นักชกที่ไม่เคยสวมนวมใหญ่กติกาคิกบ็อกซิงแม้แต่ไฟต์เดียวในชีวิต ก้าวขึ้นสังเวียนครั้งแรกแล้วน็อกคู่ต่อสู้ร่วงกลางยกที่สอง แถมยังลั่นวาจาท้าชิงบัลลังก์แชมป์โลกทันทีที่ก้าวลงจากเวที นี่ไม่ใช่บทละครที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างกระแส แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ นิโค คาร์ริลโล นักชกชาวสกอตแลนด์ผู้เป็นเจ้าของแชมป์โลกมวยไทยรุ่นเฟเธอร์เวตของ ONE Championship ในปัจจุบัน
เหตุการณ์นี้จุดกระแสให้วงการศิลปะการต่อสู้ทั่วโลกต้องหันมาจับตา เพราะฝั่งของ ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน เจ้าของแชมป์โลกคิกบ็อกซิงรุ่นเดียวกัน ก็ไม่รอช้าที่จะออกมาส่งสัญญาณตอบรับความท้าทายทันที คำถามที่ตามมาคือ ทำไมนักสู้ระดับโลกถึงกล้าข้ามกติกาที่ตัวเองไม่คุ้นเคยเพื่อไล่ล่าความยิ่งใหญ่ และเรื่องนี้จะพาวงการกีฬาต่อสู้ไปสู่ทิศทางไหนต่อในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยกระแสดิจิทัล บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น ตั้งแต่รากเหง้าของทั้งสองกีฬา ไปจนถึงอนาคตของวงการที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จุดเริ่มไฟสงคราม เมื่อ “ราชาแห่งภาคเหนือ” ทะลุกำแพงข้ามสังเวียน
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในศึก ONE Fight Night 46 ที่สนามมวยลุมพินี กรุงเทพมหานคร เมื่อนิโค คาร์ริลโล เจ้าของฉายา “King of the North” หรือราชาแห่งภาคเหนือ ตัดสินใจก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซนของตัวเองเป็นครั้งแรก จากนักชกมวยไทยที่คุ้นชินกับนวมสี่ออนซ์ เข่า ศอก และการประชิดตัว มาสู่สังเวียนคิกบ็อกซิงที่ใช้นวมใหญ่และตัดอาวุธบางชนิดออกไป
ผลปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามอย่าง โจว เจียเฉียง นักชกดาวรุ่งชาวจีนที่เพิ่งเปิดตัวกับ ONE Championship ไม่ได้เป็นเหยื่อง่ายๆ ตามที่หลายคนคาดไว้ เพราะในยกแรกเขากลับเป็นฝ่ายกดดันและสร้างปัญหาให้กับคาร์ริลโล ด้วยการยิงหมัดขวาอันหนักหน่วงจนทำให้เจ้าของแชมป์โลกมวยไทยถึงกับสั่นคลอน ส่งสัญญาณว่าค่ำคืนนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด
แต่แล้วในยกที่สอง สัญชาตญาณนักล่าของคาร์ริลโลก็ทำงาน เขาปรับจังหวะ เดินเข้าทำฮุกเข้าลำตัวจนโจวต้องถอยไปติดเชือก ก่อนจะซัดหมัดขวาหนักหน่วงจนคู่ต่อสู้เซถลาไปทั่วเวที และตามเก็บด้วยหมัดขวาต่อเนื่องจนโจวล้มลงและลุกไม่ทันนับแปด จบไฟต์ที่นาทีที่ 2.37 ของยกสอง ผลชัยชนะครั้งนี้ทำให้สถิติการชกของคาร์ริลโลขยับเป็น 30 ชนะ 4 แพ้ และกลายเป็นการเปิดตัวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการคิกบ็อกซิงทันที
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้นคือท่าทีหลังไฟต์ของคาร์ริลโล ที่แม้จะประกาศชัดว่าอยากกลับไปป้องกันแชมป์โลกมวยไทยเป็นภารกิจหลัก และไม่ต้องการรับไฟต์คิกบ็อกซิงเพิ่มเติมอีกแล้ว หากไม่ใช่การชิงแชมป์โลก แต่เขาก็เปิดประตูทิ้งไว้อย่างชัดเจนว่า หากทาง ONE Championship ยื่นโอกาสให้ชิงเข็มขัดคิกบ็อกซิง เขาพร้อมกระโดดขึ้นสังเวียนทันทีโดยไม่ขอผ่านไฟต์ไต่อันดับ นั่นหมายความว่าเป้าหมายเดียวที่เขาต้องการคือการเจอกับแชมป์โลกตัวจริงอย่างซุปเปอร์บอนเท่านั้น
ฝั่งของซุปเปอร์บอนเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย เจ้าของแชมป์โลกคิกบ็อกซิงชาวไทยออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไทยว่าพร้อมเผชิญหน้ากับคาร์ริลโลได้ทั้งในกติกามวยไทยและคิกบ็อกซิง พร้อมทั้งแซวว่าคาร์ริลโลพูดจาราวกับตัวเองเป็นโปรโมเตอร์ที่จัดคู่ชกได้เอง ซึ่งคาร์ริลโลก็สวนกลับทันทีว่าตนไม่เคยพูดจาไม่ดีใส่ซุปเปอร์บอนเลยสักครั้ง แต่ทุกครั้งที่เห็นบทสัมภาษณ์ของซุปเปอร์บอนกลับมีแต่คำพูดเชิงลบใส่ตัวเขาตลอด บทสนทนาระหว่างสองแชมป์โลกจึงกลายเป็นดราม่าที่แฟนมวยทั่วโลกเฝ้าติดตามไม่กะพริบตา
ย้อนรอยเส้นทางสองบัลลังก์ จากรากมวยไทยสู่จักรวาลคิกบ็อกซิง
การจะเข้าใจว่าทำไมศึกนี้ถึงทรงพลังขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางของทั้งสองคน นิโค คาร์ริลโล นักชกวัย 27 ปี จากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ไม่ได้เดินทางสายลัดขึ้นสู่จุดสูงสุด เขาไต่อันดับด้วยการทำน็อกคู่ต่อสู้ระดับแนวหน้าอย่าง สิทธิชัย สิงห์มาวิน และ ลุค เลสไซ จนได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลกชั่วคราว ก่อนจะคว้าแชมป์โลกชั่วคราวรุ่นเฟเธอร์เวตมวยไทยด้วยการเอาชนะ แชโดว์ มาวินน์ นักชกทหารผ่านศึกชาวไทยได้สำเร็จ และก้าวขึ้นสู่การเป็นแชมป์โลกตัวจริงในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ทวนชัย พีเค แสนชัยมวยไทยยิม อดีตเจ้าของบัลลังก์ ตัดสินใจสละแชมป์เนื่องจากอาการบาดเจ็บขาหัก ทำให้คาร์ริลโลก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกมวยไทยตัวจริงแบบไม่มีข้อกังขา นี่คือจุดที่ทำให้เขากล้าเปิดหน้าท้าทายตัวเองด้วยการข้ามสายไปคิกบ็อกซิง เพื่อไล่ล่าฝันการเป็น “แชมป์โลกสองกีฬา” ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ในขณะที่ฝั่งซุปเปอร์บอนคือตำนานที่วงการคิกบ็อกซิงไทยรู้จักดีอยู่แล้ว เขาคือเจ้าของแชมป์โลกคิกบ็อกซิงรุ่นเฟเธอร์เวตของ ONE Championship ที่สั่งสมประสบการณ์ระดับนานาชาติมายาวนาน แต่จุดที่น่าสนใจคือปัจจุบันซุปเปอร์บอนกำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บหลังต้องเข้ารับการผ่าตัดข้อศอก โดยไฟต์ป้องกันแชมป์ที่วางแผนไว้กับหลิว เหมิงหยาง ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำให้ ONE Championship ต้องจัดการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์แปดคนเพื่อหาผู้ท้าชิงคนต่อไป