ในโลกของฟุตบอลยุคใหม่ ตัวเลขค่าตัวไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า “อนาคต” มีราคาเท่าไหร่ และในซัมเมอร์นี้ ทีมน้องใหม่แห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง โคเวนทรี ซิตี้ กำลังจะจ่ายราคานั้นให้กับเด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปี ที่ยังไม่ทันตั้งตัวดีในลีกสูงสุดของยุโรป
ลองจินตนาการดูว่า เด็กชายคนหนึ่งที่เกิดในเมืองโคนาครี ประเทศกินี ย้ายตามครอบครัวมาปักหลักที่ฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 5 ขวบถูกปั้นในทีมเยาวชนของอองเช่ร์ตั้งแต่ปี 2019 เพิ่งเซ็นสัญญาอาชีพเมื่อกลางปี 2023 และเพิ่งลงเล่นทีมชุดใหญ่นัดแรกในเดือนมกราคม 2024 เท่านั้น แต่ผ่านไปเพียงสองปีเศษ เด็กคนนี้กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในดีลที่แพงที่สุดของตลาดซื้อขายนักเตะอังกฤษซัมเมอร์นี้ นี่คือเรื่องราวของ ซิดิกี เชริฟ ศูนย์หน้าดาวรุ่งที่ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเฟเนร์บาห์เช่ต้องยอมปล่อยตัวทั้งที่เพิ่งซื้อขาดมาหมาดๆ
จากท่าเรือกินีสู่กรอบเขตโทษยุโรป เส้นทางที่เร็วเกินคาด
เด็กชายจากโคนาครีที่ครอบครัวพาข้ามทวีป
เชริฟเกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2006 ที่กรุงโคนาครี ประเทศกินี ก่อนจะย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ครอบครัวของเขาตั้งรกรากอยู่ในแถบภูมิภาคลัวร์ตอนกลาง ก่อนที่เขาจะเข้าสู่อะคาเดมีของอองเช่ร์ในปี 2019 ตอนอายุ 12 ปี เรื่องราวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการลูกหนังยุโรป แต่สิ่งที่ทำให้เชริฟแตกต่างคือความเร็วของพัฒนาการ เพราะเขาเริ่มเข้าตาแมวมองทีมชาติเยาวชนฝรั่งเศส และได้ลงเล่นให้ทีมชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ตั้งแต่ปี 2022 ทว่าจนถึงวันนี้ เขายังไม่เคยได้ลงสนามในนามทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่แม้แต่นัดเดียว และสถานะการเลือกทีมชาติระหว่างฝรั่งเศสกับกินี ยังคงเป็นปริศนาที่แฟนบอลทั้งสองประเทศจับตา
อองเช่ร์ โรงงานปั้นดาวรุ่งที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง
ถ้าพูดถึงสโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักเตะดาวรุ่งในลีกเอิงฝรั่งเศส หลายคนอาจนึกถึงลียงหรือแรนส์ก่อน แต่ อองเช่ร์ เอสซีโอ คือสโมสรที่ผลิตนักเตะคุณภาพออกมาต่อเนื่องด้วยงบประมาณที่น้อยกว่ามาก และเชริฟคือผลผลิตล่าสุดในสายพานนี้ เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับอองเช่ร์ในเดือนกรกฎาคม 2023 และได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่นัดแรกในเกมลีกเอิง 2 พ่ายลาวาล 0-1 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2024 ด้วยวัยเพียง 16 ปี 7 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับตำแหน่งศูนย์หน้าที่ปกติต้องใช้เวลาบ่มเพาะร่างกายให้แข็งแกร่งก่อน
ฤดูกาล 2025-26 กลายเป็นซีซั่นแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริงเขายิงได้ 4 ประตูจาก 19 นัดในลีกเอิง รวมถึงประตูสำคัญที่ช่วยทีมเก็บแต้มเสมอกับทั้งโมนาโกและมาร์กเซย ผลงานระดับนี้ทำให้สโมสรใหญ่เริ่มจับตา และในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาได้ย้ายไปร่วมทีมเฟเนร์บาห์เช่ด้วยสัญญายืมตัวพร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อขาด แม้จะมีสโมสรจากพรีเมียร์ลีกอย่างคริสตัล พาเลซสนใจอยู่ก็ตาม
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังหมัดเด็ดในกรอบเขตโทษ
ร่างกาย 188 ซม. กับสไตล์ศูนย์หน้าที่ตลาดยุโรปโหยหา
เชริฟมีส่วนสูง 1.88 เมตร ซึ่งถือเป็นสัดส่วนในอุดมคติสำหรับศูนย์หน้าเป้าสมัยใหม่ ผสานร่างกายที่แข็งแกร่งเข้ากับความเร็วในการวิ่งเข้าทำช่องว่าง จุดแข็งของเขาไม่ใช่แค่การยืนรอจบสกอร์อยู่หน้าประตูเหมือนศูนย์หน้าแบบดั้งเดิม แต่คือความสามารถในการดึงตัวลงมารับบอลกลางสนาม ก่อนหันหลังบุกทะลวงแนวรับด้วยพลังกายที่เหนือกว่าคู่แข่งวัยเดียวกัน สื่อในลีกเอิงเคยบรรยายว่าเขา “แข็งแกร่ง ทรงพลัง และแม่นยำ” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทีมสไตล์เกมรุกตรงอย่างโคเวนทรีต้องการอย่างยิ่ง
จากมุมมองวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่างกายของนักเตะวัยรุ่นที่กำลังเติบโตในช่วงอายุ 17-20 ปี มักผ่านช่วง “หน้าต่างการพัฒนากล้ามเนื้อ” ที่สำคัญที่สุด นักเตะที่เพิ่งผ่านช่วงนี้แล้วยังรักษาความเร็วและความคล่องตัวไว้ได้ อย่างเชริฟ มักถูกมองว่ามีแนวโน้มพัฒนาไปได้อีกไกล เพราะร่างกายพร้อมรับภาระงานหนักของลีกที่ใช้พละกำลังสูงอย่างพรีเมียร์ลีกได้ดีกว่านักเตะที่ยังบอบบาง
ทำไมสโมสรยักษ์ใหญ่ถึงยอมจ่ายแพงสำหรับนักเตะที่ยังไม่ตกผลึก
ที่เฟเนร์บาห์เช่ ผลงานของเชริฟยังไม่โดดเด่นนัก เขาทำได้ 3 ประตู 1 แอสซิสต์ จาก 17 นัดในทุกรายการ ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสโมสรจากตุรกีเพิ่งเสริมทัพด้วยดาวยิงระดับโลกอย่างโรมาลู ลูกากู และปีกอย่างเมสัน กรีนวูด ทำให้พื้นที่ในทีมชุดใหญ่ของเชริฟลดน้อยลง นี่คือบทเรียนสำคัญของวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน นั่นคือ “เวลาลงสนาม” มีค่ามากกว่าชื่อสโมสรใหญ่ นักเตะดาวรุ่งที่ต้องการพัฒนาต่อเนื่อง จำเป็นต้องเลือกทีมที่ให้โอกาสจริง มากกว่าทีมที่มีโลโก้สวยแต่ต้องนั่งม้านั่งสำรอง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ดีลย้ายไปโคเวนทรีสมเหตุสมผลทั้งสองฝ่าย เพราะสโมสรจากมิดแลนด์กำลังต้องการศูนย์หน้าตัวจริงในระยะยาว
แรงบันดาลใจเบื้องหลังนักเตะที่ค่าตัวพุ่งเร็วกว่าที่ใครคาดคิด
จากตัวสำรองอะคาเดมีสู่เป้าหมายของทั้งพรีเมียร์ลีกและซูเปอร์ลีก
เรื่องราวของเชริฟสะท้อนแก่นแท้ของสิ่งที่คนรุ่นใหม่อายุ 18-40 ปี มักพูดถึงในเรื่องการพัฒนาตัวเอง นั่นคือ “จังหวะเวลา” กับ “วินัยสม่ำเสมอ” สำคัญพอๆ กับพรสวรรค์ เพียงสองปีจากวันที่เขาลงเล่นทีมชุดใหญ่นัดแรกในลีกเอิง 2 ที่แทบไม่มีใครรู้จัก จนถึงวันนี้ที่สื่อสายฟุตบอลของแอฟริกาต่างยกให้เขาเป็นความหวังดวงใหม่ เชริฟไม่เคยหยุดพัฒนาแม้แต่ในช่วงที่โอกาสลงสนามลดลงที่เฟเนร์บาห์เช่
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเผชิญการแข่งขันตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทีมที่เต็มไปด้วยดาวเตะระดับโลก เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้หรือขอย้ายทีมเพราะความท้อแท้ แต่ทีมงานเบื้องหลังของเขามองเห็นโอกาสที่เหมาะสมกว่าในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกที่ให้โอกาสนักเตะอายุน้อยได้พิสูจน์ตัวเองในสนามจริงมากกว่า นี่คือบทเรียนที่ใช้ได้กับคนทำงานทุกวงการ การเลือกเวทีที่ใช่ บางครั้งสำคัญกว่าการอยู่ในองค์กรที่มีชื่อเสียงที่สุด
บทเรียนเรื่องวินัยที่คนวัยทำงานเอาไปใช้ได้
เส้นทางของเชริฟยังสะท้อนอีกประเด็นหนึ่งที่คนรุ่นทำงานเข้าใจดี นั่นคือความสำคัญของ “การลงทุนกับตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย” เขาเริ่มเข้าอะคาเดมีตั้งแต่อายุ 12 ปี ใช้เวลาบ่มเพาะทักษะกว่า 7 ปี ก่อนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของค่าตัวหลักสิบล้านปอนด์ นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอที่สะสมมาอย่างยาวนาน แนวคิดแบบนี้สามารถถอดบทเรียนมาใช้ได้ทั้งในสายงานกีฬา ธุรกิจ หรือแม้แต่การพัฒนาทักษะส่วนตัวในโลกการทำงานยุคดิจิทัล ที่ผลลัพธ์มักไม่ปรากฏทันที แต่จะสะสมพอกพูนจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเสมอ
ธุรกิจลูกหนังยุคใหม่ เมื่อดาวรุ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องรีบเก็บ
เหตุใดโคเวนทรีต้องเดิมพันหนักในซัมเมอร์นี้
การกลับสู่พรีเมียร์ลีกของโคเวนทรี ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะนี่คือการกลับมาเล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 25 ปี หลังจากตกชั้นไปตั้งแต่ฤดูกาล 2000-01 และเส้นทางของพวกเขายิ่งน่าทึ่งกว่านั้น เพราะโคเวนทรีคือสโมสรแรกที่เคยตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปจนถึงลีกทู (ระดับที่สี่ของอังกฤษ) แล้วสามารถไต่กลับขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนานนักเตะเชลซี ที่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 และพาทีมคว้าแชมป์แชมเปียนชิพในฤดูกาล 2025-26 ได้สำเร็จด้วยชัยชนะถล่มพอร์ทสมัธ 5-1 ในนัดปิดฉากที่บ้าน
ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นเกมริมเส้น การเปิดบอลเข้ากรอบ และเกมรุกที่ทรงพลังดุดันแบบทีมสไตล์บอร์นมัธหรือเบรนท์ฟอร์ด โคเวนทรีจำเป็นต้องมีศูนย์หน้าที่แข็งแกร่งพอจะรับบอลกลางอากาศและต่อสู้กับกองหลังพรีเมียร์ลีกได้ นี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ลังเลจะทุ่มเงินก้อนใหญ่ในซัมเมอร์นี้ โดยก่อนหน้าดีลเชริฟ สโมสรใช้เงินไปแล้วกว่า 92 ล้านปอนด์กับนักเตะ 6 คน รวมถึงกุสตาโว ฮาแมร์และคาร์ล รัชเวิร์ธ พร้อมกับดีลเซ็นไทโว อาโวนิยีจากนอตติงแฮม ฟอเรสต์อีก 17 ล้านปอนด์ ถ้ารวมค่าตัวเชริฟเข้าไปด้วยโคเวนทรีจะใช้เงินซัมเมอร์นี้มากกว่า 129.5 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดใช้เสียอีก สะท้อนความมุ่งมั่นของทีมน้องใหม่ที่ไม่อยากตกชั้นกลับไปแบบทีมเลื่อนชั้นทั่วไป
