อาร์เซน่อลเปิดเกมหมากรุกซัมเมอร์! นาโปลีแซงหน้าโรม่า ทุ่มเจรจาคว้า “มาร์ติเนลลี่” ทั้งที่เพิ่งปฏิเสธเงิน 45 ล้านยูโรมาหมาดๆ

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนยื่นเช็คมูลค่าเกือบสองพันล้านบาทมาให้ แต่คุณกลับส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่า “ที่นี่” ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต นี่ไม่ใช่พล็อตละครหลังข่าว แต่คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ปีกทีมชาติบราซิลวัย 25 ปี ที่ปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีม กาลาตาซาราย ด้วยค่าตัวสูงถึง 45 ล้านยูโร ทั้งที่สโมสรต้นสังกัดอย่าง อาร์เซน่อล ดูเหมือนจะพร้อมปล่อยตัวเขาออกจากทีมเต็มที

ดราม่านี้ไม่ได้จบแค่การปฏิเสธ เพราะล่าสุดวงการฟุตบอลอิตาลีกำลังคุกรุ่นด้วยข่าวสะเทือนวงการที่ว่า นาโปลี แชมป์เก่าเซเรียอา ได้เข้าร่วมวงเจรจาแย่งตัวมาร์ติเนลลี่จาก อาร์เซน่อล ต่อจาก โรม่า ที่ขยับตัวก่อนหน้านี้ไปแล้ว คำถามคือ เกมการเงินและจิตวิทยาการตัดสินใจเบื้องหลังดีลนี้ซับซ้อนแค่ไหน และทำไมนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญาถึงกลายเป็นของร้อนแรงที่สุดในตลาดซื้อขายนักเตะยุโรปตอนนี้ เราจะพาไปเจาะทุกมิติของเรื่องนี้แบบไม่มีกั๊ก

จุดเริ่มต้นของดราม่า เมื่อเงิน 45 ล้านยูโรไม่ใช่คำตอบของทุกคน

ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมดเริ่มจาก กาลาตาซาราย ยักษ์ใหญ่แห่งตุรกี ที่ยื่นข้อเสนอมูลค่ามหาศาลเพื่อคว้าตัวมาร์ติเนลลี่ไปร่วมทีม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับที่หลายคนคาดคิด เพราะอาร์เซน่อลถูกรายงานว่าได้เจรจากับกาลาตาซารายเพื่อขายตัวปีกบราซิลรายนี้จริง โดยหันไปสนใจดึงตัวกองหน้าคนใหม่มาทดแทน ทว่าตัวมาร์ติเนลลี่เองกลับปฏิเสธการย้ายไปกาลาตาซารายด้วยตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า เงินก้อนโตไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักเตะระดับทีมชาติให้ความสำคัญเสมอไป

ขณะเดียวกัน ในอีกฟากหนึ่งของอิตาลี โรม่าเริ่มพิจารณามาร์ติเนลลี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับตำแหน่งกองหน้า หลังจากการเจรจากับปอร์โต้เพื่อคว้าตัวโรดรีโก้ โมร่า ดูเหมือนจะหยุดชะงักอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากติดปัญหาเงื่อนไขการเปลี่ยนอ็อปชั่นซื้อขาดให้กลายเป็นข้อผูกมัด เรื่องนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของตลาดซื้อขายนักเตะสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ดีลใหญ่มักไม่ได้จบด้วยตัวเลขค่าตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่อง “โครงสร้างสัญญา” ที่ซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลัง จนบางครั้งทำให้การเจรจาที่ดูเหมือนจะราบรื่นต้องพังทลายลงในนาทีสุดท้าย

และแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อจานลุยจิ ลองการี่ นักข่าวสายลึกจากสำนัก สปอร์ตอิตาเลีย ออกมายืนยันว่านาโปลีได้เข้าไปพูดคุยกับอาร์เซน่อลเรื่องมาร์ติเนลลี่เช่นกัน การขยับตัวของทีมแชมป์เซเรียอาครั้งนี้ ทำให้สถานการณ์การแย่งตัวปีกบราซิลรายนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น