ซึ่งมีนักชกฝีมือดีอย่าง มาซาอากิ โนอิริ, โมฮัมหมัด เซียซารานี, หลัว เชา และ มารัต กริกอเรียน ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เท่ากับว่าคาร์ริลโลกำลังพยายามแทรกตัวเองเข้าไปในสมการนี้ ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ในกติกาคิกบ็อกซิงมาก่อนเลยแม้แต่ไฟต์เดียวก่อนศึกล่าสุด นี่คือความกล้าบ้าบิ่นที่ทำให้แฟนกีฬาต่างยกนิ้วให้กับความมั่นใจของนักชกหนุ่มคนนี้
กติกาเปลี่ยน สมองต้องปรับ ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการข้ามสาย
หลายคนอาจมองว่ามวยไทยกับคิกบ็อกซิงเป็นกีฬาที่คล้ายกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองกีฬามีปรัชญาการต่อสู้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และการข้ามสายจากกีฬาหนึ่งไปอีกกีฬาหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่กับนักชกระดับแชมป์โลก
มวยไทยได้รับฉายาว่า “ศิลปะแห่งแปดเหลี่ยม” หรือ “แปดอาวุธ” เพราะอนุญาตให้ใช้ทั้งหมัด เท้า เข่า และศอก รวมถึงการประชิดตัวหรือคลินช์แบบไม่จำกัดเวลา นักชกสามารถควบคุมคู่ต่อสู้ด้วยการจับคอ ทุ่ม หรือทำเข่าจากระยะประชิด ทำให้มวยไทยเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแกร่งทางร่างกายและความเข้าใจในเชิงมวยปล้ำแบบยืนอยู่ในตัวเดียวกัน
ในทางกลับกัน กติกาคิกบ็อกซิงที่ ONE Championship ใช้อยู่นั้นตัดอาวุธบางชนิดออกไปโดยสิ้นเชิง ภายใต้กติกาคิกบ็อกซิงสากล นักชกสามารถใช้ได้เพียงหมัด เท้า และเข่าเท่านั้น ส่วนการประชิดตัว การใช้ศอก การทุ่ม หรือการสะบัดคู่ต่อสู้ ถือเป็นสิ่งผิดกติกาทั้งหมด นั่นหมายความว่านักมวยไทยที่คุ้นชินกับการใช้ศอกเป็นอาวุธจบเกม หรือใช้การคลินช์เพื่อพักจังหวะและควบคุมเกม จะต้องปรับความคิดใหม่ทั้งหมดเมื่อขึ้นชกในกติกานี้
จุดที่น่าสนใจคือ นักมวยไทยแต่ละคนปรับตัวเข้ากับกติกานี้ได้ไม่เท่ากัน มีตัวอย่างจากนักชกระดับโลกหลายคนที่สะท้อนว่าการตัดคลินช์และศอกออกไปนั้นสร้างความลำบากใจไม่น้อย เพราะร่างกายถูกฝึกให้ตอบสนองด้วยอาวุธเหล่านั้นมาตลอดชีวิตนักกีฬา บางคนถึงกับโดนตัดคะแนนเพราะเผลอใช้คลินช์แบบอัตโนมัติในไฟต์คิกบ็อกซิง สะท้อนว่าการข้ามสายไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นเรื่องของการรีโปรแกรมสมองและระบบประสาทกล้ามเนื้อทั้งหมดใหม่
สำหรับคาร์ริลโล เขามองว่าจุดแข็งของตัวเองคือพลังหมัดที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะสวมนวมขนาดไหน และการที่ไม่ต้องกังวลเรื่องศอกในกติกานี้กลับทำให้เขาสามารถลดการ์ดลงเพื่อเปิดมุมโจมตีได้หลากหลายขึ้น เพราะนวมที่ใหญ่กว่าช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่านวมมวยไทยสี่ออนซ์ ผลการชกกับโจว เจียเฉียง ก็พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้ใช้ได้จริง เพราะแม้จะเจอปัญหาในยกแรก แต่พลังหมัดที่สั่งสมมาจากมวยไทยก็ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในกติกาใหม่
