จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง อาร์เซนอล ตัดสินใจเปิดประตูขายนักเตะดาวรุ่งของตัวเองพร้อมกันถึง 2 คนรวด ในจังหวะที่ทีมกำลังเดินหน้าไล่ล่าแชมป์สมัยที่สองติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ทศวรรษ นี่ไม่ใช่สัญญาณของทีมที่กำลังอ่อนแอ แต่คือภาพสะท้อนของ “ธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่” ที่แม้แต่สโมสรระดับหัวแถวของโลกก็ต้องเล่นเกมการเงินอย่างเฉียบคม
ล่าสุดมีรายงานยืนยันตรงกันจากหลายสำนักข่าวกีฬาชั้นนำว่า กาลาตาซาราย ยักษ์ใหญ่จากตุรกี ได้เดินหน้าเจรจากับอาร์เซนอลอย่างจริงจังเพื่อคว้าตัว กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ปีกทีมชาติบราซิล และ อีธาน เอ็นวาเนรี ปีก/กองกลางตัวรุกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ โดยเรื่องราวนี้ไม่ได้จบแค่การซื้อขายธรรมดา เพราะในวงเจรจายังมีชื่อของ วิคเตอร์ ออซิเมน กองหน้าตัวเก่งของกาลาตาซารายเองผุดขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจพลิกทิศทางตลาดนักเตะฤดูร้อนนี้ทั้งกระดาน
จุดเริ่มต้นของดีลข้ามทวีป: เมื่อตุรกีกลายเป็นจุดหมายใหม่ของดาวเตะพรีเมียร์ลีก
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดเริ่มจาก อันเดรีย แบร์ต้า ผู้อำนวยการกีฬาชาวอิตาลีของอาร์เซนอล ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก เอดู ผู้อำนวยการกีฬาชาวบราซิลที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ แบร์ต้าคือคนที่ใช้เวลาเกือบ 12 ปีในการวางรากฐานให้แอตเลติโก มาดริด กลายเป็นทีมที่บริหารจัดการตลาดนักเตะได้อย่างชาญฉลาดที่สุดทีมหนึ่งของยุโรป และเมื่อเขาย้ายมารับงานที่ปืนใหญ่ สไตล์การทำทีมก็เปลี่ยนไปทันที นั่นคือการรีดมูลค่าจากผู้เล่นทุกคนให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะในแง่การใช้งานหรือการขายทำกำไร
ดีลแรกที่ปิดจบไปแล้วคือการขาย เลอันโดร ทรอสซาร์ด กองหน้าเบลเยียมให้กับ เบซิคตัส คู่แข่งร่วมลีกของกาลาตาซาราย ด้วยมูลค่าราว 17 ล้านปอนด์ ปิดฉากการรับใช้สโมสรตลอดหลายฤดูกาลของนักเตะวัย 30 ปีที่เคยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในบทบาทตัวจริงและตัวสำรองคุณภาพสูง ความสำเร็จของดีลนี้เองที่จุดประกายให้แบร์ต้าอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในวงการฟุตบอลตุรกีที่เขาสั่งสมมาต่อยอดเจรจาดีลถัดไปทันที
สำหรับมาร์ติเนลลี่ กาลาตาซารายได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการมูลค่าประมาณ 38.4 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินยูโรราว 45 ล้านยูโร ให้กับปีกบราซิลวัย 25 ปี ซึ่งปัจจุบันเหลือสัญญากับอาร์เซนอลอีกเพียง 1 ปี แม้จะมีเงื่อนไขต่อสัญญาอัตโนมัติอีก 12 เดือนติดมาด้วยก็ตาม ค่าเหนื่อยของเขาอยู่ที่ราว 180,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สโมสรต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการรักษาผู้เล่นไว้กับการขายทำกำไรก่อนมูลค่าตลาดจะเริ่มลดลงตามอายุสัญญาที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนตัวมาร์ติเนลลี่เองมีรายงานว่ายังลังเลอยู่ไม่น้อยกับการย้ายออกนอกอังกฤษไปเล่นในลีกที่มีบรรยากาศแตกต่างไปจากพรีเมียร์ลีกอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่เอ็นวาเนรี ดาวรุ่งวัย 19 ปีที่เติบโตในระบบเยาวชนของอาร์เซนอลมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกอายุน้อยที่สุดตลอดกาล กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายไม่แพ้กัน หลังฤดูกาลที่ผ่านมาเขาถูกส่งไปยืมตัวเล่นให้ มาร์กเซย ในลีกฝรั่งเศส แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ยิ่งเมื่อทีมต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จโดยที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วม ยิ่งทำให้อนาคตของเขาที่สโมสรดูสั่นคลอนมากขึ้น ปัจจุบันอาร์เซนอลตั้งราคาขายเขาไว้ที่ราว 30 ล้านปอนด์ และมีทีมใหญ่หลายทีมให้ความสนใจ ทั้งเอซี มิลาน, ฟูแล่ม, เอฟเวอร์ตัน และแอร์เบ ไลป์ซิก นอกเหนือไปจากกาลาตาซาราย
ย้อนรอยเส้นทาง: จากเด็กหนุ่มไร้ชื่อสู่ดาวเด่นที่ต้องเลือกทางเดินใหม่
กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ คือหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จที่งดงามที่สุดของระบบสอดส่องพรสวรรค์ของอาร์เซนอล เขาเดินทางจากสโมสรระดับรองอย่าง อิตูอาโน ในบราซิล เข้าสู่รั้วเอมิเรตส์ สเตเดียม ด้วยค่าตัวเพียงราว 6 ล้านปอนด์เท่านั้น ก่อนจะเติบโตกลายเป็นหนึ่งในตัวหลักของทีมชุดที่พาสโมสรกลับมายืนบนจุดสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งหลังรอคอยมานานกว่า 20 ปี เขาผ่านการลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่มาแล้วเกือบ 200 นัด และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ติดทีมชาติบราซิลไปลุยฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดด้วย เรื่องราวของมาร์ติเนลลี่จึงไม่ใช่แค่สถิติตัวเลข แต่คือบทพิสูจน์ว่าการทำงานหนักและวินัยในการฝึกซ้อมสามารถพาเด็กหนุ่มจากลีกรองข้ามทวีปมาสู่ถ้วยแชมป์ระดับสูงสุดได้จริง
ส่วน อีธาน เอ็นวาเนรี คือผลผลิตแท้ๆ ของอะคาเดมีอาร์เซนอล เขาถูกจับตามองมาตั้งแต่วัยเด็กในฐานะ “อัจฉริยะลูกหนัง” ที่มีเทคนิคเหนือชั้นกว่าคนวัยเดียวกัน แต่เส้นทางของนักเตะดาวรุ่งไม่เคยเป็นเส้นตรงเสมอไป การแข่งขันในตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลก บวกกับช่วงเวลายืมตัวที่ไม่ราบรื่นในฝรั่งเศส กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนความจริงอันโหดร้ายของวงการกีฬาอาชีพ นั่นคือพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสมมารองรับ
เบื้องหลังตลาดซื้อขาย: ทำไมแชมป์พรีเมียร์ลีกถึงต้องขายนักเตะของตัวเอง
หลายคนอาจสงสัยว่าทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ เหตุใดจึงต้องรีบขายนักเตะฝีเท้าดีออกจากทีม คำตอบอยู่ที่กฎการเงินของฟุตบอลยุโรปที่เข้มงวดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากกฎ PSR (Profit and Sustainability Rules) ไปสู่ระบบใหม่ที่เรียกว่า Squad Cost Ratio ซึ่งควบคุมสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านนักเตะเทียบกับรายได้ของสโมสรอย่างเข้มข้นกว่าเดิม สโมสรที่ใช้เงินซื้อตัวนักเตะจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงจำเป็นต้องหาสมดุลด้วยการขายผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในแผนระยะยาวออกไป เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเงินสำหรับการเสริมทัพในตำแหน่งที่จำเป็นจริงๆ
