มเทอย่างแท้จริง คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกที่เต็มไปด้วยภารกิจที่ดูเหมือนสำคัญแต่ไม่ได้ส่งผลต่อเป้าหมายจริง คุณเองรู้จักแยกแยะ “เกมอุ่นเครื่อง” ออกจาก “เกมจริง” ในชีวิตของตัวเองได้ดีแค่ไหน
สรุปประเด็นสำคัญ
- แอรอน ร็อดเจอร์ส วัย 42 ปี มองว่าเกมอุ่นเครื่องกับกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเขาเพราะไม่ใช่ฟุตบอลที่เล่นจริงจัง
- โค้ชไมค์ แม็คคาร์ธีย์ เคยวางแผนให้เขาลงเล่น 30-40 เพลย์ แต่ร็อดเจอร์สแสดงท่าทีเฉยชาต่อแผนดังกล่าว
- ในมุมวิทยาศาสตร์การกีฬา การลดความเสี่ยงบาดเจ็บของนักกีฬาสูงวัยในเกมที่ไม่นับสถิติถือเป็นการบริหารทรัพยากรร่างกายอย่างชาญฉลาด
- คำพูดของเขาสะท้อนแนวโน้มของวงการ NFL ที่กำลังถกเถียงเรื่องการปรับลดเกมอุ่นเครื่องในอนาคต
- เรื่องนี้ยังให้บทเรียนเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของพลังงานและเวลาที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
คำถามที่พบบ่อย
Q: แอรอน ร็อดเจอร์ส อายุเท่าไหร่ในตอนนี้ A: ร็อดเจอร์สมีอายุ 42 ปี และปัจจุบันเล่นให้กับทีมพิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส
Q: ร็อดเจอร์ส ย้ายมาเล่นให้ทีมไหนก่อนสตีลเลอร์ส A: ก่อนหน้านี้เขาเล่นให้นิวยอร์ก เจ็ตส์ และก่อนหน้านั้นค้าแข้งอยู่กับกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส มายาวนานหลายปี
Q: ทำไมร็อดเจอร์สถึงมองว่าเกมอุ่นเครื่องไม่มีประโยชน์ A: เพราะเขามองว่าทีมต่างๆ ไม่ได้เล่นด้วยระบบเกมจริงหรือความจริงจังเหมือนฤดูกาลปกติ ทำให้ข้อมูลที่ได้จากเกมไม่สะท้อนสถานการณ์จริง
Q: โค้ชสตีลเลอร์สวางแผนให้ร็อดเจอร์สลงเล่นกี่เพลย์ในเกมอุ่นเครื่อง A: ไมค์ แม็คคาร์ธีย์เคยระบุว่าอาจให้ร็อดเจอร์สลงเล่นราว 30-40 เพลย์ในเกมอุ่นเครื่องนัดนี้
Q: เกมอุ่นเครื่องของ NFL มีกี่นัดต่อฤดูกาล A: โดยทั่วไปแต่ละทีมจะลงเล่นเกมอุ่นเครื่องประมาณ 3 นัดต่อฤดูกาลก่อนเข้าสู่ฤดูกาลปกติ
Q: ผลการแข่งขันในเกมอุ่นเครื่องมีผลต่อสถิติทีมหรือไม่ A: ไม่มีผล เกมอุ่นเครื่องเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้เล่น ผลแพ้ชนะจะไม่ถูกนับรวมในตารางคะแนนฤดูกาลปกติ
Q: การลงเล่นเกมอุ่นเครื่องมีความเสี่ยงบาดเจ็บสูงหรือไม่สำหรับนักกีฬาสูงวัย A: ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา นักกีฬาที่อายุมากมักฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ช้ากว่า ทำให้การลงเล่นในเกมที่ไม่มีผลต่อสถิติจริงถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า
Q: กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส มีความสำคัญอย่างไรต่อร็อดเจอร์ส A: เป็นทีมที่เขาใช้ชีวิตค้าแข้งนานที่สุดในอาชีพ และเป็นทีมที่สร้างชื่อเสียงให้เขากลายเป็นหนึ่งในควอร์เตอร์แบ็กระดับตำนาน
Q: เกมอุ่นเครื่องยังมีประโยชน์กับใครบ้าง A: มีประโยชน์มากสำหรับผู้เล่นดาวรุ่งหรือผู้เล่นที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งในทีมชุดใหญ่
Q: วงการ NFL มีแนวโน้มจะลดจำนวนเกมอุ่นเครื่องในอนาคตหรือไม่ A: มีการถกเถียงในวงการมานานเกี่ยวกับการปรับลดเกมอุ่นเครื่องเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่ที่ต้องการเนื้อหาที่มีความหมายมากขึ้น
Q: ร็อดเจอร์สเคยพูดถึงแนวทางดูแลร่างกายของตัวเองอย่างไรบ้าง A: เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักกีฬาที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และมักแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของวงการกีฬาอาชีพ
Q: สตีลเลอร์สจะพบกับแพ็คเกอร์สในเกมอุ่นเครื่องวันไหน A: ตามรายงานระบุว่าเกมนี้จะแข่งขันในวันพฤหัสบดี ตามช่วงตารางเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นของ NFL