เปิดฉาก: ไฟต์ที่ทุกคนรอคอย แต่ไม่มีใครกล้าการันตีว่าจะได้ดู
ลองจินตนาการดูว่า มีไฟต์มวยไฟต์หนึ่งที่แฟนกีฬาทั่วโลกเฝ้ารอมานานกว่า สิบปี เงินรางวัลที่วางอยู่บนโต๊ะสูงถึงหลักหลายร้อยล้านบาท มีสตรีมมิงระดับโลกพร้อมถ่ายทอดสด มีสนามระดับตำนานอย่าง Madison Square Garden ถูกพูดถึงในฐานะเจ้าภาพ แต่จนถึงวันนี้ ไฟต์นั้นก็ยังไม่มีวันที่แน่นอน ไม่มีสถานที่ที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และยิ่งไปกว่านั้น คนที่ควรจะเป็นผู้จัดงานตัวจริงกลับถูกเขียนกันไว้ในสัญญาว่า “ห้ามยุ่งเกี่ยว” นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง แต่คือสถานการณ์จริงของศึก “แบทเทิล ออฟ บริเตน” ระหว่าง ไทสัน ฟิวรี และ แอนโทนี โจชัว สองอดีตแชมป์โลกเฮฟวีเวตชาวอังกฤษ ที่ตอนนี้กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่องธุรกิจกีฬาที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการมวยยุคใหม่
คนที่ออกมาระบายความอึดอัดล่าสุดคือ ดานา ไวท์ ประธานใหญ่แห่ง UFC และผู้ร่วมก่อตั้ง ซัฟฟา บ็อกซิง (Zuffa Boxing) องค์กรมวยน้องใหม่ที่เขาตั้งใจจะปั้นให้เป็นเจ้าตลาดคนใหม่ ไวท์ยอมรับตรงๆ ว่ายังรู้สึกไม่พอใจที่ไฟต์นี้ยังไม่เกิดขึ้นสักที ทั้งที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ปิดดีลให้ทั้งคู่ได้แล้ว คำถามคือ อะไรกันแน่ที่ทำให้ไฟต์ระดับตำนานไฟต์นี้ ยังคงติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งเรื่องสัญญาและสถานที่จัดงาน
ที่มาของศึกแห่งเกาะอังกฤษ: ทำไมชื่อ ฟิวรี VS โจชัว ถึงทรงพลังขนาดนี้
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมดีลนี้ถึงยากนัก ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า ฟิวรี และ โจชัว คือใครในสายตาคนดูมวยทั่วโลก ทั้งสองคนคือสองยักษ์ใหญ่ที่ผลัดกันครองบัลลังก์รุ่นเฮฟวีเวตของอังกฤษมานานกว่าทศวรรษ ไทสัน ฟิวรี เจ้าของฉายา “The Gypsy King” คือนักชกที่มีสถิติการชกสุดโหด ชนะ 36 แพ้ 2 เสมอ 1 และเคยเป็นคนที่ล้มแชมป์โลกไร้พ่ายอย่าง วลาดิมีร์ คลิตช์โก ได้สำเร็จ ส่วน แอนโทนี โจชัว หรือ “AJ” คืออดีตแชมป์โอลิมปิกที่ผันตัวมาเป็นแชมป์โลกอาชีพ ด้วยสถิติ ชนะ 30 แพ้ 4 และเป็นภาพลักษณ์ของนักชกยุคใหม่ที่หล่อ เท่ และมีฐานแฟนคลับมหาศาลทั้งในและนอกสังเวียน
ทั้งคู่เคยถูกวางแผนให้ชนกันมาแล้วหลายครั้งในอดีต แต่ทุกครั้งก็ล่มไม่เป็นท่า ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ อาการบาดเจ็บ หรือความขัดแย้งเรื่องเงื่อนไขค่าตัว จนแฟนมวยเริ่มเรียกไฟต์นี้อย่างประชดประชันว่าเป็น “ไฟต์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง” กระทั่งปีนี้ที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็อย่างที่เห็น แม้จะใกล้แค่ไหน อุปสรรคใหม่ก็ยังโผล่มาไม่หยุด สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งคู่ต่างก็ผ่านไฟต์อุ่นเครื่องมาก่อนขึ้นชนกันจริง โดย โจชัวเพิ่งเอาตัวรอดจากการโดนสอยร่วงถึงสองครั้งในยกแรก ก่อนจะพลิกกลับมาปิดจ๊อบด้วยการน็อก คริสเตียน เปรนกา ได้สำเร็จในยกที่สอง ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่วนฟิวรีก็โชว์ฟอร์มเก๋าเกมด้วยการเอาชนะทีเคโอ มาริอุสซ์ วาค ในยกที่เจ็ด ที่ประเทศไทย ซึ่งทั้งสองผลงานนี้เองที่ยิ่งตอกย้ำว่า ทั้งคู่พร้อมสำหรับไฟต์ใหญ่ที่สุดในอาชีพช่วงท้ายของพวกเขาแล้วจริงๆ
เบื้องหลังสงครามสัญญา: ทำไม “ดานา ไวท์” ถึงถูกห้ามยุ่ง
นี่คือจุดที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนและน่าติดตามในเชิงธุรกิจ เพราะปมความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวนักมวยทั้งสองคน แต่อยู่ที่ โครงสร้างสัญญาโปรโมชั่น ที่ถูกร่างไว้ตั้งแต่ต้น เอ็ดดี เฮิร์น โปรโมเตอร์จาก แมตช์รูม บ็อกซิง ผู้ดูแลผลประโยชน์ของโจชัวภายใต้การสนับสนุนของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย เตอร์กี อัลอัลชีค ยืนยันชัดเจนว่าสัญญาของทั้งฟิวรีและโจชัวมีข้อกำหนดห้ามดานา ไวท์ และซัฟฟา บ็อกซิง เข้ามามีบทบาทในการโปรโมตงานนี้แต่อย่างใด พูดง่ายๆ คือ แม้ไวท์จะเป็นคนที่ช่วยผลักดันให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ในตอนแรก แต่ตามตัวหนังสือในสัญญาจริง เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเป็นผู้จัดงานอย่างเป็นทางการ
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาของทั้งสองฝ่ายยังไม่ตรงกันในเรื่องสำคัญที่สุดอย่าง สถานที่จัดการแข่งขัน โดยสัญญาของโจชัวระบุไว้ชัดเจนว่าไฟต์นี้ต้องจัดขึ้นในสหราชอาณาจักรเท่านั้น ขณะที่สัญญาของฟิวรีกลับเปิดกว้างไม่ได้ล็อกสถานที่ไว้ตายตัว ความไม่สอดคล้องกันตรงนี้เองที่กลายเป็นช่องว่างให้ฝั่งไวท์และกลุ่มทุนพยายามผลักดันให้ย้ายไปจัดที่สหรัฐอเมริกาแทน โดยมีกระแสข่าวว่าสถานที่ที่ถูกจับตามองคือ สนาม SoFi Stadium ในลอสแอนเจลิส และ Allegiant Stadium ในลาสเวกัส ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ามีการวางแผนไปจัดที่ Madison Square Garden มหานครนิวยอร์กในช่วงเดือนพฤศจิกายนด้วยเช่นกัน
ฝั่งไวท์เองก็ยืนยันว่าตัวเขาได้เจรจาดีลเรื่องการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และดีลเรื่องสถานที่จัดงานเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เขายอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้เจรจาสัญญาส่วนตัวของโจชัวโดยตรง นั่นหมายความว่า ต่อให้ไวท์เตรียมทุกอย่างพร้อมแค่ไหนในฝั่งของตัวเอง แต่ปมเรื่องสัญญาส่วนตัวของนักมวยแต่ละคนก็ยังเป็นตัวแปรที่เขาควบคุมไม่ได้ ด้านเฮิร์นเองก็ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดไม่แพ้กัน โดยมองว่าการที่ไวท์ยังคงยืนกรานเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เป็นความพยายามที่จะรักษาความน่าเชื่อถือให้กับซัฟฟา บ็อกซิง องค์กรน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและกำลังต้องพิสูจน์ตัวเองในวงการมวยที่มีผู้เล่นเก่าแก่ครองตลาดมานาน