นี่คือสิ่งที่วงการฟุตบอลเรียกว่า “trading model” หรือโมเดลการซื้อขายแบบหมุนเวียน ซึ่งไม่ใช่แค่การซื้อผู้เล่นเก่งเข้ามาเก็บไว้ แต่ต้องรู้จักปล่อยผู้เล่นที่มูลค่าตลาดกำลังอยู่ในจุดสูงสุดออกไปด้วย เพื่อนำเงินก้อนนั้นกลับมาลงทุนใหม่ในตำแหน่งที่ทีมยังขาด สิ่งที่น่าสนใจคือดีลลักษณะนี้มักมาพร้อมเทคนิคทางการเงินที่เรียกว่า buy-back clause หรือเงื่อนไขซื้อคืน ซึ่งอนุญาตให้สโมสรต้นสังกัดสามารถซื้อผู้เล่นกลับมาในอนาคตด้วยราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า หากนักเตะคนนั้นพัฒนาฝีเท้าจนโดดเด่นขึ้นในสโมสรใหม่ เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเปิดทางให้สโมสรได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งเงินสดทันทีและโอกาสดึงตัวกลับมาในราคาที่ยังคุ้มค่า
ในกรณีของออซิเมน เรื่องราวยิ่งซับซ้อนและน่าติดตามกว่าเดิม เพราะกองหน้าไนจีเรียวัย 27 ปีคนนี้เพิ่งพากาลาตาซารายคว้าแชมป์ลีกตุรกีได้สำเร็จด้วยผลงาน 22 ประตูในฤดูกาลที่ผ่านมา และเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอมูลค่ามหาศาลจากสโมสรซาอุดีอาระเบียอย่างอัล-ฮิลาล ที่ยื่นให้สูงถึงราว 111 ล้านปอนด์ การที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงในวงเจรจาระหว่างแบร์ต้ากับผู้บริหารกาลาตาซารายจึงเป็นสัญญาณว่าอาร์เซนอลอาจมองเขาเป็นทางเลือกสำรอง หลังจากเป้าหมายอันดับหนึ่งอย่าง ฮูเลียน อัลบาเรซ จากแอตเลติโก มาดริด ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 100 ล้านปอนด์ ดูจะมีแนวโน้มเลือกย้ายไปบาร์เซโลนามากกว่า
มิติจิตใจ: แรงกดดันที่แท้จริงเมื่อนักเตะต้องยืนอยู่บนทางแยกของอาชีพ
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลรุ่นใหม่คลั่งไคล้เรื่องราวเบื้องหลังตลาดซื้อขายนักเตะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าตัวมหาศาล แต่คือแง่มุมทางจิตใจที่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงของการทำงานในยุคนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา ลองจินตนาการว่าคุณคือนักเตะวัย 19 ปีที่เติบโตมากับสโมสรเดียวตั้งแต่เด็ก มีความผูกพันทางอารมณ์กับทุกตารางนิ้วของสนามซ้อม แต่วันหนึ่งกลับต้องเผชิญความจริงว่าทีมกำลังเดินหน้าโดยไม่มีที่ว่างให้คุณอีกต่อไป นี่คือบททดสอบทางจิตใจระดับสูงที่ไม่ต่างจากการตัดสินใจเปลี่ยนสายอาชีพในโลกการทำงานทั่วไป
สำหรับคนวัยทำงานที่ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ บทเรียนที่ซ่อนอยู่คือเรื่อง ความยืดหยุ่นทางความคิด (mental flexibility) การยอมรับว่าบางครั้งการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อไปหาสนามที่เปิดโอกาสให้ได้เล่นจริง อาจมีค่ามากกว่าการนั่งเป็นตัวสำรองในทีมใหญ่ที่เต็มไปด้วยชื่อเสียง เอ็นวาเนรีเองก็อยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างการรอคอยโอกาสที่ไม่แน่นอนกับการไปสร้างชื่อในสนามที่ให้ความไว้วางใจเขามากกว่า ขณะที่มาร์ติเนลลี่ ผู้ผ่านความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง ก็ต้องเผชิญคำถามที่ยากยิ่งกว่า นั่นคือการยอมทิ้งความสบายใจของทีมแชมป์ เพื่อไปแสวงหาบทบาทที่เป็นตัวหลักอย่างแท้จริงในสนามใหม่
นี่คือแก่นแท้ของกีฬาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลระดับโลกหรือคนทำงานออฟฟิศธรรมดา ทุกคนล้วนต้องเผชิญช่วงเวลาที่ต้องเลือกระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “การเติบโต” และคำตอบที่ถูกต้องมักไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับวินัย ความอดทน และความกล้าที่จะเผชิญความไม่แน่นอนของแต่ละคน
ธุรกิจลูกหนังยุคใหม่: ทำไมตุรกีถึงกลายเป็นตลาดรับซื้อดาวดังจากพรีเมียร์ลีก
ปรากฏการณ์ที่สโมสรตุรกีอย่างกาลาตาซารายและเบซิคตัสกล้าทุ่มเงินหลักสิบล้านปอนด์เพื่อดึงตัวนักเตะจากพรีเมียร์ลีก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจฟุตบอลโลกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ลีกตุรกีในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงจุดพักฟื้นอาชีพของนักเตะขาลงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเวทีที่มีการแข่งขันชิงถ้วยแชมป์ระดับทวีปอย่างจริงจัง มีฐานแฟนคลับที่คลั่งไคล้และทรงพลังในระดับโลก รวมถึงมีสปอนเซอร์และนักลงทุนที่พร้อมอัดฉีดเงินทุนมหาศาลเพื่อยกระดับทีมให้แข่งขันกับสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปได้
ความสำเร็จของออซิเมนที่สามารถทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอในเสื้อกาลาตาซาราย จนพาทีมคว้าแชมป์ลีกและดึงดูดข้อเสนอระดับร้อยล้านปอนด์จากสโมสรตะวันออกกลาง คือหลักฐานชัดเจนว่านักเตะระดับท็อปสามารถรักษามูลค่าตลาดของตัวเองไว้ได้แม้ไม่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก สิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของนักเตะรุ่นใหม่และเอเยนต์ของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่มองพรีเมียร์ลีกเป็นจุดหมายปลายทางเดียวที่ต้องไปให้ถึง กลายเป็นการมองหาสนามที่ให้โอกาสลงเล่นจริงและพัฒนาฝีเท้าได้มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในลีกใดก็ตาม
ในมุมของอาร์เซนอลเอง การมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารและเอเยนต์ในตุรกี ผ่านทางแบร์ต้าและทีมงานของเขา ถือเป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ที่มีค่าไม่แพ้ผู้เล่นในสนาม เพราะในยุคที่ตลาดซื้อขายนักเตะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มข่าวสารแบบเรียลไทม์ สโมสรที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางย่อมได้เปรียบในการปิดดีลทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง และในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นรูปแบบการซื้อขายข้ามลีกลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเม็ดเงินจากตะวันออกกลางและเอเชียเริ่มไหลเข้าสู่วงการฟุตบอลยุโรปมากขึ้นทุกปี
บทสรุป: เมื่อความสำเร็จในสนามต้องแลกมาด้วยการตัดสินใจที่ยากลำบากนอกสนาม
เรื่องราวของมาร์ติเนลลี่ เอ็นวาเนรี และเงาของออซิเมนที่ลอยอยู่เหนือโต๊ะเจรจา ไม่ใช่แค่ข่าวลือตลาดนักเตะธรรมดาที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือภาพสะท้อนของวงการฟุตบอลยุคใหม่ที่การบริหารจัดการทีมต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งความเข้าใจกฎการเงินที่ซับซ้อน ความสามารถในการอ่านเกมตลาด และที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจในหัวใจของนักเตะแต่ละคนที่ต้องเผชิญทางแยกของชีวิตในช่วงเวลาสำคัญ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าดีลนี้จะจบลงด้วยการที่มาร์ติเนลลี่และเอ็นวาเนรีโบกมือลาไปสู่เส้นทางใหม่ในตุรกี หรืออาร์เซนอลจะตัดสินใจรักษาพวกเขาไว้เพื่อสู้ศึกในบ้านต่อไป คำถามที่แท้จริงที่แฟนบอลทุกคนควรขบคิดคือ ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน “ความภักดี” กับ “โอกาสในการเติบโต” สิ่งไหนกันแน่ที่ควรมาก่อนสำหรับนักกีฬาอาชีพในยุคนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- กาลาตาซารายยื่นข้อเสนอราว 38.4 ล้านปอนด์ ขอซื้อกาเบรียล มาร์ติเนลลี่ จากอาร์เซนอล
