ปารีส, ฝรั่งเศส – คืนวันที่ 22 กันยายน 2568 จะเป็นคืนที่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกต้องจารึกไว้ เมื่อ อุสมาน เดมเบเล ดาวเตะชาวฝรั่งเศสวัย 28 ปี จาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2025 ในพิธีมอบรางวัลครั้งที่ 69 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงละครชาตเลต์ กรุงปารีส
การได้รับรางวัลครั้งนี้ทำให้ เดมเบเล กลายเป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าบัลลงดอร์ในฐานะนักเตะของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ต่อจาก ลิโอเนล เมสซี ที่คว้ารางวัลนี้ไปเมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความแกร่งและการเติบโตของสโมสรเปแอสเชในระดับโลก
เดมเบเล ผงาดเหนือคู่แข่งระดับโลก
ด้วยผลงานที่โดดเด่นตลอดฤดูกาล 2024-25 เดมเบเล ได้รับคะแนนเสียงจากคณะกรรมการนักข่าวกีฬาทั่วโลกมากที่สุด โดยเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง ลามิน ยามาล ดาวรุ่งของ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ที่อยู่ในอันดับที่ 2 และ วิตินญา กองกลางของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และทีมชาติโปรตุเกส ที่อยู่ในอันดับที่ 3
การแข่งขันในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นมาก เนื่องจากมีนักเตะระดับโลกทั้งหมด 30 คน เข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรติ โดยรายชื่อผู้เข้าชิงได้รับการประกาศล่วงหน้าและสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนฟุตบอลทั่วโลก
ปีแห่งความสำเร็จของ เดมเบเล
ผลงานที่ทำให้ เดมเบเล คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในครั้งนี้มาจากการเป็นกำลังสำคัญในการนำ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คว้าเทรเบิลแชมป์อันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยแชมป์ลีก เอิง, เฟรนช์ คัพ และที่สำคัญที่สุดคือ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลที่สโมสรใฝ่หามานานหลายปี
ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เดมเบเล แสดงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ด้วยความเร็ว เทคนิค และการสร้างจังหวะเกมที่ดีเยี่ยม ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในปีกขวาที่อันตรายที่สุดในยุโรป นอกจากนี้ เขายังมีส่วนสำคัญในการนำทีมชาติฝรั่งเศสไปถึงรอบสุดท้ายในการแข่งขันระดับทวีปต่างๆ
ลามิน ยามาล ทำประวัติศาสตร์ด้วยโคปา โทรฟี สมัยที่ 2
ขณะที่ ลามิน ยามาล ดาวรุ่งวัย 18 ปีของ บาร์เซโลนา แม้จะพลาดรางวัลบัลลงดอร์ แต่เขากลับได้รับรางวัลโคปา โทรฟี (รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมอายุต่ำกว่า 21 ปี) เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลนี้ได้ 2 สมัยติดต่อกัน
ยามาล ที่ยังคงเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในทีมชาติสเปน ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและทักษะที่ยอดเยี่ยม ด้วยการเล่นที่เกินวัยและความสามารถในการสร้างโอกาสทำประตูที่โดดเด่น การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยืนยันว่าเขาเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีอนาคตสดใสที่สุดในโลกฟุตบอล
ไอตานา บอนมาติ สร้างประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิง
ในส่วนของฟุตบอลหญิง ไอตานา บอนมาติ กองกลางของ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ เฟมิแน็ง เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน (2023, 2024, 2025) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีนักฟุตบอลหญิงคนใดทำได้มาก่อน
บอนมาติ วัย 26 ปี ได้รับคะแนนเสียงเหนือคู่แข่งอย่าง มาริโอนา กาลเดนเตย์ จาก อาร์เซนอล และทีมชาติสเปน ที่อยู่อันดับ 2 และ อเลสเซีย รุสโซ จาก อาร์เซนอล และทีมชาติอังกฤษ ที่อยู่อันดับ 3
การคว้ารางวัลในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องของ บอนมาติ ที่ได้แสดงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมตลอดหลายฤดูกาล ด้วยวิสัยทัศน์การเล่น การส่งบอล และความสามารถในการทำประตูที่โดดเด่น
บิกกี โลเปซ คว้าโคปา โทรฟี หญิงสมัยแรก
ในการมอบรางวัลโคปา โทรฟี ฝ่ายหญิงซึ่งเริ่มมอบในปีนี้เป็นครั้งแรก บิกกี โลเปซ ดาวรุ่งของ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าของรางวัลแรก โลเปซ ที่ยังมีอายุเพียง 19 ปี ได้แสดงฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงที่สุดในฟุตบอลหญิง
ดอนนารุมมา คว้ายาชิน โทรฟี
รางวัลยาชิน โทรฟี สำหรับผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมฝ่ายชาย ตกเป็นของ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลีที่เคยเล่นให้กับทั้ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา
ดอนนารุมมา ได้แสดงฟอร์มการเซฟที่ยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาล ด้วยความสูงและการเซฟที่โดดเด่น ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้ ส่วนฝ่ายหญิง แฮนนาห์ แฮมป์ตัน จาก เชลซี และทีมชาติอังกฤษ คว้ารางวัลไป
เยอเคเรส และ ปายอร์ คว้าแกร์ด มุลเลอร์ โทรฟี
รางวัลแกร์ด มุลเลอร์ โทรฟี สำหรับกองหน้ายอดเยี่ยมฝ่ายชาย ตกเป็นของ วิกตอร์ เยอเคเรส กองหน้าทีมชาติสวีเดนที่เคยเล่นให้กับทั้ง สปอร์ติง ลิสบอน และ อาร์เซนอล เยอเคเรส ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำประตูที่โดดเด่น ด้วยจำนวนประตูที่สูงและการเล่นที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนฝ่ายหญิง เอวา ปายอร์ จาก บาร์เซโลนา และทีมชาติโปแลนด์ คว้ารางวัลไป ปายอร์ ได้แสดงฟอร์มการทำประตูที่ยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาล และเป็นกำลังสำคัญในการนำ บาร์เซโลนา คว้าแชมป์ในหลายรายการ
หลุยส์ เอ็นริเก และ วิกมัน คว้าโยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี
รางวัลโยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี สำหรับโค้ชยอดเยี่ยมฝ่ายชาย ตกเป็นของ หลุยส์ เอ็นริเก โค้ชของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการนำทีมคว้าเทรเบิลแชมป์ เอ็นริเก ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารทีม ยุทธวิธีการเล่นที่ยืดหยุ่น และการสร้างเอกลักษณ์การเล่นที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนฝ่ายหญิง ซารินา วิกมัน โค้ชทีมชาติอังกฤษหญิง คว้ารางวัลไป วิกมัน ได้นำทีมชาติอังกฤษหญิงไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ ด้วยรูปแบบการเล่นที่มีระเบียบและการพัฒนานักเตะที่ต่อเนื่อง
มูลนิธิชานา ได้รับโซคราเตส อวอร์ด
รางวัลโซคราเตส อวอร์ด สำหรับความคิดริเริ่มเพื่อสังคม ตกเป็นของมูลนิธิชานา ซึ่งก่อตั้งโดย หลุยส์ เอ็นริเก โค้ชของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มูลนิธินี้ตั้งชื่อตามลูกสาวผู้ล่วงลับของเขา และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เยาวชนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรง
การได้รับรางวัลนี้เป็นการยกย่องถึงความพยายามของ เอ็นริเก ในการใช้ชื่อเสียงและตำแหน่งของเขาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเฉพาะในการช่วยเหลือเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางด้านสุขภาพ
ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ อาร์เซนอล คว้ารางวัลสโมสรยอดเยี่ยม
รางวัลสโมสรแห่งปีฝ่ายชายตกเป็นของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จอย่างครบวงจรของสโมสรในฤดูกาลที่ผ่านมา การคว้าเทรเบิลแชมป์ พร้อมกับการมีนักเตะคว้าบัลลงดอร์ ทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ส่วนฝ่ายหญิง อาร์เซนอล จากอังกฤษ คว้ารางวัลไป ด้วยผลงานที่โดดเด่นทั้งในระดับลีกภายในประเทศและการแข่งขันระดับยุโรป สโมสรได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาฟุตบอลหญิงอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
คำกล่าวจาก เดมเบเล หลังคว้ารางวัล
หลังจากได้รับรางวัลบัลลงดอร์ เดมเบเล กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “ผมขอขอบคุณโค้ชและทีมงาน รวมถึงเพื่อนร่วมทีมทุกคน เราคว้าแชมป์มาได้แทบทุกรายการ พวกคุณสนับสนุนผมทั้งในยามสุขและยามทุกข์ โทรฟี่ส่วนบุคคลนี้ถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทั้งทีมได้รับร่วมกัน”
คำกล่าวของ เดมเบเล สะท้อนถึงความถ่อมตนและการยอมรับในบทบาทของเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนฟุตบอลทั่วโลก
ความหมายของรางวัลบัลลงดอร์ 2025
การจัดงานบัลลงดอร์ 2025 ในครั้งนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการจัดงานครั้งที่ 69 นับตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อปี 1956 ทำให้รางวัลนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 70 ปี และยังคงเป็นรางวัลที่มีเกียรติและยศฐาบรรดาศักดิ์สูงสุดในวงการฟุตบอลโลก
การที่ เดมเบเล คว้ารางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความสามารถส่วนตัวของเขา แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความแกร่งของฟุตบอลฝรั่งเศสในระดับโลก หลังจากที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 และมีนักเตะหลายคนที่มีผลงานโดดเด่นในระดับสโมสรและทีมชาติ
อนาคตของฟุตบอลโลก
ผลการมอบรางวัลในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงทิศทางของฟุตบอลโลกในอนาคต โดยเฉพาะการเติบโตของฟุตบอลหญิงที่มีคุณภาพและความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น การที่มีรางวัลโคปา โทรฟี ฝ่ายหญิงเริ่มมอบในปีนี้เป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนานักฟุตบอลหญิงรุ่นใหม่
นอกจากนี้ การมอบรางวัลโซคราเตส อวอร์ด ยังแสดงให้เห็นถึงความตระหนักในบทบาทของนักฟุตบอลและบุคคลในวงการต่อการพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุคปัจจุบัน
คืนวันที่ 22 กันยายน 2568 จึงเป็นคืนที่จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ด้วยการมอบรางวัลที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศ การพัฒนา และความหวังของฟุตบอลโลกในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของความสามารถทางกีฬา การเติบโตของนักเตะรุ่นใหม่ และการมีส่วนร่วมต่อสังคม