เครก ริชาร์ดส์ วัย 36 ขอเดิมพันครั้งสุดท้ายเพื่อโลก ปะทะหมัดปีศาจ ราดิโวเย คาลัยจิช ศึกวัดใจที่อาจเปลี่ยนชีวิตนักชกทั้งคู่ไปตลอดกาล

ลองจินตนาการภาพนี้ดู นักชกวัยรวมกัน 71 ปี สองคน ยืนอยู่กลางเวทีที่ลอนดอน แต่ละคนต่างเคยผ่านสมรภูมิที่คนทั่วไปแค่ดูก็เหนื่อยแทน คนหนึ่งเคยยืนแลกหมัดกับแชมป์โลกที่ครองเข็มขัดยาวนานที่สุดคนหนึ่งของยุคจนครบยก อีกคนเพิ่งพลิกนรกกลับมาเป็นสวรรค์ หลังโดนนับสองครั้งในไฟต์เดียว แล้วยังเดินหน้าน็อกอดีตแชมป์โลกได้สำเร็จ

นี่ไม่ใช่ไฟต์โชว์ของดาวรุ่งที่ยังไม่ผ่านบทพิสูจน์ นี่คือ “ไฟต์ทางแยก” ของนักมวยสองคนที่รู้ดีว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากแล้วในอาชีพ และทั้งคู่ต่างเลือกที่จะไม่หนีปัญหา แต่เดินเข้าไปชนกับมันตรงๆ

เครก “สไปเดอร์” ริชาร์ดส์ อดีตผู้ท้าชิงแชมป์โลกชาวอังกฤษ จะขึ้นชกกับราดิโวเย “ฮอต ร็อด” คาลัยจิช ในศึกไลต์เฮฟวี่เวต 10 ยก ที่ถูกขนานนามว่าเป็นการปะทะกันของสองนักชกที่อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพ ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายนนี้ ณ สังเวียนคอปเปอร์ บ็อกซ์ อารีนา กรุงลอนดอน โดยจะทำหน้าที่เป็นคู่รองชูโรงให้กับศึกเฮฟวี่เวตของจอห์นนี่ ฟิชเชอร์ เจ้าถิ่นขวัญใจแฟนมวยชาวโรมฟอร์ด ภายใต้ธง ZUFFA BOXING 11

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ระหว่างนักชกเจ้าถิ่นผู้เคยแลกหมัดกับแชมป์โลก กับนักชกหมัดหนักชาวเซอร์เบียที่ไม่เคยกลัวใคร ใครจะเป็นฝ่ายเดินออกจากสังเวียนพร้อมก้าวใหม่สู่เข็มขัดแชมป์โลก


รู้จักคู่ชก: สองเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว แต่มาบรรจบกันที่จุดเดียว

เครก ริชาร์ดส์ ลูกหม้อลอนดอนที่ไม่เคยหนีใคร

ริชาร์ดส์ วัย 36 ปี เจ้าของสถิติ 20 ชนะ 4 แพ้ 1 เสมอ น็อก 13 ครั้ง คือภาพแทนของนักมวยอังกฤษสายเลือดนักสู้แท้ๆ เขาไม่ใช่นักชกที่ไล่เก็บสถิติสวยหรูด้วยการเลือกคู่ชกง่ายๆ แต่เลือกเดินเข้าสังเวียนกับคู่ต่อสู้ระดับโลกมาโดยตลอด จุดพีคที่แฟนมวยจดจำเขาได้ดีที่สุดคือการยืนแลกหมัดกับดมิทรี บิวอล แชมป์โลกที่ครองเข็มขัดมายาวนาน อย่างสูสีจนครบยกในศึกชิงแชมป์เมื่อปี 2021 แม้จะแพ้คะแนน แต่โชว์ฟอร์มที่ทำให้ทั้งวงการต้องยอมรับในความแกร่ง

หลังจากนั้นเส้นทางของริชาร์ดส์ก็มีขึ้นมีลง เขาแพ้คะแนน 12 ยกให้กับวิลลี ฮัทชินสัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 ก่อนจะกลับมาชนะรวด 3 ไฟต์ติดต่อกัน ด้วยการหยุดบอริส ไครตัน ในยกที่ 7 น็อกปาดริก แม็คโครรี ในยกที่ 8 และหยุดแดน อาซีซ ในยกที่ 12 เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ไฟต์ล่าสุดกับอาซีซนั้นพิเศษเป็นพิเศษ เพราะเป็นการชกที่ประเทศกานา และเป็นการแพ้ครั้งแรกในอาชีพของอาซีซเองด้วย นั่นคือหลักฐานว่า “สไปเดอร์” วัย 36 ยังไม่หมดไฟ และยังมีของเหลือให้ใช้อีกมาก

ราดิโวเย คาลัยจิช หมัดหนักที่โลกเพิ่งค้นพบ

ฟากฝั่งคาลัยจิช นักชกเชื้อสายเซอร์เบีย วัย 35 ปี สถิติ 30 ชนะ 3 แพ้ น็อกสูงถึง 22 ครั้ง จากทั้งหมด 33 ไฟต์ อัตราการน็อกที่สูงลิ่วนี้บอกอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับสไตล์การชกของเขา นี่คือนักมวยที่ทุกหมัดมีน้ำหนักและความอันตรายแฝงอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ในไฟต์จะเป็นอย่างไร

ในปี 2024 เขาเคยขึ้นชกกับเดวิด มอร์เรล นักชกดาวรุ่งที่กำลังถูกผลักดันสู่จุดสูงสุดของรุ่น โดยแพ้คะแนนไปแบบสูสีจนครบ 12 ยก แสดงให้เห็นว่าแม้จะแพ้ แต่เขาสามารถต่อกรกับนักชกระดับแนวหน้าของรุ่นได้สบายๆ

แต่ไฟต์ที่ทำให้ชื่อของคาลัยจิชถูกพูดถึงมากที่สุดคือไฟต์ล่าสุด ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาถูกนับทั้งในยกแรกและยกที่ 4 แต่กลับสามารถพลิกสถานการณ์ ไล่ถลุงจนหยุดโอเลกซานเดอร์ กวอซดิก อดีตแชมป์โลก ได้สำเร็จในยกที่ 7 นี่คือคำนิยามของคำว่า “หัวใจนักสู้” ที่แท้จริง เพราะการโดนนับสองครั้งในไฟต์เดียวมักจะเป็นจุดจบของนักชกส่วนใหญ่ แต่คาลัยจิชกลับใช้มันเป็นเชื้อไฟในการกลับมาเอาชนะ

ไฟต์นี้จะเป็นครั้งแรกในอาชีพที่คาลัยจิชต้องออกมาชกนอกทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งหมายความว่าเขาต้องเผชิญทั้งความกดดันจากแฟนเจ้าถิ่นที่เชียร์ริชาร์ดส์เต็มสนาม และสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยไปพร้อมกัน


มิติประวัติศาสตร์: ทำไมไฟต์ “ทางแยก” ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ในวงการมวยสากล คำว่า “Crossroads Fight” หรือ “ไฟต์ทางแยก” มักหมายถึงการปะทะกันของนักชกสองคนที่ต่างมีชื่อเสียงและฝีมือระดับหนึ่ง แต่ต้องมาวัดกันเพื่อพิสูจน์ว่าใครยังมีของเหลือพอจะไปต่อในสายอาชีพ และใครถึงเวลาต้องยอมรับความจริง