สำหรับตัวดีลเชริฟเอง ตัวเลขค่าตัวที่รายงานออกมาก็มีความหลากหลายตามแหล่งข่าว บ้างระบุว่าอยู่ที่ราว 20.95 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 24.5 ล้านยูโร พร้อมสัญญา 5 ปี ขณะที่แหล่งข่าวจากตุรกีระบุว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่า 25 ล้านยูโรเมื่อรวมโบนัสทั้งหมด ไม่ว่าตัวเลขสุดท้ายจะปิดที่เท่าไหร่ สิ่งที่ชัดเจนคือมูลค่านี้สูงกว่าราคาประเมินตลาดของทรานส์เฟอร์มาร์คท์ที่ตั้งไว้เพียง 18 ล้านยูโรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในตลาดยุคนี้ที่สโมสรพรีเมียร์ลีกยินดีจ่ายเกินราคาตลาดเพื่อแลกกับศักยภาพในระยะยาว
อนาคตของเชริฟกับทางแยกทีมชาติและเส้นทางในพรีเมียร์ลีก
หากดีลนี้เสร็จสมบูรณ์ เชริฟจะได้ก้าวเข้าสู่ลีกที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกทันที โดยโคเวนทรีมีคิวเปิดสนามด้วยการเยือนแชมป์เก่าอย่างอาร์เซนอล ก่อนจะพบพลีมัธ อาร์ไกล์ ในศึกอีเอฟแอลคัพรอบสอง ซึ่งจะเป็นบททดสอบแรกว่าร่างกายและทักษะของเขาพร้อมรับมือความเข้มข้นระดับพรีเมียร์ลีกหรือยัง
ในเชิงธุรกิจ ดีลลักษณะนี้สะท้อนเทรนด์ที่ชัดเจนในวงการลูกหนังยุคดิจิทัล นั่นคือสโมสรต่างๆ ทั่วโลกใช้ข้อมูลและระบบแมวมองที่ทันสมัยกว่าเดิมมากในการตามล่าดาวรุ่งตั้งแต่ยังเล่นอยู่ในลีกรอง การที่นักเตะวัย 19 ปีที่เพิ่งเล่นทีมชุดใหญ่มาไม่ถึง 3 ปี สามารถสร้างมูลค่าตัวเองได้ถึงหลักยี่สิบล้านปอนด์ พิสูจน์ว่าตลาดซื้อขายนักเตะกำลังให้ความสำคัญกับ “ศักยภาพในอนาคต” มากกว่า “ผลงานที่พิสูจน์แล้ว” มากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือความเสี่ยงที่สโมสรอย่างโคเวนทรีต้องยอมรับ เพราะพวกเขากำลังซื้อ “ของที่ยังไม่สำเร็จรูป” ด้วยราคาที่เกือบเท่ากับดาวเตะที่พิสูจน์ตัวเองแล้วในลีกสูงสุด
บทสรุป เดิมพันครั้งใหญ่ที่จะพิสูจน์กันในสนามจริง
การย้ายทีมของซิดิกี เชริฟ ไม่ใช่แค่ข่าวลือในตลาดซื้อขายนักเตะ แต่คือภาพสะท้อนของวงการฟุตบอลยุคใหม่ที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เด็กหนุ่มจากโคนาครีที่เพิ่งลงเล่นทีมชุดใหญ่นัดแรกเมื่อต้นปี 2024 กำลังจะกลายเป็นความหวังของทีมที่เพิ่งกลับมาลีกสูงสุดหลังรอการรอคอยนานถึง 25 ปี คำถามที่แฟนบอลทุกคนต้องจับตาต่อจากนี้คือ เชริฟจะสามารถแปลงศักยภาพที่ทำให้สโมสรยอมจ่ายค่าตัวมหาศาล ให้กลายเป็นประตูจริงในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงของวงการลูกหนังที่หลงเชื่อในศักยภาพมากเกินไป คำตอบจะปรากฏให้เห็นตลอดฤดูกาล 2026-27 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
- โคเวนทรี ซิตี้ ตกลงค่าตัวซิดิกี เชริฟ ศูนย์หน้าดาวรุ่งชาวกินีวัย 19 ปี กับเฟเนร์บาห์เช่ ในราคาราว 20.5-21 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญา 5 ปี
- เชริฟเติบโตจากอะคาเดมีอองเช่ร์ตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนย้ายไปเฟเนร์บาห์เช่แบบยืมตัวเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 แต่ได้ลงเล่นน้อยลงหลังทีมเสริมลูกากูและกรีนวูด
- โคเวนทรีทุ่มเงินซัมเมอร์นี้กว่า 129.5 ล้านปอนด์ มากกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อเตรียมทัพสู้ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกในรอบ 25 ปี
- เชริฟยังไม่ตัดสินใจว่าจะเล่นทีมชาติกินีบ้านเกิด หรือฝรั่งเศสที่เขาเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
- ดีลนี้สะท้อนเทรนด์ตลาดนักเตะยุคใหม่ที่สโมสรยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อศักยภาพในอนาคตมากกว่าผลงานที่พิสูจน์แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
Q: ซิดิกี เชริฟ คือใคร A: เขาคือศูนย์หน้าชาวกินีวัย 19 ปี เกิดที่โคนาครี เติบโตในอะคาเดมีอองเช่ร์ของฝรั่งเศส ก่อนย้ายไปเฟเนร์บาห์เช่และกำลังจะย้ายมาโคเวนทรี ซิตี้
Q: ค่าตัวของเชริฟที่โคเวนทรีจ่ายให้เฟเนร์บาห์เช่อยู่ที่เท่าไหร่ A: รายงานส่วนใหญ่ระบุตัวเลขอยู่ระหว่าง 20.5-21 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 24-25 ล้านยูโร ขึ้นอยู่กับว่ารวมโบนัสหรือไม่
Q: ทำไมเฟเนร์บาห์เช่ถึงยอมปล่อยเชริฟทั้งที่เพิ่งซื้อขาดมาไม่นาน A: เพราะสโมสรเพิ่งเสริมทัพด้วยดาวยิงชื่อดังอย่างโรมาลู ลูกากูและเมสัน กรีนวูด ทำให้พื้นที่ในทีมชุดใหญ่สำหรับเชริฟลดน้อยลงมาก
Q: เชริฟเคยเล่นให้ทีมชาติชุดไหนมาบ้าง A: เขาเคยติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดอายุไม่เกิน 16 ปี แต่ยังไม่เคยลงสนามจริง และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเล่นให้กินีหรือฝรั่งเศสในอนาคต
Q: โคเวนทรี ซิตี้ กลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบกี่ปี A: เป็นการกลับมาเล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ตกชั้นไปเมื่อฤดูกาล 2000-01
Q: ใครคือผู้จัดการทีมของโคเวนทรี ซิตี้ ในปัจจุบัน A: แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษและเชลซี ที่คุมทีมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 และพาทีมคว้าแชมป์แชมเปียนชิพฤดูกาล 2025-26
Q: โคเวนทรีใช้เงินซื้อนักเตะซัมเมอร์นี้ไปทั้งหมดเท่าไหร่ A: รวมดีลเชริฟและอาโวนิยีแล้ว คาดว่าโคเวนทรีจะใช้เงินไปมากกว่า 129.5 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดใช้ในซัมเมอร์เดียวกัน
Q: เชริฟทำผลงานอย่างไรตอนอยู่กับอองเช่ร์ A: ในฤดูกาล 2025-26 เขายิงได้ 4 ประตูจาก 19 นัดในลีกเอิง รวมถึงประตูสำคัญที่ช่วยทีมเก็บแต้มเสมอกับโมนาโกและมาร์กเซย
Q: เชริฟจะได้ลงเล่นนัดแรกในพรีเมียร์ลีกเมื่อไหร่ A: หากดีลเสร็จสมบูรณ์ทันเวลา โคเวนทรีมีคิวเปิดสนามพบอาร์เซนอล แชมป์เก่า ก่อนจะพบพลีมัธ อาร์ไกล์ ในศึกอีเอฟแอลคัพรอบสอง
Q: จุดแข็งในการเล่นของเชริฟคืออะไร A: เขามีส่วนสูง 1.88 เมตร ผสานความแข็งแกร่งของร่างกายกับความสามารถในการดึงบอลลงมาเล่นและวิ่งทะลุแนวรับ เหมาะกับเกมรุกที่เน้นบอลตั้งและครอสของโคเวนทรี
Q: มีทีมอื่นสนใจเซ็นสัญญากับเชริฟก่อนหน้านี้หรือไม่ A: มี คริสตัล พาเลซจากพรีเมียร์ลีกเคยแสดงความสนใจในตัวเขาตั้งแต่ช่วงที่เขายังอยู่กับอองเช่ร์ ก่อนที่เขาจะเลือกย้ายไปเฟเนร์บาห์เช่แทน
Q: มูลค่าตลาดของเชริฟตามการประเมินของทรานส์เฟอร์มาร์คท์อยู่ที่เท่าไหร่ A: อยู่ที่ประมาณ 18 ล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่าค่าตัวที่โคเวนทรีตกลงจ่ายจริงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเขา