จากอันดับ 75 สู่ตัวจริงเบอร์หนึ่ง: เคเลบ ดักลาส รุคกี้ไร้ประสบการณ์ NFL ที่กำลังเขย่าทั้งทีมไมอามี ดอลฟินส์

ลองจินตนาการทีมกีฬาระดับโลกทีมหนึ่งที่เพิ่งเผาเงินไปเกือบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อ “เลิกจ้าง” นักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ของตัวเอง แล้วยังปล่อยดาวเด่นอีกสองคนออกจากทีมในเวลาไล่เลี่ยกัน ท่ามกลางความโกลาหลระดับองค์กรขนาดนั้น ใครจะไปคิดว่าเด็กหนุ่มวัย 22 ปีที่ถูกเลือกในลำดับที่ 75 จากผู้เล่นทั้งหมดกว่า 250 คนในดราฟท์ และยังไม่เคยลงสนามแข่งจริงแม้แต่นัดเดียว จะกลายเป็นชื่อแรกที่ถูกจารึกไว้บนกระดานตัวจริงของทีม

นี่ไม่ใช่นิยาย แต่คือเรื่องจริงของ เคเลบ ดักลาส ปีกนอกรุคกี้ของ ไมอามี ดอลฟินส์ ที่กำลังเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ในโลกกีฬาอาชีพ วินัยและความสม่ำเสมอบางครั้งทรงพลังกว่าชื่อเสียงและค่าตัวมหาศาล เรื่องราวของเขาคือกรณีศึกษาที่คนวัยทำงานยุคนี้ควรอ่าน เพราะมันพูดถึงการฉกฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวงการ ไม่ใช่แค่ในสนามอเมริกันฟุตบอล

จากฮิวสตันสู่ไมอามี ย้อนเส้นทางนักกีฬาที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เคเลบ ดักลาส เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปี 2003 ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส มีส่วนสูงราว 6 ฟุต 3 นิ้ว และน้ำหนักประมาณ 206 ปอนด์ ซึ่งถือเป็นรูปร่างที่ค่อนข้างโดดเด่นสำหรับตำแหน่งปีกนอกในลีก NFL เส้นทางการเล่นระดับมหาวิทยาลัยของเขาไม่ได้ราบรื่นแบบเด็กดาวรุ่งทั่วไป เขาเริ่มต้นเล่นให้มหาวิทยาลัยฟลอริดาในปี 2022-2023 ก่อนจะย้ายไปเล่นให้เท็กซัส เทค ในปี 2024-2025 และคว้ารางวัลทีมออลบิ๊ก 12 อันดับสอง (Second-team All-Big 12) ในปี 2025

การย้ายมหาวิทยาลัยกลางเส้นทางนักกีฬาแบบนี้ ในบริบทของอเมริกันฟุตบอลระดับวิทยาลัย คือการเริ่มต้นปรับตัวใหม่ทั้งระบบการเล่น เพื่อนร่วมทีม และโค้ช ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักกีฬาวัยเรียน แต่มันกลับกลายเป็นบททดสอบที่หล่อหลอมความสามารถในการปรับตัวของดักลาสให้แข็งแกร่งขึ้น จนเมื่อถึงฤดูกาลดราฟท์ปี 2026 ดอลฟินส์เลือกดักลาสด้วยอันดับที่ 75 โดยรวม ทำให้เขาเป็นปีกนอกลำดับที่ 11 ที่ถูกเลือกในดราฟท์ปีนั้น ซึ่งไม่ใช่ตัวเลือกระดับต้น ๆ ที่ใครจะคาดหวังผลงานทันทีในปีแรก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเหนือความคาดหมาย ดักลาสถูกจัดให้อยู่ในกระดานตัวจริงปีกนอกชุดแรกของทีมในช่วงเทรนนิ่งแคมป์ ตามรายงานของสำนักข่าวซัน เซนติเนล เคียงข้างผู้เล่นรุ่นพี่อย่าง มาลิค วอชิงตัน และ เจเลน โทลเบิร์ต ขณะที่ ทูทู แอตเวลล์, เควิน โคลแมน และ เจเลน รีเกอร์ ถูกจัดอยู่ในทีมชุดสอง นี่คือสัญญาณที่บอกชัดเจนว่า สิ่งที่เขาทำในสนามซ้อมนั้น “พูดแทนตัวเขาเอง” ได้ดีกว่าประวัติการดราฟท์เสียอีก

ถอดรหัสวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำไมร่างกายและเทคนิคของเขาถึงโดดเด่นในสนามซ้อม

คำถามที่ตามมาคือ อะไรที่ทำให้ปีกนอกไร้ประสบการณ์คนหนึ่งแซงหน้ารุ่นพี่ในสนามซ้อมได้เร็วขนาดนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่วิทยาศาสตร์การกีฬาและกายวิภาคที่เอื้อต่อบทบาทของเขาโดยตรง โจนอีริค ซัลลิแวน ผู้จัดการทั่วไปของดอลฟินส์ อธิบายว่า สิ่งที่ดึงดูดทีมให้เลือกดักลาสตั้งแต่ขั้นตอนดราฟท์คือรูปร่างตัวสูง ตัวยาว วิ่งเร็ว และที่สำคัญคือความสามารถในการ “โค้งงอ” ร่างกาย เข้าออกจังหวะเปลี่ยนทิศทางได้อย่างคล่องแคล่ว

ในทางเทคนิคของกีฬาอเมริกันฟุตบอล ปีกนอกที่มีรูปร่างสูงใหญ่มักถูกมองว่าเสียเปรียบเรื่องความคล่องตัวในการเปลี่ยนทิศทางเมื่อเทียบกับปีกนอกตัวเล็กเร็ว แต่การที่นักกีฬาตัวใหญ่สามารถ “เบรก” และเปลี่ยนเส้นทางวิ่งได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นทักษะที่หายากและมีมูลค่าสูงมากในสายตาของทีมโค้ช เพราะมันหมายความว่าคู่ต่อสู้จะต้องส่งตัวประกบที่ทั้งสูงพอจะสู้ตัวได้ และเร็วพอจะตามทันการเปลี่ยนจังหวะได้ ซึ่งเป็นการยากที่จะหาคอร์เนอร์แบ็คที่มีคุณสมบัติครบทั้งสองด้านมาปะทะ

เจฟฟ์ แฮฟลีย์ เฮดโค้ชของดอลฟินส์ เปิดเผยว่ารู้สึกประทับใจกับพัฒนาการของดักลาส และยอมรับว่าเขายังมีการบ้านต้องทำในเรื่องระบบเกม แต่ทีมได้ปรับให้เขาเล่นได้หลายตำแหน่งในสนาม สิ่งที่โค้ชมองว่าโดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการรับบอลยากในสถานการณ์ที่มีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามประกบประชิดตัว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญอันดับหนึ่งที่ทีมต้องการเห็นจากตัวเขา

ทักษะการรับบอลในสถานการณ์กดดัน หรือที่วงการเรียกว่า “contested catch” คือหนึ่งในมาตรวัดที่นักวิเคราะห์กีฬาให้ความสำคัญมากที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะมันสะท้อนถึงการควบคุมร่างกาย จังหวะการกระโดด และสมาธิภายใต้แรงกดดัน ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ยากกว่าความเร็วหรือพละกำลังล้วน ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผลงานของดักลาสในสนามซ้อมมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขดราฟท์ที่หลายคนมองข้าม

โบบี้ สโลวิค ผู้ประสานงานเกมรุกของทีม เชื่อว่าความสำเร็จของดักลาสมาจากการทำงานหนักอย่างไม่หยุดหย่อนในเรื่องพื้นฐานตั้งแต่เข้าร่วมทีม แม้จะยังมีพฤติกรรมบางอย่างจากยุคมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับแก้ก่อนเปิดฤดูกาล ประโยคนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญของวงการกีฬาอาชีพยุคใหม่ นั่นคือพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การซ้อมซ้ำ ๆ อย่างมีวินัยและวิเคราะห์จุดอ่อนของตัวเองต่างหากที่แปลงศักยภาพให้กลายเป็นผลงานจริงบนสนาม

หัวใจของนักสู้ เหตุใดเรื่องราวนี้ถึงเข้าไปนั่งในใจแฟนกีฬา

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของดักลาสกลายเป็นไวรัลในหมู่แฟนอเมริกันฟุตบอล ไม่ใช่แค่สถิติการซ้อมที่ยอดเยี่ยม แต่คือ “บริบท” ที่เขาก้าวขึ้นมา ปี 2026 คือปีที่ดอลฟินส์ทุบทีมทิ้งและสร้างใหม่ทั้งลำ ทีมเดินหน้าปล่อยผู้เล่นชื่อดังอย่าง ไทรีค ฮิลล์ และ แบรดลีย์ ชับบ์ พร้อมกับเทรด มินคาห์ ฟิตซ์แพทริก ออกจากทีม ตามมาด้วยการตัดสินใจที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด ดอลฟินส์ปล่อยตัว ทูอา ทาโกไวลัว ควอร์เตอร์แบ็กตัวหลักของทีมมานานกว่าห้าปีครึ่งออกจากทีม ซึ่งส่งผลให้เกิดค่าเสียหายทางบัญชี (dead cap) สูงถึง 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ลีก NFL