จิตวิทยาแห่งนักสู้สองบัลลังก์ ทำไมโลกถึงคลั่งไคล้เรื่องราวแบบนี้
คำถามที่น่าสนใจกว่าเรื่องกติกาคือ ทำไมความฝันการเป็น “แชมป์โลกสองกีฬาในเวลาเดียวกัน” ถึงทรงพลังต่อจิตใจของทั้งนักกีฬาและแฟนกีฬาขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่แก่นแท้ของการพัฒนาตัวเองที่คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ทุกคนต่างพูดถึงการมีหลายทักษะ หรือการก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซนเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง
การที่นักกีฬาระดับแชมป์โลกยอมทิ้งความสำเร็จที่มั่นคงในกติกาเดิม แล้วเสี่ยงไปเริ่มต้นใหม่ในสนามที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์เลย คือภาพสะท้อนของวินัยและความกล้าที่คนทำงานยุคนี้อยากเห็นและอยากเป็น มันคือบทเรียนที่บอกว่าความสำเร็จในเวทีหนึ่งไม่ได้แปลว่าต้องหยุดพัฒนา แต่สามารถนำทักษะพื้นฐานไปต่อยอดในสนามใหม่ได้เสมอ หากมีวินัยและความมุ่งมั่นมากพอ
อีกมิติหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงคือองค์ประกอบของการปะทะคารมนอกสังเวียน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่วงการกีฬาต่อสู้ใช้สร้างกระแสมาตลอด ก่อนหน้านี้ซุปเปอร์บอนเคยแสดงความเห็นผ่านสื่อต่างประเทศว่าทักษะของคาร์ริลโลอาจไม่ทัดเทียมกับนักชกรุ่นเฟเธอร์เวตตัวจริงอย่างตัวเขาเองหรือทวนชัย คำพูดลักษณะนี้ยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย และทำให้แฟนมวยอยากเห็นการพิสูจน์กันจริงบนสังเวียนมากขึ้นไปอีก เพราะสุดท้ายแล้วคำพูดก็เป็นเพียงคำพูด สิ่งที่จะตัดสินทุกอย่างคือการปะทะกันจริงภายใต้แสงไฟสปอตไลต์
นอกจากนี้ยังมีมิติเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะซุปเปอร์บอนคือตัวแทนของมวยไทยและคิกบ็อกซิงสายไทยแท้ ในขณะที่คาร์ริลโลคือนักชกต่างชาติที่เข้ามาพิสูจน์ตัวเองในเกมของคนไทย การปะทะกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสองนักกีฬา แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีในระดับที่กว้างกว่านั้น เป็นการต่อสู้ที่มีทั้งเรื่องราวความฝัน ความกล้า และอัตตาของนักสู้ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ธุรกิจกีฬาต่อสู้ยุคดิจิทัล ศึกนี้จะพาวงการไปทางไหนต่อ
ในมุมมองของธุรกิจกีฬา ศึกที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคาร์ริลโลกับซุปเปอร์บอนคือตัวอย่างชั้นดีของวิธีที่โปรโมชันกีฬาต่อสู้ยุคใหม่สร้างมูลค่าจากเรื่องราว ไม่ใช่แค่จากฝีมือการชกเพียงอย่างเดียว ONE Championship เองก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากำลังใช้กลยุทธ์การให้นักชกข้ามสายกติกา เพื่อสร้างคู่ปะทะที่มีเดิมพันสูงกว่าปกติ และดึงดูดฐานแฟนคลับจากทั้งสองกีฬาเข้ามาพร้อมกัน
การถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกอย่าง Prime Video ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของสหรัฐอเมริกา ยังสะท้อนถึงทิศทางที่วงการกีฬาต่อสู้กำลังมุ่งไป นั่นคือการขยายฐานผู้ชมออกไปนอกเอเชียให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนกีฬาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นความบันเทิงกระแสหลักระดับโลก การมีนักชกหลากหลายเชื้อชาติอย่างสกอตแลนด์ จีน และไทย มาปะทะกันบนเวทีเดียวกัน คือสูตรสำเร็จที่ตอบโจทย์ผู้ชมทั่วโลกได้อย่างลงตัว
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือระบบทัวร์นาเมนต์แปดคนที่กำลังคัดหาผู้ท้าชิงแชมป์คิกบ็อกซิงคนใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบการแข่งขันที่สร้างความต่อเนื่องของเนื้อหาให้แฟนกีฬาติดตามได้ยาวนานหลายเดือน แทนที่จะจบในไฟต์เดียวแล้วจบเรื่องไป การที่คาร์ริลโลพยายามแทรกตัวเข้ามาในสมการนี้โดยไม่ผ่านทัวร์นาเมนต์ ก็ยิ่งสร้างประเด็นถกเถียงในหมู่แฟนกีฬาว่าเขาสมควรได้รับสิทธิ์ชิงแชมป์ทันทีหรือไม่ ซึ่งการถกเถียงเหล่านี้เองที่กลายเป็นเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่ช่วยขับเคลื่อนยอดผู้ชมได้อย่างมหาศาลโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว
สำหรับอนาคต หากศึกนี้เกิดขึ้นจริงไม่ว่าจะในกติกามวยไทยหรือคิกบ็อกซิง มันจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นิยามทิศทางของวงการกีฬาต่อสู้ยุคต่อไป ว่าผู้ชมยุคดิจิทัลให้คุณค่ากับ “เรื่องราว” และ “การพิสูจน์ตัวเองข้ามขีดจำกัด” มากกว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบเดิมหรือไม่ และหากคาร์ริลโลสามารถคว้าแชมป์โลกที่สองได้จริง เขาจะกลายเป็นต้นแบบให้นักชกรุ่นใหม่กล้าข้ามสายกีฬามากขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวงการศิลปะการต่อสู้ไปอย่างสิ้นเชิงในทศวรรษข้างหน้า
บทสรุป
เรื่องราวของนิโค คาร์ริลโล กับซุปเปอร์บอน ไม่ใช่แค่ดราม่าก่อนไฟต์ธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่นักกีฬาต้องกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อสร้างมูลค่าให้ตัวเองในหลายมิติ ทั้งในแง่ทักษะ ธุรกิจ และตัวตน การที่แชมป์โลกมวยไทยคนหนึ่งกล้าข้ามไปพิสูจน์ตัวเองในกติกาที่ไม่คุ้นเคย แล้วยังกล้าท้าทายแชมป์โลกตัวจริงในกีฬานั้นทันที คือบทเรียนเรื่องความมั่นใจและวินัยที่ประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตนอกสังเวียนเช่นกัน คำถามที่เหลืออยู่คือ หากวันนั้นมาถึงจริง ราชาแห่งภาคเหนือจะสามารถโค่นบัลลังก์แชมป์โลกคิกบ็อกซิงชาวไทยได้หรือไม่ หรือประสบการณ์และความคุ้นเคยในกติกาบ้านเกิดจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- นิโค คาร์ริลโล เปิดตัวคิกบ็อกซิงครั้งแรกด้วยการน็อกโจว เจียเฉียง ยกสอง ที่ ONE Fight Night 46 สถิติขยับเป็น 30 ชนะ 4 แพ้