วิทยาศาสตร์การชก: เมื่อสไตล์ที่แตกต่างสุดขั้วปะทะกัน
หากมองข้ามเรื่องดราม่านอกสังเวียนไปสักครู่ สิ่งที่ทำให้ไฟต์นี้ทรงคุณค่าในเชิงกีฬาจริงๆ คือความแตกต่างของสไตล์การชกที่แทบจะอยู่คนละขั้ว ฟิวรีคือนักมวยที่ใช้ร่างกายสูงใหญ่ในการควบคุมจังหวะ เก่งเรื่องการอ่านเกม การหลบหลีก และการต่อยแบบไม่มีรูปแบบตายตัว ทำให้คู่ต่อสู้คาดเดายาก เขาสามารถชกได้ทั้งแบบระยะไกลใช้หมัดจ็อบคุมเกม หรือสลับมาระยะประชิดแล้วปล่อยหมัดฮุคที่ทรงพลังโดยไม่ทันตั้งตัว
ส่วนโจชัวคือนักมวยที่มาจากสายกีฬาโอลิมปิก เน้นความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ความเร็วของหมัด และพลังการน็อกที่ถือว่าเป็นหนึ่งในนักมวยรุ่นเฮฟวีเวตที่มีอัตราการน็อกสูงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ จุดแข็งของเขาคือการเข้าทำในจังหวะที่แม่นยำ แต่จุดที่ถูกวิเคราะห์กันมาตลอดคืออาการ “เสียหลักทางจิตใจ” เมื่อโดนโต้กลับ ซึ่งเห็นได้จากไฟต์อุ่นเครื่องล่าสุดที่เขาโดนสอยร่วงถึงสองครั้งในยกแรก ก่อนจะรวบรวมสติกลับมาน็อกคู่ชกได้สำเร็จ ความสามารถในการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดแบบนี้เองที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะบอกได้ว่าเขาพร้อมรับมือกับความกดดันของไฟต์ใหญ่ระดับนี้หรือไม่
ในมุมของวิทยาศาสตร์การกีฬา การเตรียมตัวของนักมวยระดับนี้ไม่ได้จบแค่การซ้อมชกกระสอบ แต่รวมถึงการวางแผนโภชนาการเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในจุดที่ทรงพลังที่สุด การฝึกความอึดของระบบหัวใจและหลอดเลือดเพื่อรองรับการชกยาวถึง 12 ยก รวมถึงการทำงานร่วมกับทีมนักจิตวิทยาการกีฬาเพื่อควบคุมความกดดันในไฟต์ที่มีมูลค่าสูงและถูกจับตามองจากทั่วโลก นี่คือสิ่งที่ทำให้มวยระดับพรีเมียมแตกต่างจากมวยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ล้วนมีผลต่อผลแพ้ชนะได้ทั้งสิ้น
มิติจิตใจ: ทำไมคนทั้งโลกถึงยังคลั่งไคล้ไฟต์นี้
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมไฟต์ที่ทั้งคู่ไม่ได้เป็นแชมป์โลกอีกต่อไปแล้ว ถึงยังคงสร้างกระแสได้มากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่เรื่องราวความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนักกีฬาทั้งสองคน ฟิวรีเคยผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต ทั้งปัญหาสุขภาพจิต การเสพติด และการโดนแบนจากวงการ ก่อนจะกลับมาผงาดเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง เรื่องราวของเขาจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากที่กำลังต่อสู้กับปัญหาชีวิตของตัวเอง ส่วนโจชัวคือสัญลักษณ์ของวินัยและความมุ่งมั่น เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มที่เกือบหลงผิดไปกับปัญหาสังคม ก่อนจะพลิกชีวิตตัวเองผ่านกีฬาจนกลายเป็นแชมป์โอลิมปิกและแชมป์โลกอาชีพ
สำหรับคนรุ่นใหม่ อายุตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวกีฬาธรรมดา แต่มันคือบทเรียนเรื่องวินัยในการใช้ชีวิต การล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงแทบทุกวันโดยไม่มีวันหยุด การควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด หรือการบริหารจัดการความกดดันจากสื่อและแฟนคลับนับล้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับชีวิตการทำงานหรือการพัฒนาตัวเองในโลกยุคปัจจุบัน ไม่แปลกที่หลายคนถึงมองว่านักมวยระดับโลกไม่ต่างอะไรจาก “ผู้บริหารองค์กรที่ชื่อว่าร่างกายตัวเอง” ที่ต้องบริหารทั้งเวลา พลังงาน และจิตใจให้สมดุลในทุกๆ วัน
มิติธุรกิจ: เมื่อ UFC พยายามยึดหัวหาดวงการมวยโลก
ในมุมของธุรกิจกีฬา ไฟต์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสองนักมวย แต่มันคือสมรภูมิของสองขั้วอำนาจในวงการกีฬาต่อสู้ ฝั่งหนึ่งคือระบบโปรโมชั่นมวยแบบดั้งเดิมที่มี เอ็ดดี เฮิร์น และแมตช์รูมเป็นผู้เล่นหลักมานานหลายทศวรรษ อีกฝั่งคือ ซัฟฟา บ็อกซิง องค์กรน้องใหม่ที่นำโดยดานา ไวท์ ร่วมกับ นิค ข่าน ประธาน WWE โดยมีเตอร์กี อัลอัลชีค นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียถือหุ้นอยู่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในองค์กรนี้ การที่ไวท์ ผู้ปั้น UFC จนกลายเป็นอาณาจักรกีฬาต่อสู้ระดับโลกได้สำเร็จ ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการมวยสากล จึงถูกจับตามองว่าเป็นความพยายามใช้สูตรสำเร็จแบบ UFC มาปรับใช้กับวงการมวยที่ขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายของสายโปรโมชั่นที่แตกกระจายไปหลายค่าย
แต่เส้นทางของซัฟฟา บ็อกซิงก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนอกจากศึกสัญญากับฝั่งเฮิร์นแล้ว องค์กรนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งรายอื่นในวงการ อย่างค่าย Boxxer ที่ออกมาส่งหนังสือเตือนทางกฎหมายในประเด็นการดึงตัวนักมวยและบุคลากรข้ามค่าย สะท้อนให้เห็นว่าการพยายามสร้างระบบนิเวศใหม่ในวงการที่มีผู้เล่นเดิมฝังรากลึกมานาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้จะมีเงินทุนมหาศาลหนุนหลังก็ตาม
ในอีกมุมหนึ่ง การแย่งชิงสถานที่จัดงานระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา ก็สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของธุรกิจกีฬายุคสตรีมมิงได้เป็นอย่างดี เพราะการจัดที่อังกฤษหมายถึงฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นและประวัติศาสตร์ความเป็นมวยของเกาะอังกฤษ แต่การจัดที่สหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะที่ Madison Square Garden หรือสนามใหญ่ในลาสเวกัส-ลอสแอนเจลิส หมายถึงโอกาสในการเข้าถึงตลาดผู้ชมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและช่วงเวลาถ่ายทอดสดที่เหมาะกับผู้ชมชาวอเมริกันมากกว่า นักวิเคราะห์วงในมองว่าหากฝั่งโจชัวไม่ยอมสละสิทธิ์การจัดงานในสหราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าเพิ่มเติม กลุ่มทุนที่หนุนหลังไฟต์นี้อาจต้องเลือกระหว่างการยอมจัดงานที่อังกฤษทั้งที่รายได้จากตลาดอเมริกาจะลดลง หรือทุ่มเงินเพิ่มเพื่อย้ายไปนิวยอร์กให้ได้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีต้นทุนที่สูงทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือมุมมองที่ว่า คุณค่าทางกีฬาของไฟต์นี้อาจลดน้อยลงไปตามกาลเวลา เพราะทั้งฟิวรีและโจชัวต่างไม่ได้เป็นเจ้าของเข็มขัดแชมป์โลกอีกต่อไปแล้ว หลายฝ่ายมองว่านี่คือไฟต์ของนักมวยรุ่นเก๋าที่ต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเงินจากความคลาสสิกของคู่ปรับที่ถูกปล่อยให้ค้างคาไว้นานเกินไป มากกว่าจะเป็นไฟต์ชิงความเป็นหนึ่งของวงการอย่างแท้จริง แต่ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับแฟนมวยชาวอังกฤษแล้ว นี่ยังคงเป็นหนึ่งในไฟต์ในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่ามูลค่าในเชิงกีฬาจะลดลงไปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม
บทสรุป: เมื่อธุรกิจกับกีฬาไม่เคยแยกออกจากกัน
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของ ฟิวรี VS โจชัว ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำถามว่า “ใครจะชนะ” แต่เป็นภาพสะท้อนของวงการกีฬายุคใหม่ที่เงิน อำนาจการเจรจา และรายละเอียดทางกฎหมายในสัญญา มีน้ำหนักไม่แพ้ฝีมือการชกบนสังเวียน ดานา ไวท์ ผู้ที่เคยพลิกโฉมวงการ MMA ให้กลายเป็นธุรกิจระดับโลกได้สำเร็จ กำลังเรียนรู้ว่าการเข้าสู่วงการมวยสากลที่มีวัฒนธรรมและระบบนิเวศแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ง่ายๆ เพียงเพราะมีเงินทุนมหาศาลอยู่เบื้องหลัง
คำถามที่แท้จริงที่ยังคงค้างคาใจแฟนกีฬาทั่วโลกจึงไม่ใช่แค่ว่า “ไฟต์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่” แต่คือ “เมื่อไฟต์ที่ควรจะยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ต้องแลกมาด้วยสงครามผลประโยชน์เบื้องหลังม่านแบบนี้ มันยังคงคุณค่าความเป็นกีฬาที่บริสุทธิ์อยู่มากแค่ไหน” หรือบางที นี่อาจเป็นความจริงใหม่ของวงการกีฬาระดับโลกในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลและการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดไม่แพ้บนสังเวียนเลยก็เป็นได้
สรุปประเด็นสำคัญ
- ดานา ไวท์ ไม่พอใจที่ไฟต์ ฟิวรี VS โจชัว ยังไม่คืบหน้า ทั้งที่อ้างว่าตนได้เจรจาดีลทีวีและสถานที่จัดงานไว้แล้ว
- สัญญาของทั้งสองนักมวยระบุห้าม ดานา ไวท์ และซัฟฟา บ็อกซิง เข้ามามีบทบาทในการโปรโมตงานอย่างเป็นทางการ