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนแบบนี้ กลุ่มปีกนอกของทีมก็ถูกเขย่าไม่แพ้กัน หลังจากปล่อยไทรีค ฮิลล์ ทีมยังเทรดจาย์เลน วอดเดิล คู่หูตัวเก่งของเขาออกไปอีกคน ทำให้ มาลิค วิลลิส ควอร์เตอร์แบ็กที่เพิ่งเซ็นสัญญาใหม่ ต้องทำงานร่วมกับกลุ่มผู้รับบอลที่แทบไม่มีใครคุ้นหน้าคุ้นตา แม้โทลเบิร์ตกับแอตเวลล์จะเป็นชื่อที่พอคุ้นเคยที่สุด แต่ทั้งคู่ไม่เคยทำสถิติรับบอลเกิน 650 หลาในหนึ่งฤดูกาลมาก่อนตลอดอาชีพค้าแข้ง

นี่คือจังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่หิวโหยโอกาส ในทุกวงการอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือธุรกิจ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านองค์กรมักเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสในเวลาเดียวกัน คนที่เตรียมพร้อมและกล้าคว้าโอกาสในจังหวะที่คนอื่นยังสับสน มักเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าได้เร็วที่สุด และนั่นคือสิ่งที่ดักลาสกำลังทำอยู่ในสนามซ้อมของไมอามีเวลานี้

รายงานจากสำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่า ดักลาสเริ่มสร้างสถานะให้ตัวเองเป็นเป้าหมายหลักของมาลิค วิลลิสในสนามซ้อมได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น แฮฟลีย์ยังยกย่องว่าความสม่ำเสมอของเขาต่างหากที่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุด เขามาซ้อมทุกวัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสมควรได้ตำแหน่งนี้ คำพูดนี้ตอกย้ำสิ่งที่คนวัยทำงานหลายคนเชื่อ นั่นคือความสม่ำเสมอ (Consistency) มักเอาชนะพรสวรรค์ที่ไม่สม่ำเสมอได้เสมอในระยะยาว ไม่ว่าจะในสนามกีฬาหรือในที่ทำงาน

เรื่องราวแบบนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เพราะมันไม่ใช่นิทานของซูเปอร์สตาร์ที่เกิดมาพร้อมทุกอย่าง แต่เป็นเรื่องของ “คนธรรมดาที่ทำสิ่งธรรมดาอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นสิ่งไม่ธรรมดา” ซึ่งเป็นแก่นความคิดเดียวกับที่ขับเคลื่อนวงการพัฒนาตัวเอง (Self-improvement) ที่กำลังเป็นกระแสหลักในหมู่คนอายุ 18-40 ปีทั่วโลก

ธุรกิจกีฬาและอนาคตในยุคดิจิทัล ดอลฟินส์กำลังเดิมพันอะไรอยู่

หากมองในมุมธุรกิจกีฬา การตัดสินใจของดอลฟินส์ในปีนี้คือการพนันครั้งใหญ่ที่มีเดิมพันสูงลิ่ว ทีมเซ็นสัญญากับมาลิค วิลลิส เป็นสัญญาสามปี มูลค่า 67.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเงินการันตี 45 ล้านดอลลาร์ เพื่อทดแทนตำแหน่งควอร์เตอร์แบ็กที่ว่างลง การตัดสินใจครั้งนี้อาศัยความคุ้นเคยเป็นทุนเดิม เพราะวิลลิส, ซัลลิแวน และแฮฟลีย์ เคยทำงานร่วมกันมาสองฤดูกาลที่กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส มาก่อน

ทว่าการลงทุนกับควอร์เตอร์แบ็กหน้าใหม่เพียงอย่างเดียวไม่พอ ทีมยังต้องการอาวุธในการรับบอลที่เชื่อถือได้ และนี่คือจุดที่ทำให้มูลค่าของดักลาสในสายตาแฟรนไชส์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ทีมกีฬาอาชีพต้องบริหารเพดานเงินเดือน (Salary Cap) อย่างเข้มงวด การได้ผู้เล่นฝีมือดีในราคาสัญญารุคกี้ถือเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าอย่างยิ่ง เพราะมันเปิดพื้นที่ทางการเงินให้ทีมสามารถลงทุนในตำแหน่งอื่นได้มากขึ้น

มุมมองด้านดิจิทัลก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ในยุคที่แฟนกีฬาติดตามข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันแฟนตาซีฟุตบอล (Fantasy Football) การที่ผู้เล่นดราฟท์รอบสามคนหนึ่งก้าวขึ้นเป็นตัวจริงตั้งแต่ยังไม่ทันลงเล่นนัดจริง สร้างกระแสการค้นหาและพูดถึงในโลกออนไลน์ได้อย่างมหาศาล เพราะแฟนกีฬาสมัยนี้ไม่ได้แค่ดูเกม แต่ยังลงทุนอารมณ์และบางครั้งลงทุนเงินจริงผ่านทีมแฟนตาซีของตัวเอง การเกิดขึ้นของ “ม้ามืด” แบบดักลาสจึงกลายเป็นสินค้าข่าวสารที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงในตัวมันเอง

ผลงานตลอดหลายนัดของการฝึกซ้อมทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าดักลาสอาจกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของเกมรุกดอลฟินส์ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสู่ลีก หากสิ่งนี้เป็นจริง มันจะเปลี่ยนสมการการวางแผนทีมของไมอามีไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะต้องหาปีกนอกระดับซูเปอร์สตาร์ในตลาดฟรีเอเจนต์ราคาแพงในอนาคต ทีมอาจใช้เงินส่วนนั้นไปเสริมจุดอื่นแทน นี่คือตรรกะทางธุรกิจที่ทุกแฟรนไชส์กีฬาใฝ่ฝันอยากได้ นั่นคือการค้นพบผู้เล่นระดับดาวรุ่งในราคาประหยัด

แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ผลงานในสนามซ้อมกับเกมพรีซีซั่นเป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น ดักลาสยังไม่เคยลงเล่นเก็บสถิติจริงในเกมระดับ NFL แม้แต่นัดเดียว ความท้าทายจริงจะเริ่มขึ้นเมื่อฤดูกาลปกติมาถึง เมื่อเขาต้องเผชิญกับคอร์เนอร์แบ็คระดับมืออาชีพที่มีข้อมูลการเล่นของเขาอยู่ในมือ และนั่นคือบททดสอบที่จะพิสูจน์ว่าดาวรุ่งดวงนี้จะโชติช่วงต่อไป หรือเป็นเพียงพลุที่สว่างวาบแล้วดับลงเหมือนรุคกี้อีกหลายคนที่เคยเฉิดฉายในแคมป์แต่หายไปเมื่อฤดูกาลจริงเริ่มต้น

บทสรุป

เรื่องราวของเคเลบ ดักลาส คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกกีฬาอาชีพยุคใหม่ ที่ซึ่งโอกาสไม่ได้ถูกมอบให้เฉพาะผู้ที่มีชื่อเสียงหรือถูกดราฟท์ในลำดับต้น ๆ เท่านั้น แต่มอบให้กับผู้ที่พร้อมที่สุดในช่วงเวลาที่องค์กรต้องการคนพร้อมที่สุด ท่ามกลางความโกลาหลของการรื้อทีมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดอลฟินส์ รุคกี้ดราฟท์รอบสามคนหนึ่งเลือกที่จะซ้อมทุกวัน ทำในสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุด และปล่อยให้ผลงานพูดแทนตัวเอง

คำถามที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าดักลาสจะประสบความสำเร็จในฤดูกาลแรกหรือไม่ แต่คือ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นในสนามกีฬาหรือในที่ทำงานของเราเอง เราพร้อมแค่ไหนที่จะฉกฉวยโอกาสในวันที่ทุกอย่างรอบตัวกำลังเปลี่ยนแปลง

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เคเลบ ดักลาส ปีกนอกดราฟท์รอบ 3 อันดับ 75 ของดอลฟินส์ ถูกจัดเป็นตัวจริงตั้งแต่ยังไม่เคยลงเล่นนัดจริงในลีก NFL
  • ความโดดเด่นของเขาเกิดจากรูปร่างสูงใหญ่ผสานความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางและรับบอลยากในสถานการณ์กดดัน
  • โอกาสของเขามาพร้อมกับการรื้อทีมครั้งใหญ่ ทั้งการปล่อยทูอา ทาโกไวลัว, ไทรีค ฮิลล์ และเทรดจาย์เลน วอดเดิล
  • โค้ชเจฟฟ์ แฮฟลีย์ ยกย่องความสม่ำเสมอในการซ้อมของเขาว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ได้ตำแหน่งตัวจริง
  • เส้นทางข้างหน้ายังต้องพิสูจน์ตัวเองในเกมพรีซีซั่นและฤดูกาลจริงก่อนจะฟันธงความสำเร็จได้

คำถามที่พบบ่อย

Q: เคเลบ ดักลาส คือใคร A: เขาคือปีกนอกรุคกี้ของไมอามี ดอลฟินส์ ที่ถูกเลือกในดราฟท์รอบสาม อันดับที่ 75 ของปี 2026 จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค

Q: ดักลาสถูกดราฟท์จากมหาวิทยาลัยไหน A: เขาเริ่มเล่นให้มหาวิทยาลัยฟลอริดาก่อนย้ายไปเล่นให้เท็กซัส เทค ในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนเข้าดราฟท์

Q: ทำไมดักลาสถึงได้เป็นตัวจริงทั้งที่ยังไม่เคยลงเล่นนัดจริง A: เพราะผลงานในสนามซ้อมช่วงเทรนนิ่งแคมป์ของเขาโดดเด่นมาก ทั้งเรื่องความสม่ำเสมอและการรับบอลในสถานการณ์กดดัน จนโค้ชตัดสินใจจัดเขาไว้ในกระดานตัวจริงชุดแรกของทีม

Q: ดอลฟินส์เกิดอะไรขึ้นกับตำแหน่งควอร์เตอร์แบ็กในปีนี้ A: ทีมปล่อยตัวทูอา ทาโกไวลัว ควอร์เตอร์แบ็กตัวหลักเดิมออกจากทีม และเซ็นสัญญากับมาลิค วิลลิสเข้ามาเป็นตัวจริงคนใหม่แทน

Q: ทูอา ทาโกไวลัว ไปเล่นให้ทีมไหนหลังถูกปล่อยตัว A: หลังถูกดอลฟินส์ปล่อยตัว เขาเซ็นสัญญาหนึ่งปีกับแอตแลนตา ฟัลคอนส์

Q: มาลิค วิลลิส คือใคร A: เขาคือควอร์เตอร์แบ็กที่ดอลฟินส์เซ็นสัญญาสามปีเข้ามาแทนที่ทูอา หลังเคยเป็นตัวสำรองให้ทีมเทนเนสซี ไททันส์ และกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส

Q: ไทรีค ฮิลล์ และ เจย์เลน วอดเดิล ยังอยู่กับดอลฟินส์หรือไม่ A: ไม่อยู่แล้ว ไทรีค ฮิลล์ ถูกปล่อยตัวออกจากทีม ส่วนเจย์เลน วอดเดิล ถูกเทรดออกไปในช่วงปิดฤดูกาลเช่นกัน

Q: ใครเป็นปีกนอกตัวจริงชุดแรกของดอลฟินส์ในเทรนนิ่งแคมป์ A: กระดานตัวจริงชุดแรกประกอบด้วยเคเลบ ดักลาส, มาลิค วอชิงตัน และเจเลน โทลเบิร์ต

Q: ดักลาสมีจุดเด่นด้านเทคนิคอะไรบ้าง A: จุดเด่นของเขาคือรูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางวิ่งได้คล่องตัว และทักษะการรับบอลยากในสถานการณ์ที่มีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามประกบประชิด

Q: การปล่อยทูอาส่งผลกระทบทางการเงินต่อดอลฟินส์อย่างไร A: การปล่อยตัวทูอาทำให้ทีมมีค่าเสียหายทางบัญชีสูงถึง 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ลีก NFL

Q: ดักลาสจะได้ลงเล่นเกมพรีซีซั่นเมื่อไหร่ A: เขาถูกวางแผนให้ลงเล่นในเกมพรีซีซั่นของทีม โดยก่อนหน้านั้นได้ร่วมฝึกซ้อมร่วม (joint practice) กับวอชิงตัน คอมมานเดอร์สมาแล้ว

Q: ผลงานของดักลาสจะยั่งยืนไปตลอดฤดูกาลหรือไม่ A: ยังต้องรอพิสูจน์ เพราะผลงานในสนามซ้อมและเกมพรีซีซั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายจริงจะอยู่ที่ฤดูกาลปกติเมื่อเจอคู่แข่งระดับมืออาชีพที่มีข้อมูลของเขาในมือ