บรูโน่ กิมาไรส์ ถึงอาร์เซน่อล ซูบีเมนดี้ จบแล้วจริงๆ หรือแค่เริ่มต้นใหม่?

เมื่อสโมสรที่หิวโหยแชมป์ตัดสินใจซื้อมิดฟิลด์ระดับโลกมาเพิ่มอีกคน นั่นหมายความว่าอะไรสำหรับนักเตะที่ควรจะเป็น “ตัวหลัก” แต่กลับถูกดันออกจากแผนการแทบจะก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่ม


บทนำ: เมื่อกองหนุนดีกว่าตัวจริงในหลายทีมระดับโลก

มีคำถามหนึ่งที่วงการฟุตบอลอาชีพไม่เคยมีคำตอบที่ตายตัว นั่นคือ “นักเตะคนหนึ่งต้องดีแค่ไหน ถึงจะรับประกันตำแหน่งตัวจริงในทีมได้?”

สำหรับ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ คำถามข้อนี้กำลังจะกลายเป็นความเป็นความตายในอาชีพนักฟุตบอลของเขาเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ฤดูกาล ซูบีเมนดี้ ถูกมองว่าคือชิ้นส่วนที่หายไปของ อาร์เซน่อล เขาคือคำตอบของคำถามที่แฟนบอลปืนใหญ่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ทีมขาดตัวยึดแดนกลางที่แท้จริงสักคน” และเมื่อสโมสรเซ็นสัญญาเขาเข้ามา มันดูเหมือนปริศนาถูกไขสำเร็จ

แต่บัดนี้ รายงานจากทั่วทุกสารทิศกำลังบอกว่า อาร์เซน่อล อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการคว้าตัว บรูโน่ กิมาไรส์ มิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลผู้ยิ่งใหญ่จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และนั่นทำให้ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังระดับตำนานและนักวิเคราะห์ฟุตบอลชั้นนำต้องออกมาตั้งคำถามที่ทุกคนอยากรู้

“คุณคิดว่านี่คือจุดจบของ ซูบีเมนดี้ แล้วหรือยัง?”


ซูบีเมนดี้ คือใคร และทำไมอาร์เซน่อลถึงอยากได้เขามาก

ก่อนจะตัดสินว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า มาร์ติน ซูบีเมนดี้ คือนักเตะแบบไหน

ซูบีเมนดี้ เกิดและเติบโตในแคว้น บาสก์ ทางตอนเหนือของสเปน เขาคือหนึ่งในผลผลิตที่ภาคภูมิใจที่สุดของ เรอัล โซเซียดาด สโมสรที่เป็นที่รู้จักในเรื่องการผลิตนักเตะที่มีทักษะด้านการอ่านเกมและสติปัญญาในสนามสูงกว่าค่าเฉลี่ย

บทบาทของเขาคือสิ่งที่นักยุทธวิธีฟุตบอลเรียกว่า “ตัวยึดแดนกลาง” หรือในภาษาอิตาลีคือ เรโกลิสต้า ซึ่งหมายถึงผู้เล่นที่ทำหน้าที่เหมือน “ตัวกรอง” ที่คอยสกัดการเล่นของฝ่ายตรงข้าม กระจายบอล และรักษาความสมดุลของทีม

หน้าที่นี้ฟังดูเรียบๆ แต่ในความเป็นจริงมันคือบทบาทที่ซับซ้อนที่สุดในสนาม เพราะต้องใช้ทั้งความสามารถทางร่างกายในการกดดันและสกัด รวมกับสติปัญญาในการอ่านเกมก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาใน โซเซียดาด ซูบีเมนดี้ ทำสถิติการยึดบอลต่อเกมที่น่าทึ่ง มีอัตราความสำเร็จในการส่งบอลสูงกว่า 90% และเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ของทั้งทีมชาติสเปนในช่วงฟุตบอลโลก

เมื่อ อาร์เซน่อล ดึงตัวเขาเข้ามา นักวิเคราะห์ทั่วโลกพากันยกย่องว่านี่คือการซื้อที่ “ฉลาด” เพราะได้นักเตะที่เติมเต็มช่องว่างที่ทีมขาดอยู่จริงๆ

แต่แล้วอะไรทำให้เรื่องราวพลิกผัน?


แดนกลางที่แน่นขนัด — ปัญหาที่น่าอิจฉา แต่ก็เป็นปัญหาจริงๆ

อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า วันนี้ไม่ใช่ อาร์เซน่อล ยุคขาดแคลนอีกต่อไป สโมสรปืนใหญ่มีมิดฟิลด์ที่ทรงคุณภาพหลายต่อหลายคนในมือแล้ว

เดแคลน ไรซ์ คือมิดฟิลด์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสองหรือสามอันดับแรกในบรรดาผู้เล่นในตำแหน่งนี้ทั่วโลก เขามีพลังงาน ความสามารถในการสกัด และสามารถขึ้นไปสร้างสถานการณ์หน้าได้ด้วย

มาร์ติน โอเดการ์ด กัปตันทีมและแกนหลักในการสร้างเกม คือหัวใจของระบบการเล่นของ อาร์เตต้า ผู้เล่นคนนี้มีความสำคัญต่อทีมแทบทุกลูกบอลที่เคลื่อนที่ผ่านแดนกลาง

มิเกล เมรีโน่ ผู้เล่นทีมชาติสเปนที่เข้ามาแข่งขันตำแหน่งอย่างเงียบๆ แต่มีผลงานที่ดีเกินคาดในหลายนัดที่ผ่านมา

เอเบเรชี่ เอเซ่ มิดฟิลด์ที่มีพลังงานสูงและสามารถครองบอลในพื้นที่แคบได้ดี

ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ คือหนึ่งในดาวรุ่งที่สดใสที่สุดในอนาคตของสโมสร

และแน่นอน มาร์ติน ซูบีเมนดี้ เอง

ทีมที่มีมิดฟิลด์ในระดับนี้ถึงหกถึงเจ็ดคนอยู่แล้ว และยังจะเพิ่ม บรูโน่ กิมาไรส์ เข้ามาอีก นั่นไม่ใช่สัญญาณของทีมที่กำลัง “เติมเต็มช่องว่าง” อีกต่อไป

นั่นคือสัญญาณของทีมที่กำลังประกาศว่า “เราต้องการครองความยิ่งใหญ่”


บรูโน่ กิมาไรส์ — คนที่ทำให้นิวคาสเซิ่ลเชื่อในความฝัน

เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไม อาร์เซน่อล ถึงยอมทุ่มทุนเพื่อดึงตัวเขา ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บรูโน่ กิมาไรส์ มีคุณค่าต่อสโมสรเดิมอย่างไร

คาร์ราเกอร์ พูดตรงๆ ว่า “สำหรับแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล แล้ว บรูโน่ แทบจะเหมือนเป็นหมายเลข 1 เมื่อนึกถึงนักเตะใหม่ที่ เอ็ดดี้ ฮาว ดึงเข้ามา เขาเป็นคนที่ครองใจแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล จริงๆ”

นั่นพูดได้ทุกอย่างเลย เมื่อแฟนบอลทีมใดทีมหนึ่งบอกว่านักเตะคนนี้คือ “หมายเลขหนึ่ง” ในความทรงจำของพวกเขา หมายความว่าผู้เล่นคนนั้นไม่ได้แค่เล่นดี แต่ยังสร้างอัตลักษณ์ให้กับทีมด้วย

บรูโน่ กิมาไรส์ เป็นมิดฟิลด์แบบครบวงจร เขาสกัดได้ ส่งได้ ขึ้นไปกดดันได้ และที่สำคัญที่สุดในบริบทของ อาร์เซน่อล คือ เขายิงประตูสำคัญได้ในนัดชี้ขาด

