ลองจินตนาการว่าคุณทำงานในสายที่คุณเก่งที่สุดมา 30 กว่าปี มีถ้วยรางวัลการันตีฝีมือมากกว่าใครในประวัติศาสตร์ของวงการนั้น แต่จู่ๆ ก็มีคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงออกมาพูดต่อหน้าสื่อว่า “ยุคของคุณหมดแล้ว” คุณจะรู้สึกอย่างไร
นี่คือสถานการณ์จริงที่ ฟิล เฮลมัธ (Phil Hellmuth) ตำนานนักโป๊กเกอร์เจ้าของฉายา “เดอะ โป๊กเกอร์ แบรต” (The Poker Brat) กำลังเผชิญอยู่ในวัย 61 ปี หลังจากพลาดท่าคว้าเข็มขัดแชมป์โลก (bracelet) ใบที่ 18 ไปอย่างน่าเจ็บใจในการแข่งขัน World Series of Poker (WSOP) ฤดูร้อนที่ผ่านมา แพ้ให้กับ ดาร์เรน ราบิโนวิทซ์ (Darren Rabinowitz) ไปแบบเฉียดฉิว
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลแพ้ชนะ คือปฏิกิริยาของเฮลมัธหลังจากนั้น เขาไม่ได้ถอดใจ ไม่ได้บอกว่า “งั้นพอแค่นี้ก็ได้” แต่กลับประกาศแผนการใหม่ทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าหมายที่ฟังดูเหลือเชื่อ นั่นคือการคว้าเข็มขัดให้ครบ 24 ใบ ทั้งที่ปัจจุบันเขามีอยู่ 17 ใบ ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ WSOP อยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวกีฬาธรรมดา แต่มันคือกรณีศึกษาทางจิตวิทยาชั้นดีเรื่อง “การรับมือกับคำวิจารณ์” “การปรับกลยุทธ์เมื่อโลกเปลี่ยน” และ “แรงจูงใจในวัยที่คนอื่นบอกว่าคุณหมดยุคแล้ว” ซึ่งเอาไปปรับใช้ได้ทั้งกับคนทำงาน นักลงทุน หรือใครก็ตามที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงฝีมือของตัวเอง
เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นเชื้อเพลิง: ศึกน้ำลายกับ Shaun Deeb
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมาจาก ชอน ดีบ (Shaun Deeb) หนึ่งในนักโป๊กเกอร์รุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองว่าอาจจะไล่ตามทันหรือแซงหน้าสถิติของเฮลมัธได้ในอนาคต ดีบเคยให้สัมภาษณ์กับทีมงาน WSOP เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า เฮลมัธคงไม่มีทางคว้าเข็มขัดเพิ่มได้อีกแล้ว เพราะเกมได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เขาจะตามทัน
พูดง่ายๆ คือ ดีบกำลังบอกว่า “รุ่นพี่ครับ ยุคของพี่จบแล้ว”
ถ้าเป็นคนทั่วไป คำพูดแบบนี้อาจทำให้หมดกำลังใจ แต่สำหรับเฮลมัธ นี่คือสิ่งที่จุดไฟในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดนี้ พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าตัวเองยังคงมีฝีมือระดับที่สามารถเอาชนะการแข่งขันโน-ลิมิต โฮลด์เอ็ม (No-Limit Hold’em) ได้ในทุกรูปแบบ ทุกโครงสร้าง ไม่ว่าจะแข่งที่ไหนหรือวันไหนก็ตาม เขามองว่าคนจำนวนมากอาจลืมไปแล้วว่าฝีมือที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจในเชิงจิตวิทยาคือ เฮลมัธเลือก “ตีความ” คำวิจารณ์นี้ในแบบที่เป็นประโยชน์กับตัวเองที่สุด แทนที่จะมองว่ามันคือการโจมตี เขากลับมองว่านี่คือแรงผลักดันที่ทำให้เขาอยากพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “reframing” หรือการปรับกรอบความคิด ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในการรับมือกับความล้มเหลวหรือคำวิจารณ์ในชีวิตจริง
ลองนึกภาพเทียบกับโลกการทำงานหรือการลงทุน หากมีใครมาบอกว่ากลยุทธ์ของคุณล้าสมัยแล้ว มีสองทางเลือกเสมอ ทางแรกคือเชื่อตามนั้นแล้วถอย ทางที่สองคือใช้คำพูดนั้นเป็นแรงกระตุ้นให้กลับไปทบทวนและพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งกว่าเดิม เฮลมัธเลือกทางที่สอง และเขายังบอกด้วยว่าตอนนี้ตัดสินใจจะทุ่มเทให้กับโป๊กเกอร์เป็นอันดับหนึ่งไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า มากกว่าธุรกิจอื่นๆ ที่เคยแบ่งเวลาไปทำ
“ต้องเขียนตารางแข่งขันใหม่ทั้งหมด” กลยุทธ์ปรับตัวของนักล่าเข็มขัด
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามไม่ใช่แค่เรื่องกำลังใจ แต่คือแผนการที่จับต้องได้ของเฮลมัธ เขาบอกว่าปีนี้เขากลับไปแข่งขันในสตูดิโอ PokerGO ตั้งแต่ต้นปี และสามารถเข้าถึงโต๊ะสุดท้าย (final table) ได้ถึงสองครั้งในสามทัวร์นาเมนต์แรกที่ลงแข่ง แม้จะไม่ปิดเกมได้สำเร็จทั้งสองครั้ง แต่เขามองว่านี่คือสัญญาณว่าฟอร์มการเล่นของเขากลับมาแล้ว
จากผลลัพธ์นี้ เขาจึงตัดสินใจว่าจะ “เขียนตารางแข่งขัน WSOP ของตัวเองใหม่หมด” โดยเน้นไปที่การเลือกเล่นทัวร์นาเมนต์ที่เหมาะกับสไตล์ของตัวเองมากที่สุด นั่นคือเกมโน-ลิมิต โฮลด์เอ็มที่เปิดโอกาสให้เขาใช้ทักษะการอ่านเกมและอ่านคู่แข่งได้เต็มที่ แม้จะไม่ได้ไพ่ดีก็ยังสามารถเลื่อนอันดับจากอันดับที่แปดขึ้นไปถึงอันดับสามได้โดยไม่จำเป็นต้องมีไพ่แกร่ง
นอกจากนี้เขายังตั้งใจจะให้ความสำคัญกับพอต-ลิมิต โอมาฮา (Pot-Limit Omaha) มากขึ้นด้วย เพราะเป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะและการตัดสินใจซับซ้อนกว่าปกติ ซึ่งเขามองว่ายิ่งเกมมีความซับซ้อนมากเท่าไร ยิ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่างเขาจะได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น
บทเรียนเรื่องการรู้จัก “สนามที่ใช่” สำหรับตัวเอง
ตรงนี้คือจุดที่น่าเอาไปคิดต่อสำหรับใครก็ตามที่กำลังวางแผนอาชีพหรือการลงทุน เฮลมัธไม่ได้บอกว่าจะพยายามเล่นทุกเกมให้เก่งขึ้น แต่เขาเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะสนามที่จุดแข็งของเขาทำงานได้ดีที่สุด นี่คือหลักการเดียวกับที่นักลงทุนมืออาชีพใช้ นั่นคือ “circle of competence” หรือการอยู่ในขอบเขตที่ตัวเองเข้าใจและถนัดจริงๆ แทนที่จะไล่ตามทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา
- เลือกสนามที่จุดแข็งของตัวเองทำงานได้เต็มที่ แทนที่จะพยายามเก่งไปทุกด้าน
- ยอมรับความพ่ายแพ้ที่ผ่านมา แต่ใช้มันเป็นข้อมูลในการปรับกลยุทธ์ ไม่ใช่เหตุผลในการถอดใจ
