ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 แต่หัวใจยังเด็ก: ทำไม “ซนนี่” ถึงยังสั่นสะทือนเหมือนครั้งแรก

อายุ 33 ปี สังกัดสโมสรในสหรัฐอเมริกา และกำลังจะลงสนามฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 4 — ถ้าคุณคิดว่านี่คือดาวฤกษ์ที่กำลังจะดับ คุณอาจจะเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 9 โมงเช้าตามเวลาไทย สนามเอสตาดิโอ อัครอน เมืองกวาดาลาฮารา เม็กซิโก จะได้เห็น ซน ฮึง-มิน นำกองทัพ “นักรบแทกึก” เกาหลีใต้ ลงประจัญหน้ากับสาธารณรัฐเช็ก ในนัดเปิดสนามกลุ่ม เอ ของศึกฟุตบอลโลก 2026

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเกม คือคำพูดของเขาก่อนเกมนี้ ที่สะท้อนบางอย่างลึกๆ เกี่ยวกับแรงขับดันของมนุษย์คนหนึ่ง


“ผมรู้สึกเหมือนเด็กอีกครั้ง” — ประโยคที่ฟังดูเรียบแต่ลึกมาก

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าซนนี่อยู่ตรงจุดไหนของชีวิต

เขาเริ่มต้นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่บราซิล ปี 2557 ในวัย 22 ปี ทำประตูได้ แต่เกาหลีใต้ตกรอบแบ่งกลุ่ม จากนั้นปี 2561 ที่รัสเซีย เขาช่วยทีมสร้างปาฏิหาริย์ที่ไม่มีใครลืม — เอาชนะแชมป์เก่าอย่างเยอรมัน 2-0 ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม แต่ก็ยังไม่พอผ่านรอบ และในปี 2565 ที่กาตาร์ เขาทำแอสซิสต์ประตูชัยให้เกาหลีเอาชนะโปรตุเกส 2-1 เพื่อลุ้นผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ก่อนแพ้บราซิล 1-4

สี่ทัวร์นาเมนต์. สิบปีกว่า. ความสำเร็จและความเจ็บปวดสลับกัน

แต่แทนที่เขาจะพูดว่า “ผ่านมาเยอะแล้ว ขอทำให้ดีที่สุดก่อนเกษียณ” — เขากลับพูดว่า “ผมรู้สึกเหมือนเด็กอีกครั้ง”

ประโยคเดียว แต่มีความหมายมากกว่าที่ฟังดู


ความกระตือรือร้นไม่ใช่สิ่งที่สูญเสียไปตามอายุ — มันเป็นทักษะที่ต้องรักษา

นักจิตวิทยาการกีฬาระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของนักกีฬาอาชีพในช่วงปลายอาชีพไม่ใช่ร่างกาย แต่คือ “ความเบื่อหน่ายที่เจือปนเข้ามาในจิตใจ” — เมื่อทำสิ่งเดิมซ้ำมานานหลายปี สมองจะเริ่มตีความว่ามันธรรมดา และความตื่นเต้นจะลดลงตามไปเอง

แต่ซนนี่ทำอะไรบางอย่างที่ตรงกันข้าม

เขาไม่ยอมให้ฟุตบอลโลกกลายเป็น “เรื่องปกติ” แม้จะผ่านมา 3 ครั้งแล้ว เขาเลือกที่จะ มองทุกครั้งว่าเป็นครั้งแรก — ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการฝึกฝนทางจิตใจ (Mental Discipline) ที่นักกีฬาระดับโลกแทบทุกคนพูดถึงในแง่มุมต่างๆ กัน

คริสเตียโน โรนัลโด เคยพูดว่าเขาซ้อมทุกวันเหมือนยังไม่เคยได้ลงสนามในนัดแรก เลบรอน เจมส์ ยอมรับว่าเขาศึกษาเกมของคู่แข่งทุกคืนแม้จะเป็นแชมป์แล้ว และ ซน ฮึง-มิน — เขาเลือกมองฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ว่ายังคงพิเศษเท่าครั้งแรก

นี่ไม่ใช่ความไร้เดียงสา นี่คือ ปัญญา


กัปตันที่ต้องรับมือทั้งน้อง ทั้งสื่อ และทั้งความคาดหวัง

สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างในคำพูดก่อนเกมของเขา คือการที่เขาพูดถึงน้องๆ ในทีม

“น้องๆ ในทีมทุกคนตื่นเต้นกับแมตช์นี้มาก จนผมต้องคอยพูดแนะนำให้พวกเขาเก็บทรงบ้าง”

ลองนึกภาพตาม — กัปตันที่ “ตื่นเต้นที่สุด” คนหนึ่งในทีม กลับต้องเป็นคนบอกให้คนอื่นสงบสติ เขาไม่ได้ระงับความรู้สึกของตัวเอง แต่เขาเรียนรู้ที่จะ บริหารมัน — แปลงพลังงานแห่งความตื่นเต้นให้กลายเป็นสมาธิและประสิทธิภาพในสนาม ไม่ใช่ความประหม่าที่ทำให้เสียฟอร์ม

นี่คือความต่างระหว่างนักกีฬา “มีประสบการณ์” กับนักกีฬา “ที่เป็นผู้นำจริงๆ”


มิติด้านประวัติศาสตร์: “โสมขาว” กับฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

เกาหลีใต้ไม่ใช่ทีมที่พลาดฟุตบอลโลกบ่อยๆ — พวกเขาผ่านเข้ารอบสุดท้ายต่อเนื่องมายาวนาน และปี 2545 ที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น พวกเขาเขียนประวัติศาสตร์ด้วยการบุกเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ทำให้ทั้งทวีปเอเชียลุกเป็นไฟ

แต่หลังจากนั้นการขึ้นถึงรอบน็อคเอาต์แต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย กาตาร์ 2565 พิสูจน์ว่าเกาหลีใต้ยังมีคุณภาพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะไปไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

ใน 2026 กลุ่ม เอ ของพวกเขาประกอบด้วย เม็กซิโก (เจ้าภาพ), เช็กเกีย และแอฟริกาใต้ — โดยมี 3 ทีมจาก 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบต่อไป ทำให้โอกาสของ “แทกึก วอร์ริเออร์ส” ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด


มิติด้านเทคนิค: เกาหลีใต้ในแบบที่ซนนี่คือเพียงชิ้นส่วนหนึ่ง

ซนนี่เป็นดาวเด่นที่สุด แต่เกาหลีใต้ในยุคนี้ไม่ได้ฝากชะตากรรมไว้กับคนเดียวแล้ว

อี คัง-อิน เพลย์เมกเกอร์วัย 23 ปี ที่เติบโตในยุโรปและมีความสามารถด้านการจ่ายบอลและการอ่านเกมที่เฉียบคม ถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเกมรุกจากแนวกลาง อี แจ-ซอง คอยทำหน้าที่เชื่อมกลางสนาม และ คิม มิน-แจ ยังคงเป็นแนวรับที่น่าเชื่อถือที่สุดของทีม

แผนการเล่น 3-4-3 ที่ผู้จัดการทีมวางไว้นั้น ให้ซนนี่ทำงานบนแนวรุก โดยมีอี คัง-อินทำงานในพื้นที่แคบ และ ฮวาง ฮี-ชาน คอยโผล่มาเสริมจากกลางสนาม — นี่คือฟุตบอลแบบร่วมสมัยที่ไม่พึ่งพิงฮีโร่คนเดียว


มิติด้านจิตใจ: ทำไมการทำให้ “ทุกครั้งเหมือนครั้งแรก” จึงเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

คำพูดของซนนี่ใช้ได้ไม่ใช่แค่ในสนามฟุตบอล

คิดถึงตัวเองในที่ทำงาน — หลังจากทำงานเดิมมาหลายปี คุณยังตื่นเต้นกับมันอยู่ไหม? คุณยังมองโปรเจกต์ใหม่ด้วยสายตาเหมือนตอนแรกเริ่มอยู่ไหม?

ปัญหาของคนส่วนมากไม่ใช่ขาดความสามารถ แต่คือ ขาดความกระตือรือร้น — เพราะเคยชินจนไม่ตื่นเต้นอีกแล้ว และความเคยชินคือจุดเริ่มต้นของการหยุดพัฒนา

ซนนี่เลือกไม่ยอมแพ้ต่อความเคยชินนั้น เขาบอกว่า “ความคิดของผมก็คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกหรือครั้งสุดท้าย” — นั่นคือการยึดมั่นในกระบวนการ (Process) ไม่ใช่ผลลัพธ์ เป็นการให้คุณค่ากับสิ่งที่ทำ ไม่ใช่แค่ความสำเร็จที่จะได้รับ


มิติด้านธุรกิจ: “ซนนี่” คือแบรนด์ที่ไม่มีวันล้าสมัย

ในมุมของธุรกิจกีฬา ซน ฮึง-มิน คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

เขาเป็นนักฟุตบอลเอเชียที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นหน้าตาหลักของแบรนด์ระดับโลกหลายรายในเกาหลีและเอเชีย และการย้ายไปเล่นที่ แอลเอ เอฟซี ในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่การ “ลงจากจุดสูงสุด” แต่คือการ ขยายตลาด — เข้าสู่ผู้ชมชาวอเมริกันที่กำลังให้ความสนใจฟุตบอลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปีที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก

ทุกประตูที่เขายิงในทัวร์นาเมนต์นี้จะมีคนดูไม่ต่ำกว่าหลายร้อยล้านคนทั่วโลก — และซนนี่รู้ดีว่าฟุตบอลโลกคือเวทีที่ใหญ่ที่สุดที่เขาจะได้แสดงให้โลกเห็น ไม่ใช่แค่ฝีเท้า แต่คือ ตัวตน


บทสรุป: ความกระตือรือร้นไม่ได้มาจากความเด็ก แต่มาจากการเลือก

เมื่อเราได้ยินคนพูดว่า “รู้สึกเหมือนเด็กอีกครั้ง” เราอาจนึกถึงความไร้เดียงสาหรือการหนีจากความจริง แต่ในกรณีของซน ฮึง-มิน มันหมายถึงสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

มันหมายถึงการที่เขา เลือก มองสิ่งที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ายังคงพิเศษอยู่เสมอ เลือกที่จะไม่ยอมให้ประสบการณ์กลายเป็นความเฉยชา เลือกที่จะรู้สึกตื่นเต้นแม้จะมีเหตุผลที่จะไม่รู้สึกอีกแล้ว

ก่อนเกมพบเช็กเกีย เขาบอกว่า “พรุ่งนี้เราจะทุ่มเททุกอย่างที่เรามีและใส่ให้สุดมากกว่านั้น” — และมันไม่ได้ฟังดูเหมือนแค่คำพูดเพื่อกล้อง เพราะคนที่รู้สึก “เหมือนเด็กอีกครั้ง” ไม่มีแรงจูงใจที่จะโกหกใคร ทั้งสื่อมวลชน ทั้งแฟนบอล และทั้งตัวเอง

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ของซนนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเขาก็ได้ แต่ถ้าเขาเล่นด้วยหัวใจแบบนี้ — มันก็จะเป็นครั้งที่คุ้มค่าที่สุดด้วยเช่นกัน

และสำหรับพวกเรา ไม่ว่าจะทำงานอะไร อยู่ในวงการไหน คำถามที่ซนนี่ทิ้งไว้ให้ก็คือ: ครั้งล่าสุดที่คุณรู้สึก “เหมือนเด็กอีกครั้ง” กับสิ่งที่ทำอยู่… คือเมื่อไหร่?