รู้หรือไม่ว่าผู้รักษาประตูวัย 40 ปีที่เพิ่งอำลาทีมชาติเยอรมนีไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค เก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องเป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันในช่วงพรีซีซั่น และยังโชว์ฟอร์มเซฟลูกยิงคมกริบได้ถึง 4 ครั้งในเกมเดียว ทั้งที่เป็นเพียงศึก “เทเลคอม คัพ” ทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องที่หลายคนมองข้าม
คำถามคือ ทำไมสโมสรระดับแชมป์ยุโรปอย่างบาเยิร์นถึงยังจริงจังกับทุกนัดขนาดนี้ และเบื้องหลังชัยชนะ 3-1 เหนือ แอร์เบ ไลป์ซิก ที่ อัลลิอันซ์ อารีนา เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา มันบอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชัยชนะที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของสโมสรแห่งนี้ วันนี้เราจะพาไปเจาะทุกมิติ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของถ้วยรางวัลนี้ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเซฟลูกยิงระดับตำนาน และธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่หลังเกมอุ่นเครื่องนัดนี้
จุดเริ่มต้นของ “เทเลคอม คัพ” ทำไมถ้วยนี้ถึงมีความหมายมากกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่าเทเลคอม คัพ เป็นเพียงทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องธรรมดา แต่แท้จริงแล้วรายการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง ดอยช์ เทเลคอม เพื่อสร้างกระแสความตื่นเต้นก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ และเปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้ทดสอบนักเตะในบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา รูปแบบการแข่งขันมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง ทั้งจำนวนทีมและความยาวของแมตช์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความยิ่งใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค ในรายการนี้ เพราะพวกเขาคือทีมที่ครองสถิติคว้าแชมป์มากที่สุดถึง 6 สมัยจากการเข้าร่วม 11 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการเตรียมทีมก่อนเปิดฤดูกาลของสโมสรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่สิ่งที่ทำให้เกมนัดนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ คือเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ เพราะการดวลกับไลป์ซิกครั้งนี้เกี่ยวข้องกับดีลย้ายทีมในอดีต โดยแมตช์นี้ผูกโยงกับการย้ายทีมของ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ จากไลป์ซิกมาคุมทีมบาเยิร์นเมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีลที่บาเยิร์นยังคงติดหนี้ไลป์ซิกอยู่ราว 3 ล้านยูโร และรายได้ส่วนใหญ่จากเกมนี้จะถูกนำไปใช้ชำระหนี้ก้อนนั้น พูดง่ายๆ คือเกมกระชับมิตรนัดนี้ ในทางหนึ่งก็คือการ “ผ่อนหนี้” ที่เกิดจากตลาดซื้อขายนักเตะในอดีตนั่นเอง และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือยังมีอีกหนึ่งนัดที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งเกี่ยวโยงกับการย้ายทีมของมักซ์ เอเบิร์ล จากไลป์ซิกมาบาเยิร์นเมื่อปี 2024 เช่นกัน
นอกจากมิติเรื่องธุรกิจแล้ว สถิติการเจอกันในสนามก็บอกเล่าเรื่องราวความเหนือกว่าของเสือใต้ได้ชัดเจน เพราะบาเยิร์นไม่แพ้ไลป์ซิกมาแล้ว 7 นัดติดต่อกัน โดยแพ้ครั้งล่าสุดในศึก DFL-Supercup ปี 2023 ซึ่งเป็นนัดเดบิวต์ของ แฮร์รี่ เคน กับสโมสร ส่วนในซีซั่น 2025/26 ที่ผ่านมาไลป์ซิกเสียประตูให้บาเยิร์นไปแล้วรวม 11 ลูก จากการปราชัย 6-0 ในนัดเปิดฤดูกาล และแพ้ 5-1 ในนัดที่บ้าน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเหนือชั้นที่บาเยิร์นมีเหนือคู่แข่งรายนี้มาอย่างต่อเนื่อง
วิเคราะห์ 90 นาทีชี้ชะตา จากความเนือยนิ่งสู่การระเบิดฟอร์มในครึ่งหลัง
เกมเริ่มต้นด้วยจังหวะที่ทั้งสองทีมต่างสำรวจกันไปมาในช่วง 10 นาทีแรก ก่อนที่บาเยิร์นจะฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง เมื่อการจ่ายบอลของ ทิม บินเดอร์ ถูกสกัดกั้นแต่บอลกลับมาตกที่เท้าของ หลุยส์ ดีอาซ ซึ่งยิงเข้าประตูไปได้สำเร็จ ทำให้บาเยิร์นขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 13 หลังจากนั้นเกมก็ค่อนข้างสูสี โดยไลป์ซิกไล่บี้กดดันในช่วงท้ายครึ่งแรก จนเกือบได้ประตูตีเสมอจากลูกโหม่งของ เอเซเคียล บันซูซี ที่หวุดหวิดไปติดกรอบไม่ทัน ก่อนที่นอยเออร์จะปฏิเสธลูกยิงของ ริดเล่ บาคู ได้สำเร็จ ทำให้เสือใต้จบครึ่งแรกด้วยการนำอยู่หนึ่งลูก
ครึ่งหลังคือช่วงเวลาที่เกมเดือดขึ้นทันที เมื่อไลป์ซิกไล่ตีเสมอได้จาก บรายัน กรูดา ในนาทีที่ 52 แต่ความสุขของทีมเยือนอยู่ได้ไม่นาน เพราะเพียงไม่กี่นาทีถัดมาบาเยิร์นก็ตอบโต้กลับทันที โดยการจ่ายบอลอันเฉียบคมของ อเล็กซานดาร์ ปาฟโลวิช เปิดทางให้ นาธาเนียล บราวน์ สอดเข้ามาสับเสียบทำประตู ในนาทีที่ 57 พลิกกลับมานำ 2-1 อีกครั้ง
จากนั้นเกมก็ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสิบนาทีสุดท้ายที่บาเยิร์นตอกฝาโลงปิดเกมได้สำเร็จ เมื่ออิสมาเอล ไซบารี ที่เพิ่งลงสนามได้เลี้ยงบอลหลบแนวรับสองคนแล้วจ่ายบอลให้ จามาล มูเซียล่า ยิงโค้งเข้าประตูโดยมีการสกัดกั้นเล็กน้อยช่วยพาบอลเข้าไป ในนาทีที่ 81 ปิดท้ายชัยชนะ 3-1 ที่ทำให้บาเยิร์นคว้าแชมป์เทเลคอม คัพ ต่อหน้าแฟนบอลเต็มความจุกว่า 75,000 คน ที่อัลลิอันซ์ อารีนา
เจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังฟอร์มเทพของนอยเออร์
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดหลังจบเกมคือฟอร์มการเล่นของนายทวารวัย 40 ปีอย่างนอยเออร์ ซึ่งเซฟลูกยิงได้ถึง 4 ครั้งตลอดเกม ปัดป้องลูกยิงตรงกรอบของไลป์ซิกได้ทั้ง 5 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเปิดครึ่งหลังที่ไลป์ซิกกดดันหนักที่สุดนอยเออร์ทำการเซฟด้วยปลายนิ้วที่งดงาม และอีกครั้งด้วยการทุ่มตัวลงพื้นปัดบอลด้วยสองหมัดพร้อมกัน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การเซฟลักษณะนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบสามอย่างพร้อมกัน คือ ความไวในการอ่านมุมยิง (Reaction Time), พลังระเบิดจากขาในการพุ่งตัว (Explosive Power) และการตัดสินใจเลือกใช้ส่วนของร่างกายที่เหมาะสมในเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นทักษะที่ปกติจะเสื่อมถอยไปตามอายุ แต่นอยเออร์กลับยังคงรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ ทั้งที่ผ่านการใช้งานร่างกายมาอย่างโชกโชนตลอดอาชีพค้าแข้งกว่า 20 ปี
การหมุนเวียนนักเตะ เกมกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการบริหารจัดการนักเตะของโค้ช วินเซนต์ กอมปานี ซึ่งส่งตัวจริงชุดที่เคยลงเล่นในพรีซีซั่นมาก่อนแล้วลงสนามในครึ่งแรก ก่อนจะเปลี่ยนตัวยกชุดในนาทีที่ 69 นี่คือแนวคิดที่ทีมระดับโลกใช้กันในยุคปัจจุบัน เพราะปฏิทินฟุตบอลที่แน่นขึ้นทุกปี บังคับให้แต่ละสโมสรต้องบริหาร “โควตาพลังงาน” ของนักเตะให้ดีที่สุด นอยเออร์เองก็ยืนยันเรื่องนี้ผ่านบทสัมภาษณ์หลังเกมว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นมากมาย โดยโค้ชพยายามให้โอกาสนักเตะได้ลงเล่นและบริหารจัดการเวลาลงสนามของพวกเขา
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เพราะความเข้มข้นของเกมที่เกือบเทียบเท่านัดจริงก็นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านอาการบาดเจ็บ โดยเกมนี้บาเยิร์นต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ชวนใจหายเมื่อลาย์เมอร์, คิม และมูเซียล่า ต่างได้รับบาดเจ็บระหว่างเกม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่บาเยิร์นต้องการหลีกเลี่ยงมากที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดฤดูกาลจริง นี่คือโจทย์คลาสสิกที่ทุกสโมสรใหญ่ต้องเผชิญ นั่นคือการหาสมดุลระหว่าง “ความจริงจัง” เพื่อสร้างจังหวะการเล่นให้ทีม กับ “ความปลอดภัย” ของร่างกายนักเตะ
หัวใจนักสู้ของกัปตันทีมวัย 40 แรงบันดาลใจที่มากกว่าฟุตบอล
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกหลงรักนอยเออร์ ไม่ได้มีแค่ฝีมือการเซฟลูกยิงเท่านั้น แต่คือทัศนคติการทำงานที่ไม่เคยลดมาตรฐานลง แม้จะผ่านจุดสูงสุดของอาชีพมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลังจบเกมนอยเออร์ได้ยืนยันความคิดของตัวเองผ่านบทสัมภาษณ์ว่ารู้สึกดีมาก และทุกเกมอุ่นเครื่องต้องเล่นอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเจอกับทีมใดก็ตาม ก่อนจะยกตัวอย่างประกอบว่าทีมเคยเจอกับแอสตัน วิลล่า ในทวีปเอเชียมาแล้ว และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจไม่ต่างจากวันนี้ ซึ่งอ้างอิงถึงชัยชนะ 2-1 เหนือแอสตัน วิลล่า ที่ฮ่องกงก่อนหน้านี้
แนวคิดนี้คือบทเรียนสำคัญที่คนวัยทำงานสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพราะในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายคนมักลดมาตรฐานตัวเองลงเมื่อรู้สึกว่า “งานชิ้นนี้ไม่สำคัญมากพอ” แต่นอยเออร์กำลังสอนเราว่า ความสม่ำเสมอ (Consistency) ต่างหากคือสิ่งที่แยกนักกีฬาระดับตำนานออกจากนักกีฬาทั่วไป ไม่ว่าเวทีจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน มาตรฐานการทำงานต้องไม่มีวันลดลง และนี่คือเหตุผลที่นอยเออร์ยังคงเป็นกัปตันทีมที่ทุกคนในห้องแต่งตัวให้ความเคารพ แม้อายุจะล่วงเลยมาถึงวัย 40 ปีแล้วก็ตาม
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือช่วงเวลาที่ มูเซียล่า ล้มลงกับพื้นระหว่างเกมจนแฟนบอลในสนามใจหายไปชั่วขณะ แต่สุดท้ายเขากลับมายืนได้และยังคงลงเล่นต่อจนยิงประตูปิดท้ายเกมได้สำเร็จ นี่คือภาพสะท้อนของความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mental Toughness) ที่นักกีฬาระดับท็อปต้องมี การไม่ยอมให้ความกลัวหรือความเจ็บปวดชั่ววูบมาบั่นทอนสมาธิในการทำหน้าที่ของตัวเอง คือสิ่งที่ทำให้นักกีฬาเหล่านี้แตกต่างจากคนทั่วไป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนดูนำไปปรับใช้กับความท้าทายในชีวิตประจำวันของตัวเองได้เช่นกัน
ธุรกิจเบื้องหลังลูกหนัง เกมอุ่นเครื่องกับอนาคตวงการฟุตบอลยุคดิจิทัล
หลายคนอาจมองว่าเกมอุ่นเครื่องคือเพียงการซ้อมใหญ่ก่อนเปิดฤดูกาล แต่ในความเป็นจริง มันคือเครื่องจักรทำเงินมหาศาลที่ขับเคลื่อนวงการฟุตบอลยุคใหม่ ดังที่เห็นได้จากกรณีของเทเลคอม คัพ ที่ผูกโยงกับหนี้สินจากตลาดซื้อขายนักเตะโดยตรง นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้มองเกมกระชับมิตรเป็นแค่กิจกรรมกีฬา แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งรายได้จากตั๋วเข้าชม ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และการสร้างแบรนด์ผ่านสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างดอยช์ เทเลคอม
นอกจากนี้ การที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา สามารถขายตั๋วได้เต็มความจุกว่า 75,000 ที่นั่งสำหรับเกมกระชับมิตรเพียงนัดเดียว ก็สะท้อนให้เห็นถึงพลังของฐานแฟนบอลบาเยิร์นได้เป็นอย่างดี ในยุคที่คอนเทนต์ดิจิทัลและโซเชียลมีเดียครองโลก สโมสรฟุตบอลยุคใหม่ต้องแข่งขันกันไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขันในสนามเท่านั้น แต่ต้องสร้างประสบการณ์ (Fan Experience) ที่ดึงดูดแฟนบอลรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในช่วงเปิดฤดูกาลจริงเพียงอย่างเดียว
มองไปข้างหน้า เส้นทางของบาเยิร์นยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะพวกเขายังมีภารกิจสำคัญรอคอยอยู่ นั่นคือศึก ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ซูเปอร์คัพ ที่จะต้องไปดวลกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในสัปดาห์ถัดไป ก่อนที่จะเปิดม่านฤดูกาลบุนเดสลีกาอย่างเป็นทางการโดยพบกับ VfB สตุ๊ตการ์ท ซึ่งทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมบาเยิร์นถึงยังคงต้องซ้อมใหญ่และทดสอบความพร้อมของทุกระบบให้สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนที่การแข่งขันตัวจริงจะเริ่มต้นขึ้น
บทสรุป ความจริงจังที่ไม่มีวันหยุดพัก
ชัยชนะ 3-1 เหนือไลป์ซิกในศึกเทเลคอม คัพ อาจดูเป็นเพียงถ้วยรางวัลเล็กๆ ในสายตาคนทั่วไป แต่เมื่อมองลึกลงไปในทุกมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์ วิทยาศาสตร์เบื้องหลังฟอร์มเทพของนอยเออร์ แรงบันดาลใจจากความสม่ำเสมอของนักกีฬาระดับตำนาน และธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เราจะเห็นว่าเกมนี้สอนบทเรียนสำคัญให้กับทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือคนทำงานทั่วไป นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากช่วงเวลาสำคัญเพียงไม่กี่นาที แต่เกิดจากการรักษามาตรฐานให้คงที่ในทุกๆ วัน แม้ในวันที่ดูเหมือนจะไม่มีใครจับตามอง คำถามคือ คุณเองพร้อมที่จะรักษามาตรฐานของตัวเองในทุกๆ “เกมอุ่นเครื่อง” ของชีวิตเหมือนที่นอยเออร์ทำหรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก 3-1 คว้าแชมป์เทเลคอม คัพ 2026 ที่อัลลิอันซ์ อารีนา ต่อหน้าแฟนบอลเต็มความจุกว่า 75,000 คน
- มานูเอล นอยเออร์ โชว์ฟอร์มเซฟลูกยิงได้ 4 ครั้ง และยืนยันหลังเกมว่าทีมสมควรเป็นฝ่ายชนะจากผลงานที่ทำได้
- ประตูมาจาก หลุยส์ ดีอาซ, นาธาเนียล บราวน์ และ จามาล มูเซียล่า ขณะที่ไลป์ซิกตีไข่แตกได้จาก บรายัน กรูดา
- เกมนี้มีความหมายมากกว่าการอุ่นเครื่อง เพราะเชื่อมโยงกับดีลย้ายทีมของยูเลียน นาเกลส์มันน์ในอดีต
- บาเยิร์นยังต้องเผชิญกับความกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บของ ลาย์เมอร์, คิม และมูเซียล่า ก่อนเปิดฤดูกาลจริง
คำถามที่พบบ่อย
Q: บาเยิร์น มิวนิค ชนะ ไลป์ซิก ในเทเลคอม คัพ 2026 ด้วยผลอะไร A: บาเยิร์นเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 ที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2026
Q: ใครเป็นผู้ทำประตูให้บาเยิร์นในเกมนี้บ้าง A: ประตูของบาเยิร์นมาจาก หลุยส์ ดีอาซ, นาธาเนียล บราวน์ และ จามาล มูเซียล่า ส่วนไลป์ซิกทำได้จาก บรายัน กรูดา
Q: มานูเอล นอยเออร์ เซฟลูกยิงได้กี่ครั้งในเกมนี้ A: นอยเออร์ทำการเซฟได้ทั้งหมด 4 ครั้ง ปัดป้องลูกยิงตรงกรอบของไลป์ซิกได้ครบทั้ง 5 ครั้ง
Q: เทเลคอม คัพ คืออะไร A: เป็นทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องของสโมสรในบุนเดสลีกา ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2009 โดยดอยช์ เทเลคอม เพื่อเตรียมความพร้อมทีมก่อนเปิดฤดูกาล
Q: บาเยิร์นคว้าแชมป์เทเลคอม คัพ มาแล้วกี่สมัย A: บาเยิร์นครองสถิติแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์รายการนี้ถึง 6 สมัย
Q: ทำไมบาเยิร์นถึงต้องเจอกับไลป์ซิกในเกมนี้ มีที่มาอย่างไร A: เกมนี้เกี่ยวโยงกับดีลย้ายทีมของยูเลียน นาเกลส์มันน์จากไลป์ซิกมาบาเยิร์นเมื่อปี 2021 ซึ่งบาเยิร์นยังมีหนี้ค้างชำระที่ต้องใช้รายได้จากแมตช์นี้ช่วยผ่อน
Q: บาเยิร์นมีนักเตะบาดเจ็บในเกมนี้หรือไม่ A: มี โดย ลาย์เมอร์, คิม และ มูเซียล่า ต่างได้รับบาดเจ็บระหว่างเกม ซึ่งเป็นความกังวลของทีมก่อนเปิดฤดูกาลจริง
Q: ใครคือผู้เล่นที่เดบิวต์ให้บาเยิร์นในเกมนี้ A: อิสมาเอล ไซบารี ลงเล่นให้บาเยิร์นเป็นนัดแรก ขณะที่ จามาล มูเซียล่า และ อัลฟองโซ่ เดวีส์ ลงสนามพรีซีซั่นเป็นครั้งแรกในซีซั่นนี้
Q: บาเยิร์นเจอกับไลป์ซิกครั้งล่าสุดที่แพ้คือเมื่อไหร่ A: บาเยิร์นไม่แพ้ไลป์ซิกมาแล้ว 7 นัดติดต่อกัน โดยแพ้ครั้งล่าสุดในศึก DFL-Supercup ปี 2023 ซึ่งเป็นนัดเดบิวต์ของแฮร์รี่ เคน
Q: หลังจบเทเลคอม คัพ บาเยิร์นต้องลงเล่นนัดไหนต่อ A: บาเยิร์นจะลงเล่นศึกฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ซูเปอร์คัพ พบกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อนเปิดฤดูกาลบุนเดสลีกาพบ VfB สตุ๊ตการ์ท
Q: โค้ชของไลป์ซิกในเกมนี้คือใคร และมีความเกี่ยวข้องกับโค้ชบาเยิร์นอย่างไร A: มาร์ติน เดมิเคลิส คุมทีมไลป์ซิก ซึ่งเคยเป็นอดีตเพื่อนร่วมทีมกับ วินเซนต์ กอมปานี ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างปี 2013-2016
Q: นอยเออร์พูดถึงชัยชนะครั้งนี้ว่าอย่างไร A: นอยเออร์ยืนยันว่าทีมสมควรเป็นฝ่ายชนะและแสดงผลงานที่ดี พร้อมย้ำว่าทุกเกมอุ่นเครื่องต้องเล่นอย่างจริงจังไม่ว่าจะเจอทีมใด