ฝันให้ไกล ไปให้ถึง! “ชบาแก้วน้อย” U17 ออกรบที่จีน ลุ้นตั๋วทอง FIFA U17 Women’s World Cup 2026

เมื่อความฝันของเด็กหญิงไทย กำลังจะกลายเป็นความจริงบนเวทีโลก

มีคำถามหนึ่งที่แฟนบอลไทยหลายล้านคนอาจยังไม่รู้คำตอบ — ประเทศไทยเคยส่งทีมฟุตบอลเยาวชนหญิงไปเหยียบเวทีชิงแชมป์โลกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

คำตอบคือ นานมากพอที่ความหิวโหยในการกลับไปจะสะสมพลังงานไว้เต็มเปี่ยม และวันนี้ “โค้ชมิ่ม” ธิดารัตน์ วิวาสุขุ พร้อมกองทัพ ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ได้ยกทีมออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมศึก AFC U17 Women’s Asian Cup China 2026 ระหว่างวันที่ 1-17 พฤษภาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเดียวที่ชัดเจนราวกับมีดโกน — ตั๋วฟุตบอลเยาวชนหญิงชิงแชมป์โลก ที่โมร็อกโก


กลุ่ม เอ: สนามรบที่ไม่มีทางง่าย

ไทยถูกจัดให้อยู่ใน กลุ่ม เอ ร่วมกับ จีน (เจ้าภาพ), เวียดนาม และ เมียนมา ซึ่งถ้ามองผิวเผินอาจดูเหมือนกลุ่มที่พอสู้ได้ แต่ความจริงโหดกว่านั้นมาก

จีนเจ้าภาพนั้นไม่ต้องพูดถึง พวกเขาจะเล่นหน้าแฟนบอลของตัวเอง มีแรงกดดันทางสังคมและความภาคภูมิใจชาติหนุนหลัง ฟอร์มของจีนในระดับเยาวชนหญิงเอเชียอยู่ในกลุ่มยอดเสมอมา ขณะที่เวียดนามก็ไม่ใช่ทีมที่ดูถูกได้อีกต่อไปในยุคที่ฟุตบอลหญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาก้าวกระโดด ส่วนเมียนมาแม้จะดูเบาที่สุดในกลุ่ม แต่ในระดับเยาวชน ความไม่ประมาทคือประตูสู่ความสำเร็จ

กฎการผ่านรอบระบุชัดว่า ต้องจบใน แชมป์, รองแชมป์ หรืออันดับ 3 ที่ดีที่สุด 2 จาก 3 กลุ่ม เพื่อเข้ารอบน็อคเอาท์ และทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศทั้ง 4 ชาติจะได้สิทธิ์เป็นตัวแทนเอเชียเดินทางสู่ FIFA U-17 Women’s World Cup 2026 ที่โมร็อกโก

นั่นหมายความว่า ไทยต้องผ่านรอบแบ่งกลุ่มก่อน แล้วยังต้องชนะในรอบน็อคเอาท์อีก — ไม่มีทางลัด ไม่มีวันพักผ่อน


โค้ชมิ่ม: ผู้หญิงที่ไม่เชื่อว่าคำว่า “พอใจ” มีอยู่จริง

ธิดารัตน์ วิวาสุขุ หรือ “โค้ชมิ่ม” คือหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่นำทีมในครั้งนี้ และถ้อยคำที่เธอพูดก่อนออกเดินทางบอกทุกอย่างเกี่ยวกับทัศนคติของทีม

“พร้อม 100% สำหรับการเก็บตัวและการเดินทางไปแข่งขันในครั้งนี้”

ไม่มีคำว่า “ขอลองดู” ไม่มีคำว่า “หวังว่าจะทำได้ดี” มีแต่ความมุ่งมั่นแบบตรงไปตรงมา และเธอยังขยายความถึงเป้าหมายที่เธอวางไว้อย่างกล้าหาญ

“สามเกมแรกอยากได้ 9 คะแนนเต็ม”

9 คะแนนเต็ม หมายถึงชนะทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงชนะจีนเจ้าภาพด้วย — มันคือเป้าหมายที่คนบางส่วนอาจมองว่า “ใหญ่เกินไป” แต่นั่นแหละคือสิ่งที่แยกแยะโค้ชระดับสูงออกจากโค้ชทั่วไป เธอไม่ได้วางเป้าหมายเพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเอง เธอวางเป้าหมายเพื่อผลักดันทีมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง


“เคท” ดาวสาวผู้แบกความหวังทั้งทีม

หนึ่งในชื่อที่โค้ชมิ่มพูดถึงด้วยความภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัดคือ กุลิสรา ลิ้มปวะนิช หรือ “เคท” นักเตะที่โค้ชมิ่มอธิบายว่าเป็น “ผู้เล่นที่มีคุณภาพ และผ่านเกมระดับสูงมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน”

ในโลกของฟุตบอลเยาวชน ประสบการณ์เป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน มันสะสมผ่านการลงสนาม การรับแรงกดดัน และการเรียนรู้จากความผิดพลาดในสนามจริง เคทคือนักเตะที่ผ่านกระบวนการนั้นมาแล้ว และนั่นทำให้เธอมีคุณค่าต่อทีมไม่ใช่แค่ในแง่ความสามารถทางเทคนิค แต่ในแง่ของ “พลังงานทางจิตใจ” ที่แพร่กระจายไปสู่เพื่อนร่วมทีม

“การมีเคท ทีมมีกำลังใจ การทำงานกับน้องๆ และเพื่อนๆ กล้าเล่นมากขึ้น” — นี่คือสิ่งที่โค้ชมิ่มพูด และมันสะท้อนความจริงที่ลึกกว่าสถิติในกระดาษ

เมื่อทีมมีผู้เล่นที่ทุกคนมองแล้วรู้สึกว่า “ถ้าเธอทำได้ เราก็ทำได้” — ทีมนั้นจะเล่นได้ดีกว่าผลรวมของแต่ละคน


วิทยาศาสตร์ของนักสู้: ทำไมทัศนคติจึงสำคัญพอๆ กับทักษะ

ในยุคที่วิทยาศาสตร์การกีฬาพัฒนาขึ้นมาก นักวิจัยพบว่า ความเชื่อในตัวเองของนักกีฬา (Self-efficacy) มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในสนาม นักเตะที่เชื่อว่าตัวเองสู้ได้มักทำได้ดีกว่านักเตะที่มีทักษะสูงกว่าแต่เข้าสนามพร้อมความลังเล

โค้ชมิ่มเข้าใจเรื่องนี้ดี นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอจึงย้ำกับนักเตะทุกครั้งว่า “เราต้องเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะเจอกับใคร”

คำว่า “นักสู้” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นหยาบหรือดุดัน มันหมายถึง ความพร้อมทางจิตใจที่จะไม่ยอมแพ้แม้สถานการณ์จะยาก ในศึกระดับเอเชีย ทุกจุดพลาดมีราคา ทุกการตัดสินใจในเศษวินาทีกำหนดชะตากรรม ทีมที่มีหัวใจนักสู้จริงมักผ่านช่วงเวลาวิกฤตได้ดีกว่าทีมที่มีแต่ทักษะ


มิติทางธุรกิจ: ฟุตบอลหญิงไทยกำลังก้าวสู่อีกระดับ

นอกเหนือจากความสำเร็จในสนาม การที่ทีมชาติหญิง U17 เดินทางไปแข่งขันระดับทวีปเอเชียยังมีนัยสำคัญในเชิงการพัฒนาวงการฟุตบอลหญิงไทยโดยรวม

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลหญิงเอเชียเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในแง่จำนวนผู้ชม รายได้จากการถ่ายทอดสด และมูลค่าของนักเตะ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ลงทุนในฟุตบอลหญิงระดับเยาวชนแล้วเก็บเกี่ยวผลในระยะยาว

สำหรับไทย หากชบาแก้วน้อยสามารถผ่านเข้าไปถึงฟุตบอลโลก มันจะไม่ใช่แค่ความสำเร็จในสนาม แต่จะเป็น จุดเปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้สโมสรไทย ผู้สนับสนุน และสหพันธ์ฟุตบอลเห็นศักยภาพของการลงทุนในฟุตบอลหญิงอย่างจริงจัง นักเตะหญิงไทยรุ่นเยาว์จะมีแบบอย่างให้มองตาม มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนขึ้น และวงการฟุตบอลหญิงไทยจะมีเรื่องราวที่ขายได้ในตลาดสากล


เสียงของตัวแทนแห่งชาติ

ก่อนบินออกจากสุวรรณภูมิ โค้ชมิ่มฝากถึงแฟนบอลทุกคนด้วยถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจน้ำหนักของภารกิจที่แบกไว้บนบ่า

“เราเป็นตัวแทนทีมชาติไทย เราจะทำให้ดีที่สุด ทำงานให้หนักเพื่อคนไทย”

ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำพูดให้สื่อมวลชนบันทึก มันคือสัญญา สัญญาที่ทำต่อแฟนบอลทุกคนในไทยและในต่างแดน ไม่ว่าจะเชียร์สโมสรไหน ไม่ว่าจะนิยมลีกใด ในช่วงเวลาที่ทีมชาติลงสนาม ทุกคนคือฝั่งเดียวกัน


บทสรุป: 17 วันที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์

ระหว่างวันที่ 1-17 พฤษภาคม 2569 สาวน้อย “ชบาแก้วน้อย” จะเผชิญกับการทดสอบที่ยากที่สุดในชีวิตนักกีฬาของพวกเธอ การแข่งขันในต่างแดน หน้าแฟนบอลเจ้าถิ่นนับหมื่น ภายใต้แรงกดดันที่ว่าชัยชนะเท่านั้นจะนำพาไปสู่เวทีโลก

แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ของกีฬา — ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ทุกอย่างง่าย มันเกิดขึ้นในวันที่ทุกอย่างยาก แต่พวกเขายังสู้ต่อ

โค้ชมิ่มบอกว่าพร้อม 100% นักเตะบอกว่าพวกเธอเป็นนักสู้ เคทบอกด้วยการกระทำว่าเธอจะยกระดับทีม

ตอนนี้ถึงเวลาของแฟนบอลไทยทั่วโลกที่จะส่งพลังงานบวกข้ามมหาสมุทรไปถึงพวกเธอที่ซูโจว

คุณคิดว่า “ชบาแก้วน้อย” จะสามารถพิชิต 9 คะแนนในรอบแบ่งกลุ่มและเดินทางสู่ฟุตบอลโลกได้ไหม? แชร์ความเห็นและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยด้วยกัน