ตัวเลขที่ควรพาไปถึงฝัน แต่กลับพาไปชนกำแพง
ซัวเรซปิดฤดูกาล 2025-26 ด้วยผลงาน 38 ประตูจากทุกรายการ รวมถึง 28 ประตูในลีกอย่างเดียว คว้ารางวัลดาวซัลโวลีกโปรตุเกส และติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ตัวเลขระดับนี้ ถ้าเป็นนักเตะในลีกใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีกหรือลาลีกา คงมีสโมสรระดับท็อปยุโรปแห่แหนเข้าคิวเสนอเงินซื้อไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบสโมสร แต่เมื่อชื่อของเขาถูกโยงเข้ากับ บาร์เซโลนา สโมสรที่กำลังปวดหัวหนักกับการหากองหน้าคนใหม่ กลับกลายเป็นว่าสโมสรรีบออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วราวกับไม่อยากให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงเลยด้วยซ้ำ
คำถามคือ ทำไม? ทั้งที่ดีลใหญ่ที่บาร์ซ่าต้องการจริงๆ อย่าง ฮูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินาของ แอตเลติโก มาดริด ก็ยังไม่มีวี่แววจะสำเร็จเช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสถิติในสนามฟุตบอลอีกต่อไป แต่มันคือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกลูกหนังยุคดิจิทัล การตัดสินใจของสโมสรระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ผลงาน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวพันกับกลยุทธ์ธุรกิจ ภาพลักษณ์แบรนด์ และการวางแผนระยะยาวที่ซับซ้อนกว่าที่แฟนบอลทั่วไปจะมองเห็น บทความนี้จะพาไปแกะทุกมิติของดราม่าครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นตอของข่าว เส้นทางชีวิตนักเตะที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไปจนถึงสมการธุรกิจเบื้องหลังห้องประชุมสโมสร
ย้อนรอยข่าว: จากกระแสร้อนแรง สู่การปฏิเสธสายฟ้าแลบ
ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อสื่อกีฬาชื่อดังรายงานว่า บาร์เซโลนากำลังพิจารณาดึงตัวซัวเรซมาเป็นทางเลือกสำรอง หากความพยายามคว้าตัวอัลวาเรซไม่ประสบผลสำเร็จ โดยระบุชัดว่า อัลวาเรซยังคงเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของบาร์ซ่า หลังจากที่ทั้งเลบันดอฟสกี้ย้ายออกจากทีม และเฟร์รัน ตอร์เรสก็กำลังจะย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง แต่การเจรจากับแอตเลติโก มาดริดกลับไม่คืบหน้า เพราะทางสโมสรมาดริดไม่ยอมเปิดโต๊ะเจรจาขายนักเตะคนสำคัญให้เลย
ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังข่าวแพร่สะพัด แหล่งข่าวภายในสโมสรบาร์เซโลนาก็รีบออกมาปฏิเสธทันที ยืนยันหนักแน่นว่าโฟกัสทั้งหมดยังอยู่ที่การเซ็นสัญญาฮูเลียน อัลวาเรซเท่านั้น โดยแหล่งข่าวจากฝั่งสเปนยังระบุเพิ่มเติมว่า ซัวเรซไม่เคยอยู่ในวงเจรจาใดๆ กับบาร์ซ่ามาก่อน แม้แต่ในฐานะเป้าหมายสำรองก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ประมาณสองเดือน ตัวแทนของซัวเรซเคยเสนอชื่อนักเตะให้กับฝ่ายบริหารของบาร์เซโลนาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงที่เขากำลังทำผลงานยิงประตูได้อย่างร้อนแรงกับสปอร์ติ้ง แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอนั้นจะไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยอย่างจริงจังในห้องประชุม
สิ่งที่ทำให้ดราม่านี้ซับซ้อนขึ้นไปอีกคือ มีรายงานจากอีกฝั่งระบุว่า ฮันซี่ ฟลิค กุนซือใหญ่ของบาร์ซ่า อนุมัติแผนสำรองนี้ไว้แล้วเผื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวขององค์กรที่สื่อสารออกมา นี่จึงเป็นภาพสะท้อนคลาสสิกของตลาดซื้อขายนักเตะยุคใหม่ ที่ “ข่าวลือ” กับ “ความจริง” มักเดินสวนทางกันอยู่เสมอ และบางทีการปฏิเสธก็อาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อไม่ให้ราคาต่อรองของนักเตะพุ่งสูงขึ้นก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้
จากลีกรองโคลอมเบีย สู่ดาวซัลโวแดนกระทิงดุ
การจะเข้าใจว่าทำไมซัวเรซถึงกลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของเขาก่อน ลุยส์ คาเวียร์ ซัวเรซ ชาร์ริส เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1997 เริ่มต้นค้าแข้งอาชีพกับสโมสรเลโอเนส ในบ้านเกิดที่โคลอมเบีย ก่อนย้ายมาปักหลักที่สเปนกับกรานาด้า บี ในปี 2016 จากนั้นก็ผ่านการปล่อยยืมตัวไปเก็บประสบการณ์กับบายาโดลิด บี, คิมนาสติก และซาราโกซ่า ก่อนที่ในปี 2020 เขาจะได้เซ็นสัญญาถาวรกับกรานาด้าชุดใหญ่ และย้ายไปค้าแข้งกับ มาร์กเซย ในลีกฝรั่งเศสเมื่อปี 2022
จุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพเกิดขึ้นเมื่อเขาย้ายไปร่วมทีม อัลเมเรีย ในปี 2023 ซึ่งภายหลังกลายเป็นการย้ายทีมแบบถาวรหลังสโมสรรักษาสถานะอยู่รอดในลาลีกาได้สำเร็จ ที่อัลเมเรียนี่เองที่ซัวเรซได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว โดยจบสถิติการค้าแข้งกับสโมสรด้วยการลงสนาม 79 นัด ทำได้ 41 ประตู และแอสซิสต์อีก 13 ครั้ง โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายก่อนย้ายทีม ที่เขาทำได้ถึง 31 ประตูและแอสซิสต์ 8 ครั้งในซีซั่น 2024-25 จนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวลีกรองของสเปนไปครอง
ผลงานระดับนั้นทำให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งโปรตุเกสตัดสินใจทุ่มเงินดึงตัวไปในซัมเมอร์ปี 2025 ด้วยสัญญายาวถึงปี 2030 พร้อมค่าฉีกสัญญาที่ตั้งไว้สูงถึง 80 ล้านยูโร โดยค่าตัวที่จ่ายให้อัลเมเรียอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมาก เพราะเพียงซีซั่นแรกในโปรตุเกส เขาก็สร้างประวัติศาสตร์ทันทีด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีก เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดที่คนรุ่นใหม่ควรนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงาน นั่นคือ เส้นทางที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาไม่ได้แปลว่าล้มเหลว การผ่านลีกรอง การถูกปล่อยยืมตัวหลายครั้ง ล้วนเป็นกระบวนการสะสมประสบการณ์ที่ทำให้เขาพร้อมระเบิดฟอร์มในวันที่โอกาสมาถึง
เจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังนักล่าประตู
การยิงประตูได้ในอัตราที่สม่ำเสมอขนาด 38 ลูกในหนึ่งฤดูกาลไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่เรียกว่า “การอ่านเกมในกรอบเขตโทษ” (Box Awareness) กองหน้าสายพันธุ์นี้มักไม่ได้อาศัยความเร็วหรือพลังกายเป็นหลัก แต่ใช้การเคลื่อนที่แบบไม่มีบอลอยู่ที่เท้า (Off-the-ball Movement) เพื่อหลอกล่อแนวรับคู่แข่งให้เสียตำแหน่ง ก่อนสอดแทรกเข้าไปรับบอลในจังหวะที่ผู้รักษาประตูตั้งตัวไม่ทัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิเคราะห์เกมมองว่ามีผลอย่างมากคือ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับระบบทีม เมื่อครั้งย้ายไปสปอร์ติ้ง เขาเข้ามารับบทบาทแทนที่ วิคเตอร์ เยอเคเรส กองหน้าที่มีสไตล์การเล่นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ซัวเรซกลับสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตัวจบสกอร์หลักของทีมภายในเวลาไม่กี่เดือน นี่คือทักษะที่วงการฟุตบอลสมัยใหม่ให้ความสำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ในการยิงประตู เพราะสโมสรระดับท็อปต้องการนักเตะที่ “เสียบปลั๊กแล้วใช้งานได้ทันที” ไม่ใช่ตัวเลือกที่ต้องใช้เวลาปรับตัวนานเป็นปี
ในมิติการฝึกซ้อม การเปลี่ยนสภาพร่างกายและจิตใจจากการเล่นในลีกรองของสเปนที่เน้นความเข้มข้นทางกายภาพ มาสู่ลีกโปรตุเกสที่เน้นจังหวะเกมและการครองบอล ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เขาต้องฝ่าฟัน การที่นักเตะคนหนึ่งสามารถยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงถึงสองระบบเกม จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพื้นฐานทางเทคนิคที่แข็งแกร่งจริง ไม่ใช่แค่โชคช่วยในช่วงเวลาสั้นๆ
หัวใจนักสู้: บทเรียนแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขสวยหรู
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของซัวเรซโดนใจคนรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตการทำงานคือ เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยแม้แต่น้อย ระหว่างที่ค้าแข้งอยู่กับอัลเมเรีย เขาเคยประสบอาการบาดเจ็บกระดูกน่องร้าวบางส่วน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในอาชีพ แต่แทนที่จะปล่อยให้อาการบาดเจ็บทำลายความมั่นใจ เขากลับใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายอย่างมีวินัย จนกลับมาทำผลงานได้ดีที่สุดในอาชีพทันทีหลังหายจากอาการบาดเจ็บ
นี่คือบทเรียนสำคัญที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องวินัยและการพัฒนาตัวเอง (Self-improvement) ที่คนวัยทำงานยุคนี้ให้ความสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่คนคนหนึ่งเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ในจุดที่คนส่วนใหญ่มักถอดใจ การผ่านลีกรอง การถูกปล่อยยืมตัวไปทีมเล็กหลายครั้ง การกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ล้วนเป็นบททดสอบที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักเตะที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
นอกจากนี้ ยังมีมิติเรื่องแรงกดดันทางสังคมที่น่าสนใจ นักเตะที่เติบโตมาจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างโคลอมเบีย มักแบกความหวังของครอบครัวและชุมชนไว้บนบ่าตั้งแต่วัยเยาว์ การที่เขาสามารถไต่เต้าจากลีกดิวิชั่นสองในบ้านเกิด มาจนถึงจุดที่ชื่อของเขาถูกจับตามองโดยสโมสรระดับโลกอย่างบาร์เซโลนา คือภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นที่แฟนกีฬาทั่วโลกสัมผัสได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องราวแบบนี้ถึงสร้างแรงบันดาลใจให้คนวัย 18-40 ปีที่กำลังไล่ตามความฝันในสายอาชีพของตัวเองอยู่เสมอ
เกมธุรกิจเบื้องหลังตลาดซื้อขาย: ทำไมตัวเลขในสนามไม่ใช่ทุกอย่าง
นี่คือหัวใจสำคัญที่อธิบายว่าทำไมบาร์เซโลนาถึงปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็ว แม้ซัวเรซจะมีผลงานยอดเยี่ยมขนาดนั้น คำตอบอยู่ที่ สมการทางธุรกิจ ที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นแรกคือเรื่องของ “สถานะและภาพลักษณ์แบรนด์” บาร์เซโลนาในฐานะหนึ่งในสโมสรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงที่สุดในโลก ต้องการดึงดูดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ (ยอดขายเสื้อ, ผู้สนับสนุน, สิทธิ์การถ่ายทอดสด) โดยก่อนหน้านี้บาร์ซ่าเคยขึ้นบัญชีทั้งอัลวาเรซและดูซาน วลาโฮวิช กองหน้าจากยูเวนตุส ไว้เป็นตัวเลือกทดแทนเลบันดอฟสกี้ ซึ่งทั้งสองชื่อล้วนมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงกว่าซัวเรซอย่างเห็นได้ชัด
ประเด็นที่สองคือเรื่องตัวเลขทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แอตเลติโก มาดริดตั้งค่าฉีกสัญญาของอัลวาเรซไว้สูงถึง 500 ล้านยูโร และไม่แสดงท่าทีจะยอมเจรจาต่ำกว่าตัวเลขนี้เลย แม้จะมีความตึงเครียดระหว่างตัวนักเตะกับโค้ชดิเอโก้ ซิเมโอเน่เกี่ยวกับความต้องการย้ายทีมของเขา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าฉีกสัญญาของซัวเรซที่ 80 ล้านยูโรถึงประมาณ 6 เท่า ทำให้ในทางทฤษฎี การซื้อซัวเรซน่าจะคุ้มค่ากว่ามาก แต่ในโลกความเป็นจริงของฟุตบอลระดับสูง ราคาที่ถูกกว่ากลับไม่ได้แปลว่า “คุ้มค่ากว่าเสมอไป” เพราะสโมสรต้องคำนึงถึงศักยภาพระยะยาว อายุการใช้งาน และมูลค่าตลาดที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
ในขณะเดียวกัน อัลวาเรซเองก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนในอาชีพ เพราะแม้จะมีสัญญากับแอตเลติโก มาดริดจนถึงปี 2030 แต่ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมากลับไม่สู้ดีนัก โดยไม่ได้ยิงประตูในลาลีกาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน จนทำให้ทั้งเชลซีและอาร์เซนอลต่างให้ความสนใจเช่นกัน สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้ตลาดซื้อขายกองหน้าในซัมเมอร์นี้ดุเดือดขึ้นไปอีก เพราะมีสโมสรระดับท็อปหลายแห่งแย่งชิงเป้าหมายเดียวกัน
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ ท่าทีของบาร์เซโลนาที่ระบุว่าจะพิจารณาทางเลือกอื่นอย่างจริงจัง หากดีลอัลวาเรซยังไม่มีความคืบหน้าภายในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิเสธข่าวในตอนนี้ อาจเป็นเพียง “กลยุทธ์เชิงลบ” เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาต่อรองพุ่งสูงเกินจริงก่อนที่จะถึงเวลาต้องตัดสินใจจริงจัง มากกว่าจะเป็นการปิดประตูใส่ซัวเรซอย่างถาวร ปรากฏการณ์นี้คือกรณีศึกษาชั้นดีสำหรับคนที่สนใจธุรกิจกีฬา เพราะมันแสดงให้เห็นว่าตลาดซื้อขายนักเตะในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ไม่ต่างจากการเจรจาธุรกิจในโลกองค์กรทั่วไป
บทสรุป
เรื่องราวของ หลุยส์ ซัวเรซ กับบาร์เซโลนาในครั้งนี้ สอนให้เรารู้ว่าฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่ตัวเลขบนสนามอีกต่อไป แต่เป็นการผสมผสานระหว่างผลงาน ภาพลักษณ์แบรนด์ และจังหวะเวลาทางธุรกิจที่ต้องเป๊ะพอดี แม้วันนี้บาร์ซ่าจะปฏิเสธความสนใจอย่างเป็นทางการ แต่ตราบใดที่ดีลอัลวาเรซยังไม่จบ ชื่อของซัวเรซก็ยังมีโอกาสถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้งอย่างแน่นอน คำถามที่น่าคิดต่อคือ ถ้าคุณเป็นผู้บริหารสโมสร คุณจะเลือกความปลอดภัยในราคาที่ถูกกว่า หรือจะเสี่ยงรอความฝันที่แพงกว่าแต่อาจไม่มีวันเป็นจริง
สรุปประเด็นสำคัญ ⚡ บาร์เซโลนาปฏิเสธข่าวสนใจหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าสปอร์ติ้ง ลิสบอน แม้เจ้าตัวจะทำผลงาน 38 ประตูในซีซั่น 2025-26 ⚡ ค่าฉีกสัญญาของซัวเรซอยู่ที่ 80 ล้านยูโร ถูกกว่าค่าฉีกสัญญาของฮูเลียน อัลวาเรซที่ 500 ล้านยูโรถึง 6 เท่า ⚡ ซัวเรซผ่านเส้นทางลีกรองในโคลอมเบียและสเปนมาอย่างโชกโชน ก่อนแจ้งเกิดที่อัลเมเรียและสปอร์ติ้ง ลิสบอน ⚡ อัลวาเรซยังเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของบาร์ซ่า แต่แอตเลติโก มาดริดไม่ยอมเปิดโต๊ะเจรจาขาย ⚡ สถานการณ์ยังเปิดกว้าง บาร์ซ่าอาจพิจารณาทางเลือกอื่นจริงจังหากดีลอัลวาเรซยังไม่คืบหน้า
คำถามที่พบบ่อย
❓ หลุยส์ ซัวเรซ ที่เป็นข่าวกับบาร์เซโลนาคือคนเดียวกับหลุยส์ ซัวเรซในตำนานหรือไม่ A: ไม่ใช่คนเดียวกัน นี่คือหลุยส์ ฮาเวียร์ ซัวเรซ ชาร์ริส กองหน้าชาวโคลอมเบียวัย 28 ปีของสปอร์ติ้ง ลิสบอน ซึ่งเป็นคนละคนกับหลุยส์ ซัวเรซ ตำนานชาวอุรุกวัยที่เคยเล่นให้บาร์เซโลนา
❓ บาร์เซโลนาปฏิเสธข่าวสนใจซัวเรซจริงหรือไม่ A: ใช่ แหล่งข่าวจากสโมสรออกมายืนยันว่าไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และโฟกัสทั้งหมดยังอยู่ที่การคว้าตัวฮูเลียน อัลวาเรซ
❓ ค่าฉีกสัญญาของหลุยส์ ซัวเรซ อยู่ที่เท่าไหร่ A: อยู่ที่ 80 ล้านยูโร ตามสัญญาที่เขาเซ็นกับสปอร์ติ้ง ลิสบอนจนถึงปี 2030
❓ ทำไมบาร์เซโลนาถึงยังต้องการฮูเลียน อัลวาเรซมากกว่าซัวเรซ A: เพราะอัลวาเรซมีชื่อเสียงและมูลค่าทางการตลาดที่สูงกว่า อีกทั้งเคยถูกวางแผนไว้เป็นตัวทดแทนเลบันดอฟสกี้มาตั้งแต่ต้น
❓ แอตเลติโก มาดริดตั้งค่าฉีกสัญญาของอัลวาเรซไว้เท่าไหร่ A: ตั้งไว้สูงถึง 500 ล้านยูโร และไม่มีท่าทีจะยอมเจรจาต่ำกว่านี้
❓ ซัวเรซเคยเล่นในสเปนที่ไหนมาก่อนย้ายไปโปรตุเกส A: เขาเคยค้าแข้งกับกรานาด้า บายาโดลิด บี คิมนาสติก ซาราโกซ่า และอัลเมเรีย ก่อนย้ายไปสปอร์ติ้ง ลิสบอนในปี 2025
❓ ผลงานของซัวเรซกับสปอร์ติ้ง ลิสบอนในซีซั่นแรกเป็นอย่างไร A: เขาทำได้ 38 ประตูจากทุกรายการ รวม 28 ประตูในลีก คว้ารางวัลดาวซัลโวและติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล
❓ สปอร์ติ้ง ลิสบอนซื้อซัวเรซมาจากสโมสรใด A: ซื้อมาจากอัลเมเรียในสเปน ด้วยค่าตัวประมาณ 25 ล้านยูโร
❓ ใครคือตัวแทนที่เสนอชื่อซัวเรซให้บาร์เซโลนา A: มีรายงานว่าฝ่ายตัวแทนของนักเตะเคยเสนอชื่อให้ฝ่ายบริหารบาร์ซ่าพิจารณาเมื่อประมาณสองเดือนก่อนหน้านี้
❓ สถานการณ์ปัจจุบันของฮูเลียน อัลวาเรซกับแอตเลติโกเป็นอย่างไร A: เขายังมีสัญญาถึงปี 2030 แต่ทำผลงานได้ไม่ดีนักในช่วงหลัง และมีข่าวความตึงเครียดกับโค้ชดิเอโก้ ซิเมโอเน่
❓ บาร์เซโลนามีโอกาสกลับมาสนใจซัวเรซอีกหรือไม่ A: มีความเป็นไปได้ หากดีลอัลวาเรซยังไม่คืบหน้า สโมสรอาจต้องพิจารณาทางเลือกสำรองอย่างจริงจังมากขึ้น
❓ นอกจากซัวเรซและอัลวาเรซ บาร์เซโลนามีเป้าหมายกองหน้าคนอื่นอีกหรือไม่ A: มีรายงานว่าดูซาน วลาโฮวิชจากยูเวนตุสก็เคยถูกขึ้นบัญชีเป็นหนึ่งในตัวเลือกทดแทนเลบันดอฟสกีเช่นกัน