- ตั้งเป้าหมายระยะยาว (4-5 ปี) แทนที่จะตัดสินอนาคตจากผลของทัวร์นาเมนต์เดียว
ความสมบูรณ์แบบที่ไม่ได้แปลว่าชนะเสมอไป
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าสนใจจากซัมเมอร์นี้ของเฮลมัธคือการแข่งขัน Omaha Hi-Lo 8 or Better Championship ซึ่งเป็นเกมแบบลิมิต (limit) ที่มีการกำหนดขนาดเดิมพันตายตัว เฮลมัธเล่าว่าตลอดการแข่งขัน เขาสังเกตเห็นข้อผิดพลาดของผู้เล่นคนอื่นแทบทุกคน และรู้สึกว่าตัวเองเล่นได้เกือบสมบูรณ์แบบตลอดทั้งเกม
แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาด เขาไม่สามารถจบอันดับสูงอย่างที่ควรจะเป็นได้ ทั้งที่มองเห็นว่าคนอื่นเล่นผิดพลาดมากกว่า สิ่งนี้สร้างความหงุดหงิดใจให้เขาไม่น้อย เพราะในเกมแบบลิมิตที่จำกัดขนาดเดิมพัน ต่อให้อ่านเกมเก่งแค่ไหน ก็มีข้อจำกัดที่ทำอะไรได้ไม่มากเมื่อเทียบกับเกมแบบไม่จำกัดเดิมพัน
เรื่องนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญมากในทั้งโป๊กเกอร์และชีวิตจริง นั่นคือ “การเล่นถูกต้อง” กับ “การชนะ” ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป บางครั้งคุณตัดสินใจได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนั้น แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่ออกมาดีตามที่ควร นี่คือแนวคิดที่นักลงทุนมืออาชีพเรียกว่า “process over outcome” หรือการให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจมากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น เพราะในระยะยาว กระบวนการที่ถูกต้องมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในที่สุด แม้จะมีบางครั้งที่โชคไม่เข้าข้างก็ตาม
โป๊กเกอร์ทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น
นอกเหนือจากเรื่องกลยุทธ์การเล่น สิ่งที่เฮลมัธพูดถึงด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจมากที่สุดคือเรื่องครอบครัว ลูกชายทั้งสองคนของเขา นิค (Nick) และ ฟิลลิป (Phillip) ต่างก็เล่นโป๊กเกอร์ในรายการ WSOP ฤดูร้อนนี้ด้วย โดยนิคสามารถผ่านเข้ารอบเงินรางวัล (cash) ในรายการเมนอีเวนต์ (Main Event) ได้สำเร็จ
เฮลมัธเล่าว่าตั้งแต่ฟิลลิป ลูกชายคนเล็กเริ่มเข้าสู่วงการโป๊กเกอร์เมื่อประมาณสองปีก่อน ทั้งสองเริ่มโทรศัพท์คุยกันแทบทุกวัน และแม้บางครั้งบทสนทนาจะเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง แต่สุดท้ายกลับทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับนิคที่ก็แน่นแฟ้นขึ้นมากในช่วงเวลานี้ ปัจจุบันเมื่อครอบครัวเดินทางไปด้วยกัน ลูกชายทั้งสองมักจะนั่งเบาะหลังพูดคุยเรื่องไพ่และกลยุทธ์กันตลอดทาง
เรื่องราวนี้สะท้อนแง่มุมที่คนมักมองข้ามเกี่ยวกับโป๊กเกอร์ นั่นคือเกมนี้ไม่ได้เป็นแค่การแข่งขันเพื่อเงินรางวัลหรือชื่อเสียง แต่ยังเป็นภาษากลางที่ทำให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิด และเข้าใจกันมากขึ้นผ่านมุมมองที่มีร่วมกัน
ดราม่ากับ Nick Palma: บทเรียนเรื่องการให้อภัยและวุฒิภาวะทางอารมณ์
ถ้าจะมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ซัมเมอร์นี้ของเฮลมัธน่าจดจำเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์กับ นิค พัลมา (Nick Palma) นักโป๊กเกอร์อีกคนที่ชื่อนิคเหมือนกัน โดยทั้งคู่มีปากเสียงกันตั้งแต่นาทีที่ 45 ของทัวร์นาเมนต์แรกในซัมเมอร์นี้ เฮลมัธยอมรับตรงๆ ว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของตัวเองด้วย และถึงกับตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่จะเป็นลางบอกเหตุว่าซัมเมอร์นี้จะยากลำบากหรือเปล่า
หลังจากมีเพื่อนนักโป๊กเกอร์อย่าง ไมค์ มาตูซาว (Mike Matusow) ช่วยไกล่เกลี่ยและยืนยันว่าพัลมาเป็นคนดี ทั้งคู่ก็จับมือกันและคิดว่าเรื่องจบแล้ว เฮลมัธไม่ได้เจอพัลมาอีกเลยตลอดทั้งซัมเมอร์ จนกระทั่งเรื่องราวพลิกผันอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อพัลมากลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะคู่แข่งที่โต๊ะสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์สุดท้ายในซัมเมอร์ ซึ่งเป็นการชิงเข็มขัดแชมป์ที่เฮลมัธพลาดท่าไปนั่นเอง
ครั้งนี้ทั้งสองกลับปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพอย่างเต็มที่ หลังเกมจบ พัลมาได้ขอโทษในสิ่งที่เคยพูดหรือทำไป และเฮลมัธเองก็ขอโทษในส่วนของตัวเองเช่นกัน ทั้งสองยังพูดติดตลกว่าถ้าได้เล่นเฮดส์อัพ (heads-up) หรือดวลกันตัวต่อตัวเพื่อชิงเข็มขัด คงจะเป็นช่วงเวลาที่สนุกไม่น้อย
เรื่องนี้สอนบทเรียนสำคัญเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือที่เรียกกันว่า Emotional Intelligence (EQ) ความขัดแย้งในช่วงแรกไม่ได้ถูกปล่อยให้ค้างคาใจจนกลายเป็นความบาดหมางระยะยาว แต่ทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะให้อภัยกันและกัน และเมื่อสถานการณ์บีบให้ต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ทั้งคู่ก็แสดงความเป็นมืออาชีพออกมาได้อย่างสวยงาม นี่คือทักษะที่สำคัญไม่แพ้ทักษะการเล่นไพ่เลย ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งขันหรือในที่ทำงานจริง
มุมมองต่อการถ่ายทอดสด ESPN: เมื่อเรื่องราวสำคัญกว่าตัวเลข
เฮลมัธยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกลับมาถ่ายทอดสดของ ESPN ในซีซั่นนี้ เขาบอกว่าดีใจที่ ESPN กลับมาทำหน้าที่ถ่ายทอด แต่รู้สึกว่าเนื้อหาถูกอัดแน่นเร่งรีบเกินไป จากที่เคยมีชั่วโมงการถ่ายทอดนำไปสู่โต๊ะสุดท้ายมากถึง 16 ชั่วโมงในอดีต ทำให้ผู้ชมได้รู้จักตัวตนของผู้เล่นแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง แต่ปีนี้กลับเหลือเพียงไม่กี่ตอนก่อนถึงโต๊ะสุดท้าย
เขายกตัวอย่างว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้มีการทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้เล่นอย่าง เกร็ก มูลเลอร์ (Greg Mueller) หรือเรื่องราวครอบครัวของชอน ดีบที่นิวยอร์ก ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นเนื้อหาที่ผู้ชมสนใจไม่น้อย เฮลมัธมองว่าสิ่งที่ทำให้วงการโป๊กเกอร์น่าติดตามไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินรางวัลหรือใครแพ้ใครชนะ แต่คือเรื่องราวชีวิตของผู้เล่นแต่ละคนที่อยู่เบื้องหลังไพ่แต่ละใบ
มุมมองนี้สะท้อนความจริงที่ใช้ได้กับแทบทุกวงการคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน คนไม่ได้อยากรู้แค่ผลลัพธ์ แต่อยากรู้ “เรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์นั้นด้วย นี่คือเหตุผลที่คอนเทนต์แนวสารคดีชีวิตหรือ storytelling ถึงได้รับความนิยมสูงมากในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวงการกีฬา ธุรกิจ หรือแม้แต่การลงทุน
ถอดบทเรียนจิตวิทยาเชิงกลยุทธ์ที่เอาไปใช้ในชีวิตได้จริง
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดของเรื่องราวนี้ จะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของนักโป๊กเกอร์คนหนึ่งที่อยากคว้าเข็มขัดเพิ่ม แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะทำงานสายไหนก็ตาม
- เปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นแรงผลักดัน แทนที่จะปล่อยให้คำพูดเชิงลบทำลายความมั่นใจ ลองมองมันเป็นแรงกระตุ้นให้พิสูจน์ตัวเอง
- รู้จักสนามที่ใช่สำหรับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก่งไปทุกด้าน แต่ควรโฟกัสในจุดที่จุดแข็งของตัวเองทำงานได้ดีที่สุด
- แยกกระบวนการออกจากผลลัพธ์ การตัดสินใจที่ถูกต้องอาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
- ให้อภัยและก้าวต่อไปได้ ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความบาดหมางถาวร วุฒิภาวะทางอารมณ์คือทักษะที่สำคัญไม่แพ้ทักษะเฉพาะทาง
- ตั้งเป้าหมายระยะยาวและมุ่งมั่นกับมัน อายุหรือความสำเร็จในอดีตไม่ใช่ข้อจำกัดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ายังมีความมุ่งมั่นและแผนการที่ชัดเจน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเฮลมัธจะสามารถคว้าเข็มขัดใบที่ 24 ได้จริงหรือไม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งที่น่าติดตามยิ่งกว่าคือกระบวนการที่เขาใช้ในการรับมือกับคำวิจารณ์ ปรับกลยุทธ์ และไม่ยอมให้อายุหรือคำพูดของใครมากำหนดขีดจำกัดของตัวเอง นี่อาจเป็นบทเรียนที่มีค่ามากกว่าเข็มขัดแชมป์ใบใดๆ เสียอีก
ครั้งต่อไปที่มีใครมาบอกว่า “ยุคของคุณหมดแล้ว” ลองถามตัวเองดูว่า คุณจะเลือกเชื่อตามนั้น หรือจะใช้มันเป็นแรงผลักดันแบบที่ฟิล เฮลมัธทำ
สรุปประเด็นสำคัญ
- ฟิล เฮลมัธ พลาดเข็มขัดใบที่ 18 ให้ดาร์เรน ราบิโนวิทซ์ แต่ยังตั้งเป้าคว้าให้ครบ 24 ใบ
- ชอน ดีบ เคยกล่าวว่าเกมได้ผ่านเฮลมัธไปแล้ว แต่เฮลมัธใช้คำวิจารณ์นี้เป็นแรงผลักดัน
- เฮลมัธวางแผนปรับตารางแข่งขัน เน้นโน-ลิมิต โฮลด์เอ็มและพอต-ลิมิต โอมาฮามากขึ้น
- ลูกชายทั้งสองของเฮลมัธเข้าสู่วงการโป๊กเกอร์ ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น
- ความขัดแย้งกับนิค พัลมาในช่วงต้นซัมเมอร์คลี่คลายด้วยการขอโทษกันทั้งสองฝ่าย
คำถามที่พบบ่อย
ฟิล เฮลมัธ มีเข็มขัดแชมป์ WSOP กี่ใบในปัจจุบัน A: ปัจจุบันเฮลมัธมีเข็มขัดแชมป์ 17 ใบ ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ WSOP และเขาตั้งเป้าจะเพิ่มให้ครบ 24 ใบ
ใครคือผู้เล่นที่เอาชนะเฮลมัธในรอบชิงเข็มขัดใบที่ 18 A: ดาร์เรน ราบิโนวิทซ์ เป็นผู้ที่เอาชนะเฮลมัธไปอย่างเฉียดฉิวในการชิงเข็มขัดครั้งล่าสุด
ชอน ดีบพูดอะไรเกี่ยวกับฟิล เฮลมัธ A: ดีบเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่คิดว่าเฮลมัธจะสามารถคว้าเข็มขัดเพิ่มได้อีก เพราะมองว่าเกมได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เฮลมัธจะตามทัน
เฮลมัธวางแผนปรับกลยุทธ์การแข่งขันอย่างไร A: เขาจะเน้นเลือกเล่นทัวร์นาเมนต์โน-ลิมิต โฮลด์เอ็มและพอต-ลิมิต โอมาฮาที่เปิดโอกาสให้ใช้ทักษะการอ่านเกมได้เต็มที่ แทนที่จะเล่นทุกประเภทเกม
ลูกชายของฟิล เฮลมัธชื่ออะไรและเล่นโป๊กเกอร์ด้วยหรือไม่ A: ลูกชายทั้งสองคนชื่อนิคและฟิลลิป ทั้งคู่เข้าสู่วงการโป๊กเกอร์และลงแข่งขันในซัมเมอร์นี้ด้วย โดยนิคผ่านเข้ารอบเงินรางวัลในเมนอีเวนต์
เกิดอะไรขึ้นระหว่างเฮลมัธกับนิค พัลมา A: ทั้งคู่มีปากเสียงกันตั้งแต่ต้นซัมเมอร์ แต่ภายหลังคลี่คลายด้วยการขอโทษกัน และทั้งคู่ยังได้พบกันอีกครั้งที่โต๊ะสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์สุดท้ายในซัมเมอร์
ทำไมเฮลมัธถึงรู้สึกไม่พอใจผลงานในรายการ Omaha Hi-Lo 8 or Better Championship A: เขารู้สึกว่าเล่นได้เกือบสมบูรณ์แบบและเห็นคู่แข่งทำผิดพลาดหลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถจบอันดับสูงได้ตามที่ควรจะเป็น
เฮลมัธมีความเห็นอย่างไรต่อการถ่ายทอดสดของ ESPN ในปีนี้ A: เขาดีใจที่ ESPN กลับมาถ่ายทอด แต่มองว่าเนื้อหาถูกอัดแน่นเร่งรีบเกินไปเมื่อเทียบกับอดีตที่มีการนำเสนอเรื่องราวผู้เล่นอย่างละเอียด
เฮลมัธตั้งใจจะทุ่มเทให้กับโป๊กเกอร์มากขึ้นแค่ไหน A: เขาตัดสินใจจะให้โป๊กเกอร์เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า มากกว่าธุรกิจอื่นๆ ที่เคยทำควบคู่กัน
ทำไมเฮลมัธถึงเชื่อว่าตัวเองยังสามารถคว้าเข็มขัดเพิ่มได้ A: เขามองว่าตัวเองยังมีความสามารถในการอ่านเกมและอ่านคู่แข่งระดับสูง และเชื่อว่าคนจำนวนมากประเมินฝีมือของเขาต่ำเกินไป
บทเรียนจากเรื่องราวนี้นำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างไร A: สอนเรื่องการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นแรงผลักดัน การรู้จักโฟกัสในจุดแข็งของตัวเอง และการแยกกระบวนการตัดสินใจที่ดีออกจากผลลัพธ์ระยะสั้น