ประวัติศาสตร์วงการมวยเต็มไปด้วยไฟต์ลักษณะนี้ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งสองฝ่าย บางครั้งผู้แพ้กลับไม่ได้จบอาชีพ แต่กลับใช้บทเรียนจากความพ่ายแพ้มาสร้างเวอร์ชันที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ขณะที่ผู้ชนะบางคนกลับหลงระเริงกับชัยชนะจนพลาดโอกาสในไฟต์ถัดไป นี่คือเสน่ห์ของกีฬาที่ผลลัพธ์ไม่เคยแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต (175 ปอนด์) ถือเป็นรุ่นที่มีความลึกและดุเดือดที่สุดรุ่นหนึ่งในมวยสากลยุคปัจจุบัน เพราะเป็นรุ่นที่นักชกยังคงความเร็วและความคล่องตัวใกล้เคียงรุ่นกลาง แต่มาพร้อมพลังหมัดที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกไฟต์ในรุ่นนี้มีโอกาสจบด้วยการน็อกสูงกว่ารุ่นเล็ก และการที่ทั้งริชาร์ดส์และคาลัยจิชต่างเคยผ่านสังเวียนกับนักชกระดับแชมป์โลกมาแล้ว ทำให้ไฟต์นี้มีมาตรฐานสูงกว่าคู่รองชูโรงทั่วไป

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือบริบทของโปรโมชั่น ZUFFA BOXING เอง องค์กรนี้ถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการมวยระดับโลกที่เพิ่งเริ่มปูทางมาไม่นาน แต่ใช้กลยุทธ์ดึงนักชกฝีมือจัดจ้านแบบริชาร์ดส์และคาลัยจิชมาสร้างการ์ดที่มีคุณภาพ แทนที่จะพึ่งพาเฉพาะดาวรุ่งไร้ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว นี่คือสูตรที่ทำให้วงการมวยยุคใหม่กลับมามีสีสันอีกครั้งในรอบหลายปี


มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา: อะไรทำให้คาลัยจิชกลับมาจากการถูกนับได้ถึงสองครั้ง

หากมองในมุมวิทยาศาสตร์การกีฬา การที่นักมวยคนหนึ่งโดนนับถึงสองครั้งในไฟต์เดียวแล้วยังสามารถกลับมาเอาชนะได้ ไม่ใช่เรื่องของ “ดวง” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางร่างกายและจิตใจหลายชั้น

ประการแรก คือเรื่องของระบบประสาทและความสามารถในการฟื้นตัว นักชกที่มีคางแข็ง (Chin) ในทางวิทยาศาสตร์หมายถึงความสามารถของสมองในการทนต่อแรงกระแทกแบบหมุน (Rotational Force) โดยไม่สูญเสียการทรงตัวหรือสติสัมปชัญญะไปนานเกินจำเป็น การที่คาลัยจิชลุกขึ้นมาได้ทั้งสองครั้งและยังคงมีสมาธิพอจะวางแผนการชกต่อ สะท้อนถึงพื้นฐานทางร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

ประการที่สอง คือระบบพลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic System) ในสถานการณ์ที่ร่างกายเพิ่งถูกกระแทกอย่างรุนแรง หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นทันทีจากฮอร์โมนความเครียด นักชกที่ผ่านการฝึกซ้อมสภาวะกดดันมาอย่างหนักเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมจังหวะการหายใจให้กลับมาปกติได้เร็วพอจะกลับมาโต้กลับในยกถัดไป

ประการที่สาม และอาจสำคัญที่สุด คือการวางแผนกลยุทธ์ของมุมนักชก การกลับมาน็อกคู่ต่อสู้ในยกที่ 7 หลังโดนนับในยกที่ 1 และ 4 หมายความว่าทีมงานของคาลัยจิชต้องปรับแผนการชกกลางไฟต์ได้อย่างแม่นยำ อาจเปลี่ยนจากการเปิดหมัดตรงๆ มาเป็นการรอจังหวะสวนกลับ หรือปรับระยะชกให้เหมาะกับสไตล์ของคู่ต่อสู้มากขึ้น

ในมุมของริชาร์ดส์ ข้อได้เปรียบทางเทคนิคที่ชัดเจนคือประสบการณ์การเจอนักชกระดับแชมป์โลกมาก่อน ทำให้เขามีคลังข้อมูลในหัวมากกว่าเมื่อต้องเจอกับนักชกที่มีพลังหมัดสูงอย่างคาลัยจิช การอ่านจังหวะและการวางฟุตเวิร์ก (Footwork) เพื่อหลบหลีกแนวหมัดตรงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินว่าเขาจะรอดจากพลังทำลายล้างของคู่ต่อสู้ไปได้หรือไม่


มิติจิตใจและแรงบันดาลใจ: ทำไมคนวัยทำงานถึงหลงรักไฟต์แบบนี้

สิ่งที่ทำให้ไฟต์ระหว่างนักชกวัย 35 และ 36 ปีน่าติดตามยิ่งกว่านักชกดาวรุ่งวัย 20 ต้นๆ คือการที่มันสะท้อนภาพชีวิตจริงของคนวัยทำงานได้อย่างตรงจุด

ลองคิดดูว่าในโลกการทำงานจริง คนที่อายุ 35-36 ปี จำนวนมากกำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญของอาชีพ จะยอมรับสภาพเดิมๆ หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อโอกาสครั้งใหม่อีกครั้ง ริชาร์ดส์และคาลัยจิชคือตัวอย่างที่มีชีวิตจริงของการไม่ยอมแพ้ต่อกรอบอายุที่สังคมมักตีตราว่า “สายเกินไปแล้ว”

วินัย คือคำสำคัญที่อธิบายเส้นทางของทั้งสองคนได้ดีที่สุด นักมวยอาชีพในวัย 35 ปีขึ้นไปต้องใช้ความอดทนมากกว่านักชกอายุน้อยหลายเท่าตัว ทั้งเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การฟื้นตัวจากการซ้อมหนักที่ใช้เวลานานขึ้น และการรักษาสภาพจิตใจให้พร้อมเผชิญกับความเจ็บปวดทางร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนที่นำไปปรับใช้กับชีวิตนอกสังเวียนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การพัฒนาตัวเอง หรือแม้แต่การจัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ “การกลับมาอีกครั้ง” (Comeback) เรื่องราวของคาลัยจิชที่ลุกขึ้นจากการถูกนับสองครั้งแล้วกลับมาเอาชนะ คือบทเรียนคลาสสิกที่ใช้ได้กับทุกวงการ ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น หากยังมีสติและวินัยพอที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ

สำหรับริชาร์ดส์ นักชกลอนดอนแท้ๆ การได้ชกในบ้านเกิดต่อหน้าแฟนมวยของตัวเองคือแรงผลักดันมหาศาล ความรู้สึก “เล่นเกมเหย้า” มีผลทางจิตวิทยาที่แท้จริง เพราะเสียงเชียร์ของฝูงชนสามารถกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความมั่นใจ และช่วยให้นักกีฬาทนต่อความเจ็บปวดได้ดีขึ้นในสถานการณ์กดดัน


มิติธุรกิจและอนาคต: มวยยุคสตรีมมิงกำลังเปลี่ยนเกมไปตลอดกาล

หากมองในมุมธุรกิจ ไฟต์นี้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการมวยสากลในยุคดิจิทัลได้อย่างชัดเจน การ์ดนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิง Paramount+ และช่องกีฬา Sky Sports ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผสมผสานระหว่างสื่อดั้งเดิมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงยุคใหม่เข้าด้วยกัน

การที่โปรโมชั่นหน้าใหม่อย่าง ZUFFA BOXING เลือกใช้กลยุทธ์นี้สะท้อนเทรนด์สำคัญของวงการกีฬาทั่วโลก นั่นคือการพยายามเข้าถึงผู้ชมทั้งสองกลุ่ม ทั้งแฟนกีฬารุ่นเก่าที่ยังคุ้นเคยกับการดูผ่านทีวีดาวเทียม และคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกสตรีมมิงเป็นหลัก การกระจายช่องทางแบบนี้ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยสร้างฐานแฟนใหม่ในกลุ่มคนอายุ 18-35 ปี ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจกีฬายุคนี้

การขายบัตรเข้าชมของศึกนี้จะเปิดให้จองล่วงหน้าผ่านระบบ Ticketmaster ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าโปรโมชั่นให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ชมหน้าสนามไม่แพ้ผู้ชมทางบ้าน เพราะรายได้จากการขายบัตรยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของธุรกิจมวยสากลทั่วโลก

สำหรับอนาคตของทั้งสองนักชก ไฟต์นี้คือ “บันไดขั้นสำคัญ” ที่จะกำหนดทิศทางในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพ ฝ่ายที่ชนะจะได้รับการจับตามองในฐานะผู้ท้าชิงอันดับต้นๆ ของรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต และอาจถูกจัดคิวชิงเข็มขัดระดับโลกในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ฝ่ายที่แพ้อาจต้องกลับไปทบทวนแผนการทั้งหมด หรือแม้แต่พิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการวางมือจากสังเวียน

ในมุมกว้างกว่านั้น การที่ ZUFFA BOXING สามารถดึงนักชกระดับที่เคยผ่านสังเวียนชิงแชมป์โลกมาขึ้นชกในรายการของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง คือสัญญาณว่าโครงสร้างธุรกิจมวยโลกกำลังเปลี่ยนจากการผูกขาดโดยไม่กี่โปรโมชั่นใหญ่ ไปสู่ยุคที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันแย่งชิงนักชกและผู้ชมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือแฟนมวยทั่วโลกที่จะได้เห็นไฟต์คุณภาพเพิ่มขึ้น


บทสรุป: ไฟต์นี้ไม่มีใครยอมแพ้ง่ายๆ

เมื่อวันที่ 26 กันยายนมาถึง สังเวียนคอปเปอร์ บ็อกซ์ อารีนา จะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รองชูโรงให้กับไฟต์หลักของจอห์นนี่ ฟิชเชอร์เท่านั้น แต่จะเป็นเวทีที่นักชกสองคนวัยเกิน 35 ปี ออกมาพิสูจน์ว่าอายุไม่ใช่ตัวกำหนดหัวใจนักสู้ เครก ริชาร์ดส์ ที่มีประสบการณ์เจอแชมป์โลกและกำลังไล่ล่าโอกาสครั้งใหม่ จะต้องเจอกับราดิโวเย คาลัยจิช ที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่มีวันยอมแพ้แม้จะโดนนับถึงสองครั้งในไฟต์เดียว

คำถามที่แท้จริงไม่ใช่แค่ใครจะชนะ แต่คือใครจะสามารถควบคุมความกลัวและความเจ็บปวด แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังในการเดินหน้าต่อได้มากกว่ากัน และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่มีค่ามากกว่าผลการชกเสียอีก สำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับความท้าทายในชีวิตของตัวเองอยู่เช่นกัน

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เครก ริชาร์ดส์ (20-4-1) พบ ราดิโวเย คาลัยจิช (30-3) ศึกไลต์เฮฟวี่เวต 10 ยก วันเสาร์ที่ 26 กันยายน ที่คอปเปอร์ บ็อกซ์ อารีนา ลอนดอน
  • ไฟต์นี้เป็นคู่รองชูโรงให้กับศึกเฮฟวี่เวตหลักของจอห์นนี่ ฟิชเชอร์ ในรายการ ZUFFA BOXING 11
  • ริชาร์ดส์เคยแลกหมัดกับดมิทรี บิวอล จนครบยกในปี 2021 และชนะรวด 3 ไฟต์หลังสุด
  • คาลัยจิชเพิ่งพลิกกลับมาน็อกอดีตแชมป์โลก โอเลกซานเดอร์ กวอซดิก หลังโดนนับสองครั้งในไฟต์เดียว
  • นี่คือไฟต์แรกในอาชีพที่คาลัยจิชต้องออกมาชกนอกทวีปอเมริกาเหนือ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Paramount+ และ Sky Sports

คำถามที่พบบ่อย

Q: เครก ริชาร์ดส์ ปะทะ ราดิโวเย คาลัยจิช ชกวันไหน A: การชกจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน ที่สังเวียนคอปเปอร์ บ็อกซ์ อารีนา กรุงลอนดอน

Q: ไฟต์นี้ชกกันกี่ยก พิกัดอะไร A: เป็นการชกในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต (175 ปอนด์) กำหนด 10 ยก

Q: ไฟต์นี้เป็นคู่เอกหรือคู่รอง A: เป็นคู่รองชูโรง (Co-Main Event) ให้กับศึกเฮฟวี่เวตหลักของจอห์นนี่ ฟิชเชอร์ ในรายการ ZUFFA BOXING 11

Q: เครก ริชาร์ดส์ สถิติเป็นอย่างไร A: ริชาร์ดส์มีสถิติ 20 ชนะ 4 แพ้ 1 เสมอ น็อก 13 ครั้ง และเคยแพ้คะแนนดมิทรี บิวอล จนครบยกในศึกชิงแชมป์โลกปี 2021

Q: ราดิโวเย คาลัยจิช สถิติเป็นอย่างไร A: คาลัยจิชมีสถิติ 30 ชนะ 3 แพ้ น็อกสูงถึง 22 ครั้ง และเพิ่งชนะน็อกอดีตแชมป์โลก โอเลกซานเดอร์ กวอซดิก ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Q: ทำไมไฟต์นี้ถึงถูกเรียกว่า Crossroads Fight A: เพราะเป็นไฟต์ที่ผลลัพธ์จะกำหนดทิศทางอาชีพของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายชนะมีโอกาสไปต่อสู่คิวชิงแชมป์โลก ส่วนฝ่ายแพ้อาจต้องทบทวนอนาคตในสังเวียน

Q: ดูการถ่ายทอดสดไฟต์นี้ได้ที่ไหน A: การ์ดนี้จะถ่ายทอดสดผ่านทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิง Paramount+ และช่องกีฬา Sky Sports

Q: เครก ริชาร์ดส์ เป็นนักชกจากเมืองไหน A: ริชาร์ดส์เป็นนักชกเจ้าถิ่นจากลอนดอน ซึ่งจะได้ขึ้นชกต่อหน้าแฟนมวยบ้านเกิดของตัวเอง

Q: คาลัยจิชเคยชกนอกทวีปอเมริกาเหนือมาก่อนหรือไม่ A: ยังไม่เคย นี่คือครั้งแรกในอาชีพของเขาที่ต้องออกมาชกนอกทวีปอเมริกาเหนือ

Q: ZUFFA BOXING คือโปรโมชั่นแบบไหน A: เป็นโปรโมชั่นมวยสากลหน้าใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยกลยุทธ์ดึงนักชกฝีมือระดับเคยชิงแชมป์โลกมาสร้างการ์ดคุณภาพ

Q: นอกจากคู่นี้ ยังมีคู่ชกอื่นในรายการอีกหรือไม่ A: มี โดยหนึ่งในคู่ที่น่าสนใจคือศึกรุ่นมิดเดิลเวตระหว่างลี คัตเลอร์ และหลุยส์ กรีน สองนักชกอังกฤษ

Q: ผู้ชนะไฟต์นี้จะได้อะไรต่อไป A: ฝ่ายชนะมีโอกาสถูกจัดอันดับสูงขึ้นในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต และอาจถูกวางคิวสู่โอกาสชิงแชมป์โลกในอนาคตอันใกล้