- สัญญาของโจชัวล็อกว่าต้องจัดที่สหราชอาณาจักร ขณะที่สัญญาของฟิวรีเปิดกว้างกว่า ทำให้เกิดกระแสข่าวย้ายไปจัดที่สหรัฐอเมริกา
- ทั้งคู่ผ่านไฟต์อุ่นเครื่องมาแล้ว โดยโจชัวน็อกคริสเตียน เปรนกา และฟิวรีเอาชนะทีเคโอ มาริอุสซ์ วาค
- ไฟต์นี้สะท้อนภาพสมรภูมิธุรกิจระหว่างระบบโปรโมชั่นมวยดั้งเดิมกับโมเดลแบบ UFC ที่ ดานา ไวท์ พยายามผลักดัน
คำถามที่พบบ่อย
ไฟต์ ไทสัน ฟิวรี VS แอนโทนี โจชัว จะจัดขึ้นเมื่อไหร่ A: ยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่นอน แม้จะมีกระแสข่าวพูดถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ปมเรื่องสถานที่จัดงานยังเป็นข้อพิพาทที่ยังไม่จบ
ทำไม ดานา ไวท์ ถึงถูกห้ามยุ่งกับการโปรโมตไฟต์นี้ A: เพราะในสัญญาของทั้งฟิวรีและโจชัวมีข้อกำหนดชัดเจนว่าห้ามดานา ไวท์และซัฟฟา บ็อกซิง เข้ามามีบทบาทในการโปรโมตงานอย่างเป็นทางการ
ไฟต์นี้จะจัดที่ประเทศไหน A: ตามสัญญาเดิมของโจชัวต้องจัดในสหราชอาณาจักร แต่มีกระแสข่าวว่าฝ่ายไวท์และผู้สนับสนุนต้องการผลักดันให้ย้ายไปจัดที่สหรัฐอเมริกาแทน
ซัฟฟา บ็อกซิง คืออะไร A: เป็นองค์กรโปรโมตมวยสากลน้องใหม่ที่นำโดยดานา ไวท์ และนิค ข่าน ประธาน WWE โดยมีเตอร์กี อัลอัลชีคถือหุ้นใหญ่
ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซัฟฟา บ็อกซิง A: เตอร์กี อัลอัลชีค นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียถือหุ้นอยู่ราว 60 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรนี้
โจชัวชกไฟต์อุ่นเครื่องล่าสุดกับใคร A: เขาชกกับคริสเตียน เปรนกา และปิดจ๊อบด้วยการน็อกในยกที่สอง ทั้งที่โดนสอยร่วงถึงสองครั้งในยกแรก
ฟิวรีชกไฟต์อุ่นเครื่องล่าสุดกับใคร A: เขาเอาชนะทีเคโอ มาริอุสซ์ วาค ได้สำเร็จในยกที่เจ็ด
สนามที่ถูกพูดถึงว่าอาจเป็นเจ้าภาพในสหรัฐอเมริกามีที่ไหนบ้าง A: มีการพูดถึง SoFi Stadium ในลอสแอนเจลิส Allegiant Stadium ในลาสเวกัส และ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก
ทำไมเอ็ดดี เฮิร์นถึงยืนกรานว่าต้องจัดในสหราชอาณาจักร A: เพราะสัญญาที่โจชัวเซ็นกับฝ่ายอัลอัลชีคระบุไว้ชัดเจนว่าไฟต์ต้องจัดขึ้นในสหราชอาณาจักรเท่านั้น
ไฟต์นี้ยังคุ้มค่าในเชิงกีฬาหรือไม่ เพราะทั้งคู่ไม่ได้เป็นแชมป์โลกแล้ว A: นักวิเคราะห์มองว่าคุณค่าทางกีฬาลดลงไปบ้างเพราะทั้งคู่ไม่ได้ครองเข็มขัดแชมป์โลกแล้ว แต่ในแง่กระแสความสนใจของแฟนมวยยังคงสูงมาก
ซัฟฟา บ็อกซิง มีปัญหากับค่ายมวยอื่นด้วยหรือไม่ A: มีรายงานว่าค่าย Boxxer เคยส่งหนังสือเตือนทางกฎหมายเรื่องการดึงตัวนักมวยและบุคลากรข้ามค่าย ซึ่งสะท้อนแรงเสียดทานในวงการ
สไตล์การชกของฟิวรีและโจชัวต่างกันอย่างไร A: ฟิวรีเน้นการอ่านเกม ควบคุมจังหวะ และหลบหลีกเก่ง ส่วนโจชัวเน้นพลังหมัดและความเร็ว แต่มีจุดอ่อนเรื่องการรับมือแรงกดดันเมื่อโดนโต้กลับ