- อีธาน เอ็นวาเนรี ดาวรุ่งวัย 19 ปี ก็ตกเป็นเป้าหมายของกาลาตาซารายเช่นกัน โดยอาร์เซนอลตั้งราคาไว้ที่ราว 30 ล้านปอนด์
- ชื่อของวิคเตอร์ ออซิเมน กองหน้าไนจีเรียของกาลาตาซาราย ถูกพูดถึงในวงเจรจาว่าอาจย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอลได้
- อาร์เซนอลเพิ่งขายเลอันโดร ทรอสซาร์ดให้เบซิคตัสไปแล้วด้วยมูลค่าราว 17 ล้านปอนด์
- ดีลลักษณะนี้สะท้อนโมเดลการบริหารทีมยุคใหม่ที่ต้องสมดุลระหว่างการซื้อและขายภายใต้กฎการเงินที่เข้มงวดขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ จะย้ายไปกาลาตาซารายจริงหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนเจรจา และมีรายงานว่าตัวนักเตะเองยังลังเลกับการย้ายออกจากพรีเมียร์ลีก
มาร์ติเนลลี่มีค่าตัวเท่าไหร่ในตลาดซื้อขายฤดูร้อนนี้ ข้อเสนอล่าสุดจากกาลาตาซารายอยู่ที่ราว 38.4 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 45 ล้านยูโร แต่อาร์เซนอลอาจต้องการมูลค่าที่สูงกว่านี้
อีธาน เอ็นวาเนรี คือใคร เป็นนักเตะตัวรุกวัย 19 ปีที่เติบโตในอะคาเดมีอาร์เซนอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเคยเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก
ทำไมอาร์เซนอลถึงพิจารณาขายเอ็นวาเนรี ส่วนหนึ่งมาจากผลงานที่ไม่โดดเด่นระหว่างยืมตัวไปมาร์กเซยฤดูกาลที่ผ่านมา บวกกับการแข่งขันในตำแหน่งที่สูงมากในทีมชุดใหญ่
วิคเตอร์ ออซิเมน มีโอกาสย้ายมาอาร์เซนอลจริงหรือไม่ มีรายงานว่าชื่อของเขาถูกพูดถึงระหว่างการเจรจาเรื่องมาร์ติเนลลี่และเอ็นวาเนรี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นข้อเสนอที่จริงจังหรือเพียงถูกหยิบยกขึ้นมาในวงสนทนาเท่านั้น
ทำไมสโมสรใหญ่ต้องขายนักเตะทั้งที่เพิ่งคว้าแชมป์ เพราะกฎการเงินของฟุตบอลยุโรปที่เข้มงวดขึ้น อย่างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Squad Cost Ratio บังคับให้สโมสรต้องบริหารสมดุลรายรับรายจ่ายผ่านการซื้อขายหมุนเวียน
เลอันโดร ทรอสซาร์ดย้ายไปเบซิคตัสด้วยมูลค่าเท่าไหร่ ดีลอยู่ที่ประมาณ 17 ล้านปอนด์ หรือราว 20 ล้านยูโร ซึ่งเป็นดีลที่ปิดจบไปแล้วอย่างเป็นทางการ
buy-back clause คืออะไร คือเงื่อนไขที่สโมสรต้นสังกัดสามารถซื้อนักเตะกลับมาในอนาคตด้วยราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า มักใช้เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อขายนักเตะดาวรุ่งที่ยังมีศักยภาพสูง
ทำไมตุรกีถึงกลายเป็นตลาดรับซื้อนักเตะจากพรีเมียร์ลีก เพราะสโมสรตุรกีมีกำลังทรัพย์สูงขึ้น มีฐานแฟนบอลที่แข็งแกร่ง และให้โอกาสนักเตะลงเล่นเป็นตัวจริงได้มากกว่าในบางกรณี
อันเดรีย แบร์ต้า คือใคร เป็นผู้อำนวยการกีฬาชาวอิตาลีของอาร์เซนอล ที่เคยทำงานให้แอตเลติโก มาดริดมานานเกือบ 12 ปี ก่อนย้ายมารับตำแหน่งต่อจากเอดู
หากขายมาร์ติเนลลี่และเอ็นวาเนรีจริง อาร์เซนอลจะเสริมใครมาทดแทน มีรายงานว่าอาร์เซนอลสนใจปีกและกองหน้าคุณภาพสูงหลายราย ซึ่งการขายผู้เล่นทั้งสองคนอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนระดมทุนเพื่อเสริมตำแหน่งเหล่านั้น
ดีลนี้จะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่ ยังไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน โดยทั่วไปดีลลักษณะนี้มักเร่งปิดจบก่อนตลาดซื้อขายฤดูร้อนจะปิดตัวลง