- คาร์ริลโลประกาศพร้อมชิงแชมป์โลกคิกบ็อกซิงกับซุปเปอร์บอนทันที โดยไม่ขอผ่านไฟต์ไต่อันดับ
- ซุปเปอร์บอนตอบรับความท้าทาย ยืนยันพร้อมดวลได้ทั้งกติกามวยไทยและคิกบ็อกซิง
- กติกาคิกบ็อกซิงตัดศอกและการคลินช์ออกไป ทำให้นักมวยไทยต้องปรับสมองและร่างกายใหม่ทั้งหมด
- ซุปเปอร์บอนยังพักฟื้นจากผ่าตัดข้อศอก ทำให้ไฟต์นี้อาจต้องรอจังหวะที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
นิโค คาร์ริลโล คือใคร A: นักชกชาวสกอตแลนด์วัย 27 ปี เจ้าของแชมป์โลกมวยไทยรุ่นเฟเธอร์เวตของ ONE Championship ฉายา “King of the North”
นิโค คาร์ริลโล ชนะโจว เจียเฉียง ด้วยวิธีไหน A: ชนะน็อกทางเทคนิคในยกที่สอง นาทีที่ 2.37 หลังทำหมัดขวาจนคู่ต่อสู้ล้มลงและลุกไม่ทันนับแปด
ซุปเปอร์บอนคือแชมป์โลกอะไร A: เป็นเจ้าของแชมป์โลกคิกบ็อกซิงรุ่นเฟเธอร์เวตของ ONE Championship
ตอนนี้ซุปเปอร์บอนอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร A: อยู่ระหว่างพักฟื้นจากการผ่าตัดข้อศอก ทำให้ไฟต์ป้องกันแชมป์ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไป
นิโค คาร์ริลโล กับซุปเปอร์บอนจะได้ชกกันจริงหรือไม่ A: ยังไม่มีการยืนยันวันชกอย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างส่งสัญญาณพร้อมเผชิญหน้ากันผ่านสื่อ
มวยไทยกับคิกบ็อกซิงต่างกันอย่างไร A: มวยไทยอนุญาตให้ใช้ศอก เข่า และการคลินช์แบบไม่จำกัดเวลา ส่วนคิกบ็อกซิงอนุญาตเฉพาะหมัด เท้า และเข่าเท่านั้น ห้ามใช้ศอกและคลินช์
ทำไมนิโค คาร์ริลโล ถึงตัดสินใจข้ามไปชกคิกบ็อกซิง A: เพื่อไล่ล่าความฝันการเป็นแชมป์โลกสองกีฬาในเวลาเดียวกัน หลังครองบัลลังก์มวยไทยได้อย่างมั่นคง
สถิติการชกล่าสุดของนิโค คาร์ริลโล เป็นอย่างไร A: หลังชนะโจว เจียเฉียง สถิติของเขาขยับเป็น 30 ชนะ 4 แพ้
ทัวร์นาเมนต์หาผู้ท้าชิงแชมป์คิกบ็อกซิงของซุปเปอร์บอนมีใครบ้าง A: เป็นทัวร์นาเมนต์แปดคน มีนักชกอย่างมาซาอากิ โนอิริ, โมฮัมหมัด เซียซารานี, หลัว เชา และมารัต กริกอเรียน ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ
นิโค คาร์ริลโล จะได้สิทธิ์ชิงแชมป์คิกบ็อกซิงทันทีโดยไม่ผ่านทัวร์นาเมนต์หรือไม่ A: ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ONE Championship ซึ่งยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในขณะนี้
ไฟต์ระหว่างนิโค คาร์ริลโล กับโจว เจียเฉียง จัดขึ้นที่ไหน A: จัดขึ้นที่สนามมวยลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในศึก ONE Fight Night 46
นิโค คาร์ริลโล จะป้องกันแชมป์โลกมวยไทยต่อหรือไม่ A: เขายืนยันว่าจะกลับไปโฟกัสการป้องกันแชมป์โลกมวยไทยเป็นภารกิจหลักต่อไป