เคยมีซามูไรคนไหนออกรบโดยไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมหรือเปล่าบ้างไหม? นั่นคือสถานการณ์ที่ทีมชาติญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เมื่อ วาตารุ เอ็นโด กัปตันทีมและกองกลางหัวใจของ “ซามูไรบลู” ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ก่อนการเปิดฉากศึกฟุตบอลโลก 2026 พบ เนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 14 มิถุนายน ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา
ชายวัย 33 ปีคนนี้ฝ่าวิกฤตบาดเจ็บร้ายแรงมากว่าสี่เดือน ตั้งแต่เส้นเอ็นที่เท้าขาดจนต้องผ่าตัด ฝึกซ้อมแบบจำกัดตลอดแคมป์ ก่อนจะค่อยๆ กลับมาวิ่งและรับ-ส่งบอลได้อีกครั้งในสัปดาห์นี้ โค้ช ฮาจิเมะ โมริยาสุ ถึงกับบอกว่านอกจากความพยายามทางการแพทย์แล้ว ทีมงานก็ได้แต่ “อธิษฐานและรอคอย” เท่านั้น
แต่นี่คือเรื่องราวของนักเตะที่ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ
จากเส้นเอ็นขาดสู่แคมป์เวิลด์คัพ เส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิด
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอ็นโดลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวาให้กับ ลิเวอร์พูล ในเกมพรีเมียร์ลีกพบ ซันเดอร์แลนด์ ที่สเตเดียม ออฟ ไลท์ จังหวะหนึ่งเขาลงเท้าผิดพลาด ส่งผลให้ข้อเท้าได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกกลางเกม
ผลการตรวจพบว่าเส้นเอ็นในเท้าขาด ซึ่งเป็นอาการที่รักษาได้ยากและต้องการเวลาฟื้นตัวนาน เอ็นโดเล่าในภายหลังว่า เขาต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากมาก คือเลือกระหว่างการใส่เพลทยึดกระดูก 4 จุด หรือใส่เอ็นเทียมระหว่างกระดูก เขาเลือกทางหลังเพราะฟื้นฟูได้ง่ายกว่าและไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำ แม้แพทย์ที่อังกฤษจะแนะนำทางแรกมากกว่าหากต้องการลงเล่นให้ทันเวิลด์คัพ
นับตั้งแต่วันนั้น เอ็นโดต้องพักการแข่งขันยาวนานตลอดฤดูกาล ไม่มีชื่อในทีมลิเวอร์พูลอีกเลย แต่ความมุ่งมั่นของเขาในการกลับมาให้ทันเวิลด์คัพไม่เคยสั่นคลอน
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม เขาก้าวออกมาลงสนามครั้งแรกในรอบหลายเดือน เมื่อทีมชาติญี่ปุ่นชนะ ไอซ์แลนด์ 1-0 ในเกมกระชับมิตรที่กรุงโตเกียว แต่เขาต้องออกในช่วงพักครึ่งเพราะยังรู้สึกไม่สบายตัวเต็มที่
ซามูไรขาดแม่ทัพ ทีมญี่ปุ่นบอบช้ำขนาดไหน?
ปัญหาของญี่ปุ่นก่อนเวิลด์คัพครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของเอ็นโดเท่านั้น หากนับรวมทุกอย่างแล้ว “ซามูไรบลู” ต้องลุยทัวร์นาเมนต์ระดับโลกโดยปราศจากผู้เล่นระดับดาวหลายคน
คาโอรุ มิโตมะ ปีกฝีเท้าดีของ ไบรท์ตัน ต้องพักเพราะบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังเข่า และ ทาคุมิ มินามิโนะ กองหน้าประสบการณ์สูงจาก โมนาโก ก็หลุดออกจากทีมเพราะเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าซ้ายฉีกขาด
เมื่อตัดนักเตะที่บาดเจ็บออก ทีมชาติญี่ปุ่นยังคงมีขุมกำลังที่น่าเกรงขาม โดยในรายชื่อ 26 นักเตะที่ประกาศอย่างเป็นทางการ มีถึง 23 คนที่กำลังค้าแข้งอยู่ในลีกยุโรป ซึ่งมากกว่าตอนเวิลด์คัพ 2022 ที่กาตาร์ นั่นแปลว่าคุณภาพฐานรากของฟุตบอลญี่ปุ่นยุคนี้อยู่ในระดับที่ไม่ควรดูถูก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การขาดกัปตันทีมอย่างเอ็นโดย่อมกระทบต่อโครงสร้างการเล่น โดยเฉพาะในแนวกลางที่เขาทำหน้าที่เป็นทั้งผู้คุมจังหวะและผู้นำทางจิตใจ
เอ็นโดคือใคร ทำไมทีมชาติญี่ปุ่นถึงขาดเขาไม่ได้?
สำหรับผู้ติดตามฟุตบอลอย่างผิวเผิน อาจมองว่า เอ็นโด เป็นแค่กองกลางตัวรับธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่สำหรับผู้รู้จริง ชายคนนี้คือ “เพลตคอยกุม” ที่ทำให้ทั้งระบบของทีมเดินหน้าได้
เขาเป็นกองกลางประเภทที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Regista” หรือผู้กำกับการเล่น ที่ไม่จำเป็นต้องทำประตูหรือแอสซิสต์บ่อยๆ แต่มีส่วนในทุกการโจมตีและการป้องกันของทีม ความสามารถในการอ่านเกม การเลือกจังหวะส่งบอล และการตัดลูกบอลของฝ่ายตรงข้ามคือสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่น
เมื่อ ลิเวอร์พูล ซื้อตัวเขามาในราคา 20 ล้านยูโรเมื่อปี 2566 หลายคนมองว่าเป็นการลงทุนที่น่าสงสัย แต่เขาพิสูจน์ตัวเองได้ทันทีว่าสมราคา ด้วยการเป็นกำแพงมั่นคงกลางสนาม และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแนวรับกับแนวรุกของ “หงส์แดง”
สำหรับทีมชาติ เขาคือกัปตันที่นักเตะรุ่นใหม่เคารพนับถือ เป็นผู้นำที่สื่อสารได้ทั้งในสนามและนอกสนาม และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาฟุตบอลญี่ปุ่นในยุคที่นักเตะแดนอาทิตย์อุทัยพิสูจน์ตัวเองในลีกชั้นนำของโลกได้อย่างน่าประทับใจ
ญี่ปุ่นในกลุ่ม F โอกาสและอุปสรรคที่รออยู่
ทีมชาติญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่ม F ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, ตูนิเซีย และ สวีเดน โดยโปรแกรมในรอบแบ่งกลุ่มเรียงตามลำดับดังนี้
- 14 มิถุนายน: ญี่ปุ่น พบ เนเธอร์แลนด์ (ดัลลัส)
- 21 มิถุนายน: ญี่ปุ่น พบ ตูนิเซีย
- 26 มิถุนายน: ญี่ปุ่น พบ สวีเดน
การพบกับ เนเธอร์แลนด์ ในนัดแรกถือเป็นโจทย์หิน “ออรันเย่” มีผู้เล่นระดับโลกหลายคน นำโดย เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ในแนวรับ และกองหน้าที่มีพลังอย่างยิ่ง หากเอ็นโดไม่ฟิต ภาระในแนวกลางของญี่ปุ่นจะหนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นในยุคนี้ไม่ได้พึ่งพาผู้เล่นคนเดียวอีกต่อไป ด้วยขุมกำลังที่กระจายตัวอยู่ในลีกชั้นนำทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ทาเคฟุสะ คุโบะ จากเรอัล โซเซียดัด, ริตสึ โดอัน จากแฟรงก์เฟิร์ต หรือ ไดจิ คามาดะ จากคริสตัล พาเลซ ทีมมีความลึกและความหลากหลายในการเล่นมากกว่าที่เคย
โมริยาสุ วางเกมรับมือทุกสถานการณ์
สิ่งที่น่าสังเกตในคำพูดของ โมริยาสุ คือความนิ่งและมั่นคงในเชิงกลยุทธ์ แม้ตัวเองจะรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ของเอ็นโดมากเพียงใดก็ตาม
“ผมพิจารณาตัวเลือกสำรองเสมอหากผู้เล่นคนใดลงเล่นไม่ได้ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงแค่เอ็นโด แต่หมายถึงทุกคน” นั่นคือปรัชญาของโค้ชที่คุมทีมชาติญี่ปุ่นมาตลอดช่วงยุคทองของวงการฟุตบอลแดนปลาดิบ
โมริยาสุพาญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ในเวิลด์คัพ 2022 ที่กาตาร์ ด้วยการเอาชนะ เยอรมนี และ สเปน ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ตกตะลึงวงการฟุตบอลโลกมากที่สุดในรอบหลายสิบปี เขาเป็นโค้ชที่ใช้ระบบและวินัยเป็นหัวใจ ไม่ใช่การพึ่งพาดาวเตะเพียงคนเดียว
ดังนั้น แม้เอ็นโดจะยังไม่ฟิต 100% โมริยาสุก็มีทางเลือกอื่นในมือ เพียงแต่ไม่มีทางเลือกใดที่จะเทียบเท่ากัปตันทีมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วในทุกสนามของโลก
สัญลักษณ์ความอดทน บทเรียนจากการต่อสู้ของเอ็นโด
ถ้ามองในมิติที่กว้างกว่าแค่เรื่องฟุตบอล การเดินทางของเอ็นโดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคือบทเรียนชีวิตที่ทรงพลัง
ชายคนหนึ่งที่เส้นเอ็นในเท้าขาด ต้องตัดสินใจเลือกวิธีผ่าตัดที่เสี่ยงมากกว่าแต่ฟื้นตัวได้ดีกว่าในระยะยาว ใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูอย่างเข้มข้น กลับมาลงสนามครั้งแรกและต้องออกกลางเกม แต่ยังคงสู้ต่อเพื่อเป้าหมายเดิมคือเวิลด์คัพ
ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาก้าวออกมาซ้อมวิ่งและรับ-ส่งบอลกับเพื่อนร่วมทีมที่แคมป์ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี นั่นอาจดูเป็นก้าวเล็กๆ สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนักกีฬาที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเส้นเอ็น มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก
ไม่ว่าสุดท้ายเขาจะลงสนามได้หรือไม่ในวันที่ 14 มิถุนายน เรื่องราวของวาตารุ เอ็นโดก็สอนให้เรารู้ว่า ความมุ่งมั่นและการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนั้นคือสิ่งที่ทำให้นักกีฬาระดับโลกแตกต่างจากคนธรรมดา
บทสรุป ซามูไรแกร่งกาจ รอดูนาทีสุดท้าย
สถานการณ์ของ วาตารุ เอ็นโด ก่อนเวิลด์คัพ 2026 คือหนึ่งในดราม่าที่น่าติดตามมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของทีมชาติญี่ปุ่น แต่คือเรื่องของนักกีฬาที่ต่อสู้กับขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่
โค้ชโมริยาสุบอกว่าตามรายงานทางการแพทย์ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าเขาลงเล่นไม่ได้ แต่ก็ยังต้องรอประเมินจนถึงนาทีสุดท้าย นั่นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ยังไม่ใช่การยืนยัน
สำหรับแฟนฟุตบอลที่รักซามูไรบลู คำถามที่ต้องรอคำตอบในอีกไม่กี่วันนี้คือ: ในนาทีที่ผู้ตัดสินเป่านัดแรกของญี่ปุ่นในเวิลด์คัพ 2026 คุณจะได้เห็นเบอร์ 6 สีน้ำเงินวิ่งออกมาจากอุโมงค์หรือเปล่า?