ย้อนเส้นทางจากเซาเปาโลถึงลอนดอนเหนือ กว่าจะมาเป็นดาวเตะที่ทุกทีมต้องการ

หากพูดถึงเส้นทางของมาร์ติเนลลี่ นี่คือหนึ่งในเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้ไม่น้อย เพราะย้อนกลับไปในปี 2019 เขาเป็นเพียงวัยรุ่นอายุ 17 ปีที่อาร์เซน่อลดึงตัวมาจากสโมสรอิตัวโน่ในบราซิลด้วยค่าตัวเพียง 6 ล้านปอนด์ โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่สดใสที่สุดของบราซิล หลังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของแคมเปโอนาโต เปาลิสตา ลีกระดับรัฐเซาเปาโลที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักเตะฝีเท้าดีป้อนสู่วงการโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน

จากเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียง เขาค่อยๆ ไต่เต้าจนกลายเป็นหนึ่งในกำลังหลักของทีม จุดสูงสุดในอาชีพค้าแข้งของเขาคือฤดูกาล 2022-23 ที่เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงได้ถึง 15 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่นักเตะบราซิลคนใดเคยทำได้ในลีกสูงสุดของอังกฤษ เป็นผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองไปทั่วยุโรปในทันที

แต่โลกฟุตบอลก็โหดร้ายเสมอ เพราะหลังจากฤดูกาลทองนั้นฟอร์มการเล่นของเขากลับดิ่งลง โดยทำได้เพียง 14 ประตูรวมในลีกตลอดสองฤดูกาลถัดมา ตัวเลขที่ลดฮวบนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสข่าวการย้ายทีม เพราะในโลกของกีฬาอาชีพ ฟอร์มการเล่นคือทุกสิ่ง และเมื่อฟอร์มไม่นิ่ง มูลค่าตลาดของนักเตะก็ผันผวนตามไปด้วยเสมอ นี่คือบทเรียนที่นำไปปรับใช้กับชีวิตการทำงานได้จริง ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน หากไม่รักษาความสม่ำเสมอ (Consistency) ไว้ได้ โอกาสก็พร้อมจะหลุดมือไปได้ตลอดเวลา

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังโต๊ะเจรจา ทำไมสัญญาที่เหลือปีเดียวถึงกลายเป็นเกมหมากรุก

หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจในเชิงเทคนิคคือเรื่องของสถานะสัญญา เพราะมาร์ติเนลลี่เพิ่งอายุครบ 25 ปีไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และสัญญาของเขากับอาร์เซน่อลจะหมดลงในช่วงปลายฤดูกาลใหม่นี้ แม้ในทางเทคนิคแล้วสโมสรจะมีอ็อปชั่นต่อสัญญาออกไปได้อีกหนึ่งปีก็ตาม

ตรงนี้แหละคือ “กลไก” สำคัญที่นักบริหารสโมสรฟุตบอลยุคใหม่ใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง เพราะแม้ผู้เล่นจะเหลือสัญญาปีเดียว แต่การมีอ็อปชั่นต่อสัญญาแฝงอยู่ ทำให้สโมสรต้นสังกัดยังคงถืออำนาจต่อรองในมือ และสามารถปกป้องมูลค่าตลาดของนักเตะเอาไว้ได้ ทำให้อาร์เซน่อลไม่ใช่สโมสรที่ถูกบีบให้ต้องขาย แต่เป็นสโมสรที่กำลังชั่งน้ำหนักว่าการปล่อยตัวเขาออกไปจะช่วยพัฒนาทีมจริงหรือไม่

นี่คือศาสตร์แห่งการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในวงการกีฬาสมัยใหม่ ที่ไม่ต่างจากการบริหารพอร์ตการลงทุนในโลกธุรกิจเลยแม้แต่น้อย สโมสรต้องคำนวณอย่างละเอียดว่า หากปล่อยนักเตะไปตอนนี้จะได้เงินเท่าไหร่ เทียบกับการเก็บไว้จนสัญญาเหลือปีเดียวแล้วปล่อยฟรีในปีถัดไป ซึ่งจะทำให้มูลค่าทางการตลาดกลายเป็นศูนย์ทันที การตัดสินใจแต่ละขยับจึงต้องอาศัยทั้งข้อมูล สถิติ และจิตวิทยาการเจรจาที่แม่นยำอย่างที่สุด

ในทางกลับกัน ฝั่งของนาโปลีเองก็มีการบ้านต้องทำไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะแม้จะสนใจตัวมาร์ติเนลลี่จริง แต่แผนการของพวกเขาผูกติดอยู่กับการต้องขายโรเมลู ลูกากูออกจากทีมให้สำเร็จก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งสำเร็จลุล่วงไปแล้ว หลังลูกากูถูกขายให้กับเฟเนร์บาห์เช่ด้วยค่าตัว 6 ล้านยูโร บวกโบนัสอีกสูงสุด 3 ล้านยูโร โดยในรายละเอียดของโบนัสนั้นแบ่งเป็น 2 ล้านยูโรที่ผูกกับจำนวนนัดลงสนาม และอีก 1 ล้านยูโร หากเฟเนร์บาห์เช่คว้าแชมป์ตุรกี ซูเปอร์ลีก ฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ

มิติจิตวิทยา ทำไมดราม่าซื้อขายนักเตะถึงครองใจแฟนบอลได้ทุกปี

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมข่าวลือย้ายทีมแบบนี้ถึงสามารถดึงดูดความสนใจของคนได้มากขนาดนี้ทุกปี ทั้งที่หลายดีลก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเสียด้วยซ้ำ

คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติของมนุษย์เราเอง เพราะดีลย้ายทีมแต่ละครั้งคือบทสรุปของการ “ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต” ที่คนทั่วไปสามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน การย้ายเมือง หรือการเลือกเส้นทางอาชีพใหม่ เมื่อมาร์ติเนลลี่ปฏิเสธเงิน 45 ล้านยูโรจากกาลาตาซาราย มันคือการตั้งคำถามในใจแฟนบอลทันทีว่า “ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกอะไร ระหว่างเงินก้อนโต กับโอกาสที่อาจดีกว่าในอนาคต”

นี่คือสิ่งที่ทำให้กีฬาไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันบนสนามหญ้าอีกต่อไป แต่เป็นบทเรียนเรื่องวินัยและการตัดสินใจที่จับต้องได้จริงในชีวิตคนวัยทำงาน การที่นักเตะระดับทีมชาติคนหนึ่งกล้าปฏิเสธข้อเสนอมูลค่ามหาศาล เพื่อรอลุ้นโอกาสที่อาจจะดีกว่า หรืออาจจะพิสูจน์ตัวเองต่อในสโมสรเดิม สะท้อนแนวคิดเรื่อง “การลงทุนกับตัวเอง” ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเงินก้อนใหญ่ในวันนี้ อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับโอกาสในการเติบโตระยะยาวก็เป็นได้

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือฝั่งของ โรม่า ที่ยังคงเปิดการเจรจาเบื้องต้นกับทีมงานของมาร์ติเนลลี่อย่างต่อเนื่อง แม้จะรู้ดีว่าต้องแข่งขันกับทั้งนาโปลี และอีกหลายสโมสรจากทั่วยุโรปที่จับตาดูสถานการณ์นี้อยู่ ซึ่งรวมถึงบาเยิร์น มิวนิค ที่มีรายงานจากเยอรมนีว่ากำลังพิจารณาคว้าตัวปีกบราซิลรายนี้เช่นกัน ยิ่งตอกย้ำว่าฟุตบอลยุคนี้คือสมรภูมิการแข่งขันที่ไม่มีใครยอมเสียเปรียบแม้แต่วินาทีเดียว

ธุรกิจลูกหนังยุคดิจิทัล เมื่อ “ขายก่อนถึงจะซื้อได้” คือกฎเหล็กของสโมสรยุคใหม่

หากมองเรื่องนี้ในมุมธุรกิจ นี่คือกรณีศึกษาชั้นดีของการบริหารการเงินสโมสรฟุตบอลในยุคที่กฎ Financial Fair Play (การควบคุมความสมดุลทางการเงิน) เข้มงวดขึ้นทุกปี เพราะข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ค่าเหนื่อยของมาร์ติเนลลี่จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนาโปลี ซึ่งมีข้อจำกัดทางการเงินที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการช้อปปิ้งในตลาดซัมเมอร์นี้ นาโปลีจำเป็นต้องขายผู้เล่นออกไปหลายราย โดยขณะนี้มีชื่อของลอเรนโซ่ ลุคก้า และ โนอา ลัง ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่มีแนวโน้มจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมมากที่สุด โดยเฉพาะลุคก้าที่ไม่ถูกคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญภายใต้ผู้จัดการทีมอัลเลกรี หลังฤดูกาลที่ผ่านมาต้องไปยืมตัวเล่นกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์แบบล้มเหลว ซึ่งมีรายงานว่าลาซิโอกำลังให้ความสนใจในการยืมตัวกองหน้าร่างใหญ่ทีมชาติอิตาลีรายนี้ไปร่วมทีม

ส่วนกรณีของโนอา ลัง นั้นยิ่งซับซ้อนกว่า เพราะเชื่อมโยงกับดีลใหญ่ระดับทวีปที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือการที่ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการคว้าตัวมิคา ก็อดต์ส จากอาแจ็กซ์ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 55 ล้านยูโร ซึ่งจะทำให้อาแจ็กซ์ต้องหาตัวสำรองมาทดแทนทันที และตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ทีมสัญชาติดัตช์มองไว้ก็คือ โนอา ลัง นักเตะที่กลายเป็นส่วนเกินของนาโปลีในเวลานี้ ความเชื่อมโยงแบบลูกโซ่นี้เองที่ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะยุคดิจิทัลมีความน่าติดตามอย่างมาก เพราะทุกดีลล้วนส่งผลกระทบถึงกันเป็นทอดๆ ราวกับโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องกันไปทั่วทั้งทวีปยุโรป

ในภาพรวมแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนาโปลีคือบทพิสูจน์แนวคิดการบริหารสโมสรฟุตบอลสมัยใหม่ที่เรียกว่า “Player Trading” หรือการซื้อขายนักเตะเพื่อสร้างสมดุลทางบัญชี สโมสรต้องรู้จักปล่อยของที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างทันท่วงที เพื่อนำเงินก้อนนั้นมาลงทุนกับสิ่งที่จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าในอนาคต ไม่ต่างจากการบริหารธุรกิจสตาร์ทอัพในโลกยุคปัจจุบันที่ต้องรู้จักตัดขาดทุนและกล้าลงทุนใหม่อยู่ตลอดเวลา

สำหรับอนาคตของวงการฟุตบอล เทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการที่สโมสรต่างๆ ให้ความสำคัญกับข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกการตัดสินใจไม่ได้มาจากความรู้สึกอีกต่อไป แต่มาจากตัวเลข สถิติ และการคาดการณ์แนวโน้มมูลค่านักเตะในระยะยาว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะฟุตบอลกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าตื่นเต้นและซับซ้อนที่สุดของโลกกีฬายุคดิจิทัล

บทสรุป เกมนี้ยังไม่จบ และทุกฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ

สถานการณ์ของกาเบรียล มาร์ติเนลลี่ในตอนนี้คือภาพสะท้อนของวงการฟุตบอลยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องของการตัดสินใจส่วนบุคคลที่กล้าปฏิเสธเงินก้อนโต การบริหารความเสี่ยงทางสัญญาของสโมสรต้นสังกัด และเกมการเงินที่ซับซ้อนของสโมสรที่ต้องการตัวเขา ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะย้ายไปโรม่า นาโปลี หรือยังคงอยู่กับอาร์เซน่อลต่อไป สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ นี่คือบทเรียนชั้นดีเรื่องคุณค่าของการรู้จักรอคอยและเลือกเส้นทางที่ใช่ ไม่ใช่เพียงเส้นทางที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะสั้น

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกที่ทุกคนถูกวัดค่าด้วยตัวเลขและผลงาน เราจะกล้าปฏิเสธข้อเสนอที่ดูดีที่สุดในวันนี้ เพื่อรอโอกาสที่อาจจะดีกว่าในวันข้างหน้าได้หรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ

  • นาโปลีเข้าสู่วงเจรจาคว้าตัวกาเบรียล มาร์ติเนลลี่จากอาร์เซน่อล ต่อจากโรม่าที่ขยับตัวก่อนหน้านี้
  • มาร์ติเนลลี่ปฏิเสธข้อเสนอย้ายไปกาลาตาซารายมูลค่า 45 ล้านยูโร แม้อาร์เซน่อลจะพร้อมขาย
  • สัญญาของเขากับอาร์เซน่อลเหลือถึงจบฤดูกาลนี้ แต่สโมสรมีอ็อปชั่นต่อสัญญาออกไปได้อีกหนึ่งปี
  • นาโปลีเพิ่งขายโรเมลู ลูกากูให้เฟเนร์บาห์เช่สำเร็จ เปิดทางสร้างงบสำหรับดีลใหม่
  • นาโปลีต้องขายทั้งลุคก้าและลังก่อน จึงจะมีงบเพียงพอสำหรับการเสริมทัพตำแหน่งปีก-กองหน้า

คำถามที่พบบ่อย

Q: มาร์ติเนลลี่ปฏิเสธย้ายไปกาลาตาซารายจริงหรือไม่ A: ใช่ มีรายงานยืนยันชัดเจนว่าเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมกาลาตาซาราย แม้สโมสรจะเสนอค่าตัวสูงถึง 45 ล้านยูโรก็ตาม

Q: นาโปลีสนใจมาร์ติเนลลี่เพราะเหตุผลอะไร A: เนื่องจากนาโปลีต้องการเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งปีกและแนวรุก หลังปล่อยตัวโรเมลู ลูกากูออกจากทีมไปแล้ว

Q: สัญญาของมาร์ติเนลลี่กับอาร์เซน่อลจะหมดเมื่อไหร่ A: สัญญาปัจจุบันจะสิ้นสุดในช่วงปลายฤดูกาลใหม่นี้ แต่สโมสรยังมีอ็อปชั่นต่อสัญญาออกไปได้อีกหนึ่งปี

Q: ทำไมโรม่าถึงหันมาสนใจมาร์ติเนลลี่ A: เพราะการเจรจาของโรม่ากับปอร์โต้เพื่อคว้าตัวโรดรีโก้ โมร่า หยุดชะงักจากปัญหาเงื่อนไขสัญญา ทำให้ต้องหาตัวเลือกใหม่

Q: นาโปลีขายลูกากูให้ใครและด้วยราคาเท่าไหร่ A: นาโปลีขายลูกากูให้เฟเนร์บาห์เช่ด้วยค่าตัว 6 ล้านยูโร บวกโบนัสอีกสูงสุด 3 ล้านยูโร

Q: นาโปลีต้องขายใครอีกก่อนจะเสริมทัพได้ A: นาโปลีมีแผนขายทั้งลอเรนโซ่ ลุคก้า และโนอา ลัง เพื่อสร้างงบประมาณสำหรับการซื้อผู้เล่นใหม่

Q: โนอา ลังจะย้ายไปทีมไหน A: มีรายงานว่าอาแจ็กซ์สนใจดึงตัวโนอา ลังกลับไปร่วมทีม โดยเฉพาะหากดีลขายมิคา ก็อดต์สให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงสำเร็จ

Q: มาร์ติเนลลี่เคยทำผลงานดีที่สุดในฤดูกาลไหน A: ฤดูกาล 2022-23 คือฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขา โดยยิงได้ 15 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของนักเตะบราซิลในลีกอังกฤษ

Q: มาร์ติเนลลี่เข้าร่วมอาร์เซน่อลตั้งแต่เมื่อไหร่ A: เขาย้ายมาจากสโมสรอิตัวโน่ในบราซิลตั้งแต่ปี 2019 ด้วยค่าตัวเพียง 6 ล้านปอนด์ ตอนอายุเพียง 17 ปี

Q: มีทีมอื่นสนใจมาร์ติเนลลี่อีกหรือไม่ A: มีรายงานว่าบาเยิร์น มิวนิคจากเยอรมนีก็อยู่ระหว่างพิจารณาคว้าตัวปีกบราซิลรายนี้เช่นกัน

Q: ทำไมนาโปลีถึงมีข้อจำกัดทางการเงินในตลาดซัมเมอร์นี้ A: เนื่องจากสโมสรต้องรักษาสมดุลทางบัญชีตามกฎการเงินของสโมสร จึงจำเป็นต้องขายผู้เล่นออกก่อนถึงจะมีงบเพียงพอสำหรับการซื้อใหม่

Q: ดีลมาร์ติเนลลี่จะจบลงอย่างไร A: ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากการเจรจายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และหลายสโมสรทั้งโรม่า นาโปลี รวมถึงทีมจากเยอรมนีต่างให้ความสนใจพร้อมกัน