สเปนซ์ จูเนียร์ รอดหวุดหวิด! พาสปอร์ตป่วนเกือบพลาดศึกใหญ่ที่ออสเตรเลีย แต่ “ชาร์โล” ยังไม่รอด ติดหล่มวีซ่ากลางแอลเอ

เปิดสนามดราม่านอกเวที ก่อนศึกกำปั้นแห่งปี

มหกรรมชกมวยแห่งปีที่แฟนหมัดมวยทั่วโลกรอคอย กำลังจะระเบิดความมันในวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคมนี้ ที่ Afterpay Arena เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ เออร์รอล “เดอะ ทรูธ” สเปนซ์ จูเนียร์ อดีตแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวทระดับตำนาน ขึ้นเวทีดวลหมัดกับ ทิม ซู นักชกเจ้าถิ่นชาวออสเตรเลียที่มีแฟนคลับหนาแน่นที่สุดคนหนึ่งของประเทศโดยรายการนี้จะถ่ายทอดสดผ่าน PBC Pay-Per-View บน Prime Video และมีให้ชมเพิ่มเติมทาง DAZN จาก Afterpay Arena เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 25 กรกฎาคม

แต่ก่อนที่จะถึงวันชกจริง ดราม่านอกสังเวียนกลับร้อนแรงไม่แพ้การชกในสังเวียน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานว่าสเปนซ์ประสบปัญหาด้านเอกสารกับพาสปอร์ตที่อาจทำให้การเดินทางไปออสเตรเลียล่าช้ากว่ากำหนด สร้างความกังวลใจให้ทีมงานและแฟนมวยไม่น้อย เพราะโดยปกตินักมวยระดับท็อปมักจะเดินทางล่วงหน้าหลายวันเพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับเขตเวลาใหม่ ซ้อมขั้นสุดท้าย และทำภารกิจสื่อก่อนวันชั่งน้ำหนัก การมาถึงล่าช้าจึงอาจกระทบต่อการเตรียมตัวโดยตรง

ข่าวดีคือ ความกังวลนั้นจบลงแล้ว เพราะล่าสุดสเปนซ์เดินทางถึงออสเตรเลียในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และได้รับการต้อนรับจากชาวอะบอริจินพื้นเมืองในพิธีพิเศษ โดยเขาเดินทางถึงล่วงหน้าประมาณ 10 วันก่อนศึกวันที่ 25 กรกฎาคม พิธีต้อนรับดังกล่าวมีการรมควันด้วยใบยูคาลิปตัสตามประเพณี นักเต้นชาวอะบอริจินในชุดเพนต์หน้าตามพิธีกรรม และการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภาพที่สร้างสีสันและเรียกรอยยิ้มให้แฟนมวยได้ไม่น้อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องลุ้นกันแทบใจหาย

ย้อนที่มาราชันย์ผู้กลับมาทวงบัลลังก์

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมศึกนี้ถึงถูกจับตามองขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางของสเปนซ์ก่อน เขาเคยเป็นแชมป์โลกรวมเข็มขัดรุ่นเวลเตอร์เวทที่ทรงพลังที่สุดคนหนึ่งของยุค ก่อนที่ทุกอย่างจะพลิกผันในเดือนกรกฎาคม 2023 เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับ เทอเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด ในศึกชิงแชมป์โลกรวมเข็มขัดแบบไร้กังขา ผลปรากฏว่าสเปนซ์ถูกน็อกลงไปถึง 3 ครั้งก่อนกรรมการจะยุติการชกในยกที่ 9 เป็นความพ่ายแพ้ที่สั่นสะเทือนวงการและทำให้หลายคนตั้งคำถามว่านี่อาจเป็นจุดจบของตำนานนักชกจากดัลลัสคนนี้หรือไม่

หลังจากเงียบหายไปเกือบ 3 ปีเต็ม สเปนซ์ในวัย 36 ปี ตัดสินใจกลับมาอีกครั้งด้วยการขยับขึ้นไปชกในรุ่นที่หนักขึ้น โดยล่าสุดมีรายงานว่าสเปนซ์ได้ขอปรับน้ำหนักตามสัญญาจากเดิม 158 ปอนด์ ขึ้นไปเป็น 160 ปอนด์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเขยิบขึ้นไปสู่ขีดจำกัดของรุ่นมิดเดิลเวทเต็มรูปแบบ นับเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ว่าร่างกายในวัย 36 ปีของเขาจะยังคงทรงพลังพอจะแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

ฝั่งของ ทิม ซู เองก็ไม่ได้มีเส้นทางที่ราบรื่นนัก หลังจากเริ่มต้นอาชีพด้วยสถิติไร้พ่าย เขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แพ้ไป 3 จาก 4 ไฟต์หลังสุด ก่อนจะกลับมาเอาชนะได้ในไฟต์ล่าสุด ที่สำคัญกว่านั้นคือการปรับทีมงานครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนเทรนเนอร์มาเป็น เจฟฟ์ เฟเน็ค ตำนานนักชกชาวออสเตรเลีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปลุกฟอร์มให้กลับมาคมกริบอีกครั้ง ก่อนศึกครั้งนี้ที่จัดขึ้นในบ้านเกิดของเขาเอง

มิติจิตวิทยาและแรงบันดาลใจ เดิมพันที่มากกว่าเข็มขัด

สิ่งที่ทำให้ศึกนี้น่าติดตามไม่ใช่แค่สถิติหรือเทคนิคการชก แต่คือมิติทางจิตใจที่ทั้งคู่แบกรับ สเปนซ์เปิดใจว่าเขาไม่ต้องการไฟต์อุ่นเครื่องง่ายๆ แต่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่คนยังคลางแคลงใจในฝีมือของเขา เพราะนั่นคือแรงผลักดันที่แท้จริง เขาต้องการพิสูจน์ทั้งกับตัวเองและกับทุกคนว่าเขายังคงเป็นนักชกที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นไหนก็ตาม

ด้านซูเองก็มองศึกนี้ในมุมที่ไม่ต่างกันมากนัก เขายอมรับว่าทุกไฟต์คือศึกแห่งความเป็นความตายในเชิงอาชีพ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไฟต์นี้คือโอกาสสำคัญที่จะกางปีกบินอีกครั้ง บรรยากาศก่อนศึกยิ่งเดือดขึ้นไปอีกเมื่อทั้งคู่มีปากเสียงกันดุเดือดในงานแถลงข่าว โดยเฉพาะช่วงที่สเปนซ์ปฏิเสธจะจับมือกับซูในพิธีประกาศไฟต์ ซึ่งกลายเป็นคลิปไวรัลที่แฟนมวยพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ในมุมจิตวิทยาการกีฬา ความบาดหมางส่วนตัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นักชกระดับโลกหลายคนมักใช้ความขัดแย้งก่อนไฟต์เป็นเชื้อเพลิงในการฝึกซ้อม มันช่วยเพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์ กระตุ้นอะดรีนาลีน และทำให้โฟกัสในการซ้อมแหลมคมขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการให้ดี เพราะความโกรธที่มากเกินไปอาจทำให้เสียการควบคุมตัวเองบนเวทีได้เช่นกัน

มิติธุรกิจ เมื่อออสเตรเลียกลายเป็นสังเวียนระดับโลก

ศึกนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ในแง่กีฬา แต่ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจของวงการมวยโลกอย่างชัดเจน ออสเตรเลียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของมวยระดับพีพีวี ด้วยฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นของนักชกท้องถิ่นอย่างตระกูลซู บวกกับกำลังซื้อของตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง การดึงอดีตแชมป์โลกระดับสเปนซ์มาเปิดตลาดจึงเป็นการลงทุนที่โปรโมเตอร์มองเห็นผลตอบแทนระยะยาว

นอกจากคู่เอกแล้ว รายการนี้ยังอัดแน่นไปด้วยไฟต์รองที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการกลับมาของ เจอร์มอลล์ ชาร์โล อดีตแชมป์โลก 2 รุ่นที่ห่างหายจากสังเวียนไปนาน ซึ่งมีคิวดวลกับ โคเอน มาซูเดียร์ แชมป์ซูเปอร์เวลเตอร์เวทของออสเตรเลีย รวมถึง สตีเฟน ฟุลตัน อดีตแชมป์โลก 2 รุ่นเช่นกัน ที่จะขึ้นชกกับ เลียม วิลสัน นักชกเจ้าถิ่น

แต่ดูเหมือนดราม่าเรื่องเอกสารเดินทางยังไม่จบง่ายๆ เพราะขณะที่สเปนซ์เดินทางถึงซิดนีย์เรียบร้อยแล้ว กลับมีรายงานล่าสุดว่าทั้งชาร์โลและฟุลตันยังไม่ได้รับการอนุมัติให้เดินทางเข้าออสเตรเลีย เนื่องจากปัญหาวีซ่าที่ยังคั่งค้างอยู่ โดยทั้งคู่ยังไม่ได้ออกเดินทางจากสนามบิน LAX จนถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐฯ สถานการณ์นี้ทำให้ไฟต์รองทั้งสองคู่ตกอยู่ในความไม่แน่นอน ซึ่งบริษัทโปรโมทต้องรอผลการพิจารณาวีซ่าอย่างใกล้ชิดก่อนจะยืนยันได้ว่าทั้งสองไฟต์จะเกิดขึ้นตามกำหนดหรือไม่

ปัญหาลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการมวยที่จัดในออสเตรเลีย เพราะย้อนไปในปี 2022 ก็เคยมีกรณีคล้ายกันเกิดขึ้นกับทีมงานของนักชกระดับโลกที่เดินทางมาชกในประเทศนี้เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าการอนุมัติวีซ่าสำหรับนักกีฬาที่มีประวัติคดีความส่วนตัวเป็นกระบวนการที่ทางการออสเตรเลียตรวจสอบอย่างเข้มงวด

จับตาโค้งสุดท้ายก่อนถึงคืนวันเสาร์

ตอนนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ 2 ประเด็นใหญ่ควบคู่กัน หนึ่งคือการปรับสภาพร่างกายของสเปนซ์ให้พร้อมที่สุดหลังบินไกลข้ามทวีป และสองคือชะตากรรมของชาร์โลกับฟุลตันว่าจะได้ขึ้นเครื่องทันเวลาหรือไม่ หากทั้งคู่ไม่สามารถแก้ปัญหาวีซ่าได้ทัน รายการนี้อาจต้องปรับโครงสร้างไฟต์รองใหม่ทั้งหมดในนาทีสุดท้าย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่โปรโมเตอร์ไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างยิ่งกับรายการระดับพีพีวีขนาดนี้

สำหรับแฟนมวยไทยที่รอชมศึกนี้ นี่คือหนึ่งในรายการที่คุ้มค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ของคุณภาพการชกจากนักมวยระดับโลก และดราม่านอกสังเวียนที่ไม่แพ้กัน คำถามที่แฟนมวยทุกคนอยากรู้คำตอบคือ สเปนซ์ในวัย 36 ปีที่ขยับขึ้นรุ่นจะยังทรงพลังพอจะเอาชนะเจ้าถิ่นได้หรือไม่ และดราม่าวีซ่าจะจบลงแบบไหนก่อนถึงวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคมนี้