เพียงสัปดาห์เดียวหลังเก้าอี้ว่าง เร้ด บูลล์ ก็หาคนนั่งแทนได้ทันที — นี่คือความเร็วที่บอกอะไรมากกว่าที่คิด
ลองจินตนาการดูว่าองค์กรที่คุมทีมฟุตบอลอยู่ถึง 5-6 สโมสรทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปยันอเมริกา จะสูญเสียคนคุมทัพระดับสมองกลไปกะทันหันได้อย่างไรโดยที่แผนงานไม่สะดุด คำตอบคือ “ความเร็ว” และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ เร้ด บูลล์ กรุ๊ป ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือลิเวอร์พูล ผู้รับตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายฟุตบอลระดับโลก” (Head of Global Soccer) ของเร้ด บูลล์ มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2025 ได้รับการปล่อยตัวให้ไปรับงานทีมชาติเยอรมนีต่อจาก ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ที่แยกทางกันหลังศึกฟุตบอลโลก คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ ใครจะมารับช่วงต่องานที่ คล็อปป์ ทำค้างไว้ในองค์กรที่ทะเยอทะยานที่สุดแห่งหนึ่งของวงการลูกหนังโลก
คำตอบมาเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด เพราะไม่ถึงสัปดาห์หลังจากประกาศให้ คล็อปป์ ไปเป็นเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี เร้ด บูลล์ ก็ประกาศชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งทันที นั่นคือ โรเจอร์ ชมิดท์ กุนซือวัย 59 ปี ที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้
ย้อนรอยเส้นทาง จากสนามหญ้าสู่ห้องประชุมผู้บริหาร
หากพูดถึงชื่อ โรเจอร์ ชมิดท์ ในวงการฟุตบอลเยอรมัน หลายคนจะนึกถึงภาพของกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลเพรสซิ่งสูงและแนวรุกที่ดุดัน เขาเริ่มต้นเส้นทางการเป็นผู้จัดการทีมกับ เอสซี พาเดอร์บอร์น ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงโคจรของ เร้ด บูลล์ เป็นครั้งแรกในฐานะเฮดโค้ชของ RB ซัลซ์บวร์ก ระหว่างปี 2012-2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ทั้งลีกและถ้วยในปี 2014
จากซัลซ์บวร์ก เขาย้ายไปคุมทัพ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ระหว่างปี 2014-2017 ก่อนจะมีเส้นทางที่หลากหลายในเวลาต่อมา ทั้งการคุมทีม ปักกิ่ง กั๋วอัน ในจีน, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในเนเธอร์แลนด์ และปิดท้ายด้วยการคุมทัพ เบนฟิก้า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งโปรตุเกส ซึ่งเป็นงานคุมทีมล่าสุดของเขาก่อนที่จะแยกทางกันในเดือนสิงหาคม 2024
หลังจากนั้น ชมิดท์ ไม่ได้ห่างหายจากวงการฟุตบอลไปไหน เขารับบทบาทเป็นผู้อำนวยการกีฬาระดับโลกให้กับ เจลีก ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาจะต้องอำลาในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะเริ่มงานใหม่กับเร้ด บูลล์ ในวันที่ 1 ตุลาคมทันที เรียกได้ว่าแทบไม่มีช่วงว่างระหว่างงานเลย
จุดที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ชมิดท์ กลับมาสวมเสื้อของอาณาจักรกระทิงแดง การที่เขาเคยผ่านงานที่ซัลซ์บวร์กมาก่อน ทำให้เขาเข้าใจ “ดีเอ็นเอ” ของสโมสรในเครือเร้ด บูลล์ เป็นอย่างดี ทั้งปรัชญาการเล่นที่เน้นความเข้มข้น การเพรสซิ่งสูง และการเล่นเกมรุกที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สโมสรในเครือทุกแห่งยึดถือมาตลอด
ทำไมต้องเป็นชมิดท์ มองผ่านมุมเทคนิคและปรัชญาฟุตบอล
หากมองในมิติของสไตล์การเล่น ต้องยอมรับว่าการเลือก ชมิดท์ ของผู้บริหารเร้ด บูลล์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โอลิเวอร์ มินท์ซลาฟฟ์ ผู้บริหารระดับสูงของเร้ด บูลล์ ระบุชัดเจนว่า ชมิดท์ เป็นที่รู้จักในเรื่องสไตล์การเล่นที่ “กล้าได้กล้าเสีย เข้มข้นสูง บนพื้นฐานของการเพรสซิ่งที่ดุดันและเกมรุกที่รวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนปรัชญาฟุตบอลของเร้ด บูลล์ ได้อย่างตรงจุด
ปรัชญานี้ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นระบบที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกสโมสรของเครือข่ายเร้ด บูลล์ ไม่ว่าจะเป็น RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก หรือ นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ ในสหรัฐอเมริกา ทุกทีมเล่นในแนวทางเดียวกัน นักเตะถูกฝึกให้กดดันคู่แข่งสูงตั้งแต่แดนหน้า แย่งบอลคืนให้เร็วที่สุด และเปลี่ยนจากรับเป็นรุกในเวลาไม่กี่วินาที ระบบนี้ต้องการโค้ชและผู้บริหารที่เข้าใจปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่คนที่มีประสบการณ์คุมทีมมาอย่างโชกโชนเท่านั้น
อีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของการพัฒนานักเตะเยาวชน ซึ่งเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจเร้ด บูลล์ มาโดยตลอด มินท์ซลาฟฟ์ ยืนยันว่า ชมิดท์ สร้างชื่อเสียงมาตลอดอาชีพในเรื่องของการปั้นนักเตะดาวรุ่งและพัฒนาเส้นทางอาชีพให้พวกเขาประสบความสำเร็จ นี่คือทักษะที่ตรงกับความต้องการขององค์กรที่ไม่ได้มองแค่ผลงานระยะสั้น แต่มองไปถึงการสร้างระบบที่ยั่งยืนในระยะยาว
ตัวชมิดท์เองก็พูดถึงเรื่องนี้ในแถลงการณ์แรกหลังรับตำแหน่งว่า สิ่งที่ทำให้บทบาทนี้ดึงดูดใจเขาเป็นพิเศษคือ การผสมผสานระหว่างความทะเยอทะยานในการพัฒนานักเตะรุ่นเยาว์ควบคู่ไปกับการประสบความสำเร็จในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับปรัชญาสโมสรในเครือทั้งหมด
แรงบันดาลใจและจิตวิทยาเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญ
การเปลี่ยนบทบาทจากกุนซือข้างสนามมาเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ไม่ได้ยืนคุมทีมเองอีกต่อไป ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับโค้ชที่คลุกคลีอยู่กับสนามหญ้ามาตลอดชีวิต แต่สำหรับ ชมิดท์ ที่ผ่านประสบการณ์คุมทีมมาแล้วหลายสิบปีในหลายประเทศ การเปลี่ยนบทบาทครั้งนี้อาจเป็นก้าวต่อไปที่เป็นธรรมชาติมากกว่าที่คิด
ประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาระดับโลกของเจลีกในช่วงหลังแยกทางกับเบนฟิก้า ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะมันคือการฝึกฝนตัวเองให้คุ้นชินกับการมองภาพรวมของวงการฟุตบอลในระดับองค์กร ไม่ใช่แค่ทีมเดียวอีกต่อไป การบริหารจัดการนักเตะ ระบบเยาวชน และทิศทางกีฬาในระดับประเทศ คือทักษะที่ถูกสั่งสมมาก่อนที่จะก้าวเข้าสู่บทบาทที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่ากับเร้ด บูลล์
สิ่งที่น่าสนใจคือคำพูดของ ชมิดท์ เองที่บอกว่าเขา “ภูมิใจ” ที่จะได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเร้ด บูลล์ อีกครั้ง คำว่า “ครอบครัว” ในที่นี้ไม่ใช่แค่ถ้อยคำทางการตลาด แต่สะท้อนความผูกพันที่แท้จริงระหว่างเขากับองค์กรที่เคยให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเองในฐานะกุนซือครั้งแรกเมื่อกว่าทศวรรษก่อน การได้กลับมาในบทบาทที่ใหญ่กว่าเดิมจึงเปรียบเสมือนการปิดวงจรความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นมาอย่างยาวนาน
สำหรับแฟนฟุตบอลรุ่นใหม่ที่ติดตามเส้นทางอาชีพของโค้ชและผู้บริหารในวงการกีฬา เรื่องราวของ ชมิดท์ สะท้อนบทเรียนที่สำคัญ นั่นคือความสำเร็จในอาชีพไม่จำเป็นต้องเดินเป็นเส้นตรงเสมอไป การผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว การปรับตัวจากบทบาทหนึ่งไปสู่อีกบทบาทหนึ่ง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโตในสายอาชีพที่ยาวนาน
มองไปข้างหน้า ธุรกิจฟุตบอลระดับโลกในมือชมิดท์
หากมองในมิติธุรกิจ การแต่งตั้ง ชมิดท์ ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารคนหนึ่ง เพราะขอบเขตงานที่เขาต้องรับผิดชอบนั้นครอบคลุมสโมสรฟุตบอลในเครือเร้ด บูลล์ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น RB ไลป์ซิก ในเยอรมนี, RB ซัลซ์บวร์ก ในออสเตรีย, นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงสโมสรที่เร้ด บูลล์ กรุ๊ป ถือหุ้นใหญ่อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด ในอังกฤษ และ ปารีส เอฟซี ในฝรั่งเศส
การบริหารเครือข่ายสโมสรที่กระจายตัวอยู่หลายทวีปแบบนี้ ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในเชิงกีฬาและวิสัยทัศน์เชิงธุรกิจไปพร้อมกัน เพราะแต่ละตลาดมีบริบทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งกฎระเบียบลีก วัฒนธรรมแฟนบอล และระบบพัฒนาเยาวชนในแต่ละประเทศ การทำให้ทุกสโมสรเดินไปในทิศทางเดียวกันภายใต้ปรัชญาฟุตบอลเดียวกัน คือความท้าทายที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้สำเร็จ
ชมิดท์จะทำงานควบคู่ไปกับ โฟลเรียน โชลซ์ ที่ขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการค้าระดับโลก (Head of Global Soccer Commercial) โดยทั้งสองจะร่วมกันขับเคลื่อนทั้งทิศทางกีฬาและทิศทางเชิงพาณิชย์ของระบบนิเวศฟุตบอลเร้ด บูลล์ ไปพร้อมกัน นี่คือโครงสร้างการบริหารที่สะท้อนแนวคิดสมัยใหม่ขององค์กรกีฬาระดับโลก ที่มองว่าความสำเร็จในสนามและความสำเร็จทางธุรกิจต้องเดินไปด้วยกันเสมอ ไม่แยกจากกันเหมือนในอดีต
สำหรับวงการฟุตบอลในยุคดิจิทัล การบริหารจัดการเครือข่ายสโมสรหลายทวีปยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของข้อมูล การวิเคราะห์ผลงานนักเตะด้วยเทคโนโลยี และการสร้างเส้นทางย้ายทีมของนักเตะเยาวชนข้ามสโมสรในเครือ ซึ่งเป็นโมเดลที่เร้ด บูลล์ ใช้มาอย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการดึงนักเตะดาวรุ่งจากซัลซ์บวร์กขึ้นไปเล่นที่ไลป์ซิก หรือการส่งนักเตะไปพัฒนาฝีเท้าที่นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ ก่อนดันกลับมาเล่นในยุโรป
ความเร็วในการหาผู้สืบทอดตำแหน่งของ เร้ด บูลล์ ครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความมั่นคงขององค์กรในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระดับสูง แม้จะสูญเสียบุคคลสำคัญอย่าง คล็อปป์ ไปแบบกะทันหัน แต่การมีแผนสำรองและเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมเข้ามาแทนที่ได้ทันที คือสิ่งที่ทำให้องค์กรกีฬาระดับโลกแตกต่างจากสโมสรฟุตบอลทั่วไปที่มักใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะหาผู้บริหารคนใหม่ได้
บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ สู่ โรเจอร์ ชมิดท์ ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฟุตบอลระดับโลกของเร้ด บูลล์ ไม่ใช่แค่ข่าวการแต่งตั้งบุคลากรธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของวิธีคิดที่องค์กรกีฬาระดับโลกใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและความต่อเนื่องในระยะยาว การเลือกคนที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมองค์กรอยู่แล้วอย่าง ชมิดท์ แทนที่จะเสี่ยงกับคนนอกที่ต้องใช้เวลาปรับตัว คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ปรัชญาฟุตบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเร้ด บูลล์ ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่สะดุด
คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ ชมิดท์ จะสามารถรักษามาตรฐานที่ คล็อปป์ วางไว้ได้หรือไม่ และเขาจะนำประสบการณ์จากทั้งสนามหญ้ายุโรปและเอเชียมาผสมผสานเพื่อยกระดับเครือข่ายสโมสรเร้ด บูลล์ ให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร ในยุคที่ฟุตบอลโลกแข่งขันกันด้วยทั้งผลงานในสนามและกลยุทธ์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน