หมัดซ้ายที่ไม่เคยถูกลืม! สมิงเดชเปิดศึกล้างแค้น ดวงสมพงษ์ ชิงบัลลังก์ 135 ปอนด์ ราชดำเนิน พร้อมจับตาคัมแบ็กสะเทือนวงการของ ขุนศึกเล็ก

หนึ่งปีเต็มกับความเจ็บปวดที่ไม่เคยจางหาย

ลองจินตนาการดูว่า คุณทุ่มเทเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อโมเมนต์เดียว แต่กลับต้องล้มลงกับพื้นตั้งแต่ยกแรก ต่อหน้าคนทั้งเวที แล้วต้องแบกความพ่ายแพ้นั้นไว้บนบ่านานถึง 365 วัน โดยไม่มีโอกาสได้แก้ตัวแม้แต่ครั้งเดียว

นี่คือสิ่งที่ สมิงเดช บังมัดคลองตัน ต้องเผชิญมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา และในที่สุด วันแห่งการทวงคืนศักดิ์ศรีก็มาถึง เมื่อศึก RWS (Rajadamnern World Series) วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ จะพาเขากลับไปเผชิญหน้ากับคู่ปรับคนเดิมอย่าง ดวงสมพงษ์ จิตรเมืองนนท์ อีกครั้ง แต่คราวนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะสมิงเดชไม่ได้เดินขึ้นสังเวียนในฐานะผู้ท้าชิงอีกต่อไป แต่เขาคือ “แชมป์เฉพาะกาลรุ่น 135 ปอนด์ เวทีราชดำเนิน” ตัวจริงเสียงจริง

คำถามที่แฟนมวยทั้งประเทศอยากรู้คำตอบมีเพียงข้อเดียวคือ เข็มขัดเส้นนี้จะกลายเป็นดาบที่เชือดคืนความแค้น หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง และในค่ำคืนเดียวกันนั้น วงการมวยไทยยังจะได้ต้อนรับการกลับมาของนักสู้อีกคนที่หายไปจากสังเวียนนานเกือบหนึ่งปี นั่นคือ ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน เจ้าของรางวัลนักมวยไทยอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปี ที่เลือกจะกลับมาแบบไม่ง่าย ด้วยการขยับรุ่นน้ำหนักขึ้นชกเป็นครั้งแรกในชีวิตนักมวยของตัวเอง

ย้อนรอยแค้น จากพิกัด 138 สู่สังเวียนแห่งศักดิ์ศรีที่ 135 ปอนด์

การจะเข้าใจว่าทำไมไฟต์นี้ถึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ เราต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568 ในศึก RWS ครั้งนั้น ทั้งคู่เคยประกบคู่กันในพิกัด 138 ปอนด์ ซึ่งเป็นรุ่นน้ำหนักที่ต่างจากการพบกันครั้งนี้ วันนั้นสมิงเดชพลาดท่าโดนซ้ายหนักจนถูกนับตั้งแต่ยกแรก ก่อนจะแพ้คะแนนไปอย่างน่าเจ็บใจ เป็นความพ่ายแพ้ที่ฝังลึกและกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของเขานับตั้งแต่วันนั้น

แต่สมิงเดชไม่ได้ปล่อยให้ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำลายตัวเอง ตรงกันข้าม เขากลับใช้มันเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 เขาเอาชนะคะแนนฟลุ๊คน้อย เกียรติฟ้าลิขิต ไปอย่างเอกฉันท์ 50-45 คว้าเข็มขัดแชมป์เฉพาะกาลรุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์ เวทีราชดำเนิน ไปครองได้สำเร็จ พร้อมรับโบนัสพิเศษ 150,000 บาท การขึ้นเป็นแชมป์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสถิติ แต่มันคือการพิสูจน์ว่าความพ่ายแพ้ในวันวานสามารถถูกเปลี่ยนเป็นบันไดสู่ความยิ่งใหญ่ได้จริง

ฝั่งของ ดวงสมพงษ์ จิตรเมืองนนท์ เองก็ไม่ใช่นักชกธรรมดา เขาถูกยอมรับในวงการว่าเป็นนักชกจอมเก๋าที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน มีลูกเล่นและประสบการณ์ที่มากพอจะรับมือกับนักชกไฟแรงทุกสไตล์ การพบกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ศึกล้างแค้นธรรมดา แต่มันคือการปะทะกันระหว่าง “ไฟแห่งการแก้แค้น” กับ “ประสบการณ์อันเก๋าเกม” ที่ไม่มีใครกล้าฟันธงผลลัพธ์ล่วงหน้า

ศาสตร์แห่งซ้ายปลิดวิญญาณ เจาะลึกเกมการต่อสู้ที่จะตัดสินแชมป์

ในเชิงเทคนิค สมิงเดช บังมัดคลองตัน ไม่ได้เป็นเพียงนักชกที่ชนะด้วยพลังดิบ แต่เขาคือนักมวยที่ขึ้นชื่อเรื่องการอ่านจังหวะคู่ต่อสู้และปล่อยหมัดซ้ายอันทรงพลัง จนได้รับฉายาว่า”ซ้ายปลิดวิญญาณจากอุดรฯ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาวุธหลักของเขาคือหมัดตรงซ้ายที่มีน้ำหนักมากพอจะจบเกมได้ในเสี้ยววินาที ในไฟต์ที่เขาคว้าแชมป์มาครองเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาถนัดการดักศอกสวนก่อนตามด้วยการหวดซ้ายเข้าเป้าหมาย เป็นสไตล์ที่อาศัยความอดทนรอจังหวะ มากกว่าการเข้าปะทะแบบไม่ยั้งคิด

ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การปล่อยหมัดตรงให้ทรงพลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับกล้ามเนื้อแขนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของการหมุนสะโพก การถ่ายน้ำหนักจากขาหลังสู่ขาหน้า และจังหวะการบิดลำตัวที่แม่นยำ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกกลไกนี้ว่า “chain of force” หรือห่วงโซ่แรงส่งต่อ ยิ่งนักมวยสามารถส่งแรงจากพื้นผ่านขา สะโพก ลำตัว จนถึงกำปั้นได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด แรงปะทะที่เกิดขึ้นก็จะทวีคูณมากกว่าการใช้แรงแขนเพียงอย่างเดียวหลายเท่าตัว นี่คือเหตุผลที่หมัดซ้ายของนักชกอย่างสมิงเดชถึงมีน้ำหนักมากพอจะทำให้คู่ต่อสู้ทรุดได้แม้จะไม่ใช่นักชกตัวใหญ่โตนัก

ในอีกมุมหนึ่ง การรับมือกับนักชกที่ถนัดหมัดหนักแบบนี้ ฝ่ายรับต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “reactive footwork” หรือการเคลื่อนเท้าเชิงตอบสนอง คือการอ่านสัญญาณล่วงหน้าจากไหล่และสะโพกของคู่ต่อสู้ ก่อนที่หมัดจะถูกปล่อยออกมาจริง ซึ่งเป็นทักษะที่นักชกประสบการณ์สูงอย่างดวงสมพงษ์มักจะทำได้ดีกว่านักชกรุ่นใหม่ ดังนั้นไฟต์นี้จึงไม่ใช่แค่การประชันหมัดหนัก แต่เป็นสมรภูมิของ “จังหวะ” และ “การอ่านเกม” ที่แท้จริง ใครวางจังหวะการเข้าออกได้แม่นยำกว่า คนนั้นจะเป็นฝ่ายกำเข็มขัดไว้ในมือ

สำหรับคู่การกลับมาของ ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน ความท้าทายทางเทคนิคยิ่งซับซ้อนกว่านั้น เพราะนี่คือการขยับรุ่นน้ำหนักขึ้นชกเป็นครั้งแรกในชีวิตนักมวยของเขา การขยับรุ่นไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขบนตาชั่ง แต่หมายถึงร่างกายต้องปรับตัวรับแรงปะทะที่หนักขึ้น ระบบกล้ามเนื้อและความอึดต้องถูกฝึกฝนใหม่ทั้งหมด ยิ่งเมื่อผนวกกับการที่เขาเพิ่งพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าและการผ่าตัดไส้ติ่ง การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นเหมือนบททดสอบสองชั้นที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน

แรงกดดันในใจ เมื่อความพ่ายแพ้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต

สิ่งที่ทำให้กีฬามวยไทยครองใจคนรุ่นใหม่มาโดยตลอด ไม่ใช่แค่ความมันส์บนสังเวียน แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังที่สะท้อนบทเรียนชีวิตได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกการชกคือภาพจำลองของชีวิตจริง ที่บางครั้งเราต้องล้มลง ถูกนับ และต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้งโดยไม่มีทางเลือกอื่น

เรื่องราวของสมิงเดชคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด จากนักชกที่เคยถูกนับแปดต่อหน้าคนดูทั้งเวที เขาไม่ได้เลือกที่จะหลบหนีความพ่ายแพ้ แต่เลือกเผชิญหน้ากับมันด้วยการฝึกซ้อมหนักขึ้น วิเคราะห์จุดอ่อนของตัวเองอย่างละเอียด จนสามารถไต่กลับขึ้นมาคว้าแชมป์ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี นี่คือบทเรียนที่ตรงกับจริตของคนวัยทำงานยุคนี้อย่างมาก เพราะในโลกการทำงานจริง ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่คือข้อมูลสำคัญที่บอกเราว่าต้องปรับปรุงตรงไหน วินัยในการฝึกซ้อมของนักมวยไทยจึงไม่ต่างอะไรกับวินัยในการพัฒนาตัวเองในสายอาชีพใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องราวของขุนศึกเล็กยิ่งลึกซึ้งกว่านั้น เพราะเขาคือเจ้าของรางวัลนักมวยไทยอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปี คนที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ แต่ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บซ้อนบาดเจ็บจนต้องพักการชกยาวนานเกือบหนึ่งปีเต็ม ช่วงเวลาที่นักกีฬาระดับแนวหน้าต้องอยู่ห่างจากสังเวียนนานขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางร่างกาย แต่เป็นสงครามทางจิตใจที่โหดร้ายไม่แพ้กัน เพราะต้องต่อสู้กับความกลัวว่าฟอร์มเก่าจะกลับมาหรือไม่ ต้องต่อสู้กับความไม่มั่นใจในร่างกายของตัวเองที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด และต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากตำแหน่งแชมป์เก่าที่ทุกคนยังจดจำได้

การที่เขาเลือกกลับมาด้วยการขยับรุ่นน้ำหนักขึ้นทันที แทนที่จะเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ยอมอยู่ในโซนปลอดภัย นี่คือแก่นแท้ของ “Growth Mindset” หรือกรอบความคิดแบบเติบโต ที่มองว่าความท้าทายไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานและการสร้างตัวเองในทุกวันนี้

มวยไทยยุคดิจิทัล เมื่อกีฬาประจำชาติกำลังก้าวสู่เวทีโลก

หากมองในมิติธุรกิจ ศึก RWS ไม่ได้เป็นเพียงรายการมวยธรรมดา แต่คือหนึ่งในความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดในการยกระดับมวยไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กีฬาระดับสากล ภายใต้การบริหารของบริษัท โกลบอล สปอร์ต เวนเจอร์ส หรือ GSV ซึ่งนำโดยเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่ผลักดันให้เวทีราชดำเนินซึ่งเป็นสังเวียนประวัติศาสตร์ ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ผ่านการจัดรายการใหญ่ระดับซูเปอร์ไฟต์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของเวทีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าสังเวียนแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ชกมวยธรรมดา แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอายุยาวนานเกือบศตวรรษ

โมเดลธุรกิจของ RWS สะท้อนเทรนด์โลกที่กีฬาต่อสู้กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบ “สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์” ที่ผสมผสานการถ่ายทอดสดคุณภาพสูง การสร้างเรื่องราวรอบตัวนักกีฬาให้น่าติดตามเหมือนซีรีส์ และการดึงนักชกต่างชาติเข้ามาร่วมรายการเพื่อขยายฐานผู้ชมในระดับนานาชาติ อย่างกรณีของเพย์มาน โซลฟาการี นักชกจากประเทศอิหร่านที่เดินทางมาประลองฝีมือกับนักมวยไทยระดับแนวหน้าอย่างขุนศึกเล็ก ก็เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่ามวยไทยกำลังกลายเป็นภาษาสากลที่นักสู้จากทั่วทุกมุมโลกอยากมาพิสูจน์ตัวเอง

นอกจากนี้ การที่รายการดึงนักมวยระดับตำนานอย่างบัวขาว บัญชาเมฆ กลับมาร่วมชกในรายการเดียวกับดาวรุ่งรุ่นใหม่ ก็เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในการเชื่อมโยงแฟนมวยรุ่นเก่ากับผู้ชมรุ่นใหม่เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับคนวัยทำงานที่มองหาโอกาสทางธุรกิจ มวยไทยในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นนักชกอาชีพเท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างในแง่ของการเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสที่นำท่ามวยไทยไปปรับใช้ในคลาสออกกำลังกาย การทำคอนเทนต์วิเคราะห์มวยบนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเรียนมวยไทยถึงค่ายมวยโดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักฐานว่ากีฬาประจำชาติของไทยกำลังแปรเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ที่มีมูลค่ามหาศาลในเวทีโลก

บทสรุป เมื่อสังเวียนราชดำเนินคือกระจกสะท้อนชีวิตจริง

ศึก RWS วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงค่ำคืนแห่งการชกมวยธรรมดา แต่คือค่ำคืนที่รวมเอาเรื่องราวของการล้างแค้น การพิสูจน์ตัวเอง และการกลับมาหลังความเจ็บปวดไว้ในสังเวียนเดียวกัน ไม่ว่าผลการชกระหว่างสมิงเดชกับดวงสมพงษ์จะออกมาอย่างไร หรือขุนศึกเล็กจะปรับตัวกับรุ่นน้ำหนักใหม่ได้สำเร็จหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ทุกหยดเหงื่อบนผืนผ้าใบคืนนี้ คือบทพิสูจน์ว่ามนุษย์เราสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในชีวิตของเราเอง เมื่อเจอกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ เรากล้าที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งเหมือนที่สมิงเดชทำหรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ

  • สมิงเดช บังมัดคลองตัน ในฐานะแชมป์เฉพาะกาล 135 ปอนด์ราชดำเนิน เตรียมล้างแค้น ดวงสมพงษ์ จิตรเมืองนนท์ ที่เคยเอาชนะเขาไปเมื่อปีก่อน
  • ครั้งก่อนทั้งคู่ชกกันที่พิกัด 138 ปอนด์ ส่วนครั้งนี้ขยับมาชิงชัยที่ 135 ปอนด์ พร้อมเข็มขัดแชมป์เป็นเดิมพัน
  • สมิงเดชได้ฉายา “ซ้ายปลิดวิญญาณจากอุดรฯ” จากสไตล์การชกที่ถนัดดักศอกก่อนตามด้วยหมัดซ้ายทรงพลัง
  • ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน อดีตนักมวยไทยอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปี คัมแบ็กครั้งแรกในรอบ 11 เดือนหลังบาดเจ็บเข่าและผ่าตัดไส้ติ่ง พร้อมขยับรุ่นน้ำหนักครั้งแรกในชีวิต
  • ศึก RWS สะท้อนภาพมวยไทยยุคใหม่ที่กำลังก้าวสู่การเป็นสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับสากล ดึงนักชกต่างชาติและสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่พบบ่อย

ศึก RWS วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม จัดขึ้นที่ไหน A: จัดขึ้นที่เวทีมวยราชดำเนิน สังเวียนประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทยที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 80 ปี

สมิงเดช บังมัดคลองตัน กับ ดวงสมพงษ์ จิตรเมืองนนท์ เคยชกกันมาก่อนหรือไม่ A: เคยพบกันมาแล้วเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ในพิกัด 138 ปอนด์ ซึ่งครั้งนั้นสมิงเดชเป็นฝ่ายพ่ายคะแนนไป

ทำไมไฟต์รีแมตช์ครั้งนี้ถึงชกกันที่ 135 ปอนด์ ไม่ใช่ 138 ปอนด์เหมือนเดิม A: เพราะครั้งนี้สมิงเดชขึ้นชกในฐานะแชมป์เฉพาะกาลรุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์ของเวทีราชดำเนิน ซึ่งเป็นพิกัดที่เขาคว้าแชมป์มาครองได้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

สมิงเดชคว้าแชมป์รุ่น 135 ปอนด์มาได้อย่างไร A: เขาเอาชนะคะแนนฟลุ๊คน้อย เกียรติฟ้าลิขิต ไปอย่างเอกฉันท์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 พร้อมรับเงินโบนัสพิเศษ 150,000 บาท

ฉายา “ซ้ายปลิดวิญญาณจากอุดรฯ” ของสมิงเดชมีที่มาอย่างไร A: มาจากสไตล์การชกที่ถนัดใช้หมัดตรงซ้ายอันทรงพลัง มักใช้จังหวะดักศอกสวนก่อนปล่อยหมัดซ้ายเข้าเป้าหมายจนคู่ต่อสู้รับมือได้ยาก

ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน หายไปจากสังเวียนนานแค่ไหน A: ห่างหายจากการชกไปนานถึง 11 เดือน จากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าและการผ่าตัดไส้ติ่ง

ขุนศึกเล็กจะกลับมาชกกับใครในไฟต์คัมแบ็กครั้งนี้ A: เขาจะเผชิญหน้ากับเพย์มาน โซลฟาการี นักชกจากประเทศอิหร่าน ในรุ่นน้ำหนักที่ขยับขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิตนักมวยของเขา

ทำไมการขยับรุ่นน้ำหนักของขุนศึกเล็กถึงเป็นเรื่องท้าทาย A: เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาต้องชกในพิกัดที่หนักขึ้น ร่างกายต้องปรับตัวรับแรงปะทะที่มากกว่าเดิม ขณะที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บมาไม่นาน

RWS คือรายการมวยไทยแบบไหน แตกต่างจากรายการทั่วไปอย่างไร A: RWS หรือ Rajadamnern World Series คือรายการที่บริหารโดยบริษัท GSV ซึ่งพยายามยกระดับมวยไทยให้เป็นสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับสากล ด้วยการดึงนักชกต่างชาติและจัดรายการซูเปอร์ไฟต์อย่างต่อเนื่อง

เวทีราชดำเนินมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างไร A: เป็นหนึ่งในสังเวียนมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ดำเนินกิจการมายาวนานเกือบ 80 ปี และเพิ่งจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบดังกล่าวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักมวยอาชีพ สามารถนำหลักการฝึกมวยไทยไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร A: หลักวินัยการฝึกซ้อม การวิเคราะห์จุดอ่อนตัวเอง และแนวคิดแบบเติบโตที่มองความล้มเหลวเป็นบทเรียน สามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาตัวเองในสายอาชีพหรือชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

ผลการชั่งน้ำหนักล่าสุดของคู่เอกและคู่รองเป็นอย่างไร A: สมิงเดชชั่งได้ 135 ปอนด์พอดี ส่วนดวงสมพงษ์ชั่งได้ 134.9 ปอนด์ ขณะที่ขุนศึกเล็กชั่งได้ 122 ปอนด์ และเพย์มานชั่งได้ 121.9 ปอนด์ ผ่านพิกัดครบทุกคู่