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากโปรไฟล์ของ ซูบีเมนดี้ อย่างชัดเจน เพราะ ซูบีเมนดี้ เป็นผู้เล่นที่เน้น “รักษา” มากกว่า “สร้าง” และในทีมที่มีความต้องการผลิตประตูในเกมยาก ความแตกต่างตรงนี้มีนัยสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม คาร์ราเกอร์ ก็ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “ผมเองชอบ โตนาลี่ มากกว่า บรูโน่ ผมคิดว่าเขามีความเร็วมากกว่าและวิ่งไปทั่วสนามได้ดีกว่า ผมมองบรูโน่แล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่” และตั้งคำถามสำคัญว่าเขาโดนทำฟาวล์บ่อยและบางครั้งทำให้จังหวะเกมช้าลง

นั่นคือข้อด้อยที่ต้องยอมรับ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าในสนาม เขาคือผู้เล่นระดับโลก


อาร์เตต้า กำลังสร้างอะไร — แผนการที่ใหญ่กว่าที่คิด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำวิเคราะห์ของ คาร์ราเกอร์ ไม่ใช่คำถามเรื่อง ซูบีเมนดี้ แต่คือประโยคที่ว่า

“ผมคิดว่าพวกเขากำลังคิดว่า ‘เราจะคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งและเราจะสู้เพื่อแชมเปี้ยนส์ ลีก’ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพยายามครองความยิ่งใหญ่”

ประโยคนี้สรุปทุกอย่างที่ อาร์เซน่อล กำลังทำในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงหน้าร้อนนี้

อาร์เซน่อล ไม่ได้แค่พยายาม “คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก” ด้วยสกอร์แคบๆ อีกต่อไป พวกเขากำลังสร้างทีมที่มีความลึกมากพอที่จะสู้ในหลายแนวรบพร้อมกัน ทั้งการแข่งขันลีกในประเทศและเวทียุโรป

สำหรับทีมที่จะสู้เพื่อแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้จริง ความลึกของกองกลางไม่ใช่ “ของฟุ่มเฟือย” อีกต่อไป มันคือ “ความจำเป็น” เพราะในการแข่งขันระดับนั้น นักเตะหลักจะต้องพักบ้าง บาดเจ็บบ้าง และสโมสรที่มีตัวสำรองคุณภาพสูงในตำแหน่งเดิมคือสโมสรที่รอดพ้นจากวิกฤตได้เสมอ

แต่นั่นก็สร้างปัญหาให้ ซูบีเมนดี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ไรซ์ จะเล่นตรงไหน — ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ

หนึ่งในคำถามที่ซับซ้อนที่สุดที่ คาร์ราเกอร์ หยิบขึ้นมาคือ เดแคลน ไรซ์ จะรับบทบาทอะไรหากมี บรูโน่ เข้ามาอยู่ในทีม

ไรซ์ เป็นผู้เล่นที่มีความอเนกประสงค์สูง เขาสามารถเล่นในตำแหน่งตัวยึดแดนกลางได้ดี แต่ก็มีพลังงานและความสามารถในการขึ้นพื้นที่จนสามารถเล่นในบทบาท “กล่องถึงกล่อง” ได้

คาร์ราเกอร์ ยอมรับว่า “ผมยังไม่แน่ใจ 100% ว่า ไรซ์ เหมาะกับตำแหน่งไหนมากกว่ากัน”

และนั่นคือแก่นของปัญหา

ถ้า บรูโน่ เข้ามาเล่นในตำแหน่งตัวรับ ไรซ์ ก็จะถูกผลักขึ้นไปเล่นในตำแหน่งที่ขึ้นพื้นที่มากขึ้น ซึ่งอาจดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้า บรูโน่ ต้องการพื้นที่ในตำแหน่งเดียวกับ ไรซ์ นั่นจะสร้างการชนกันที่ไม่จำเป็น

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้เล่นที่มีโอกาสน้อยที่สุดในการได้ตำแหน่งตัวจริงคือ ซูบีเมนดี้ เพราะเขาเป็นผู้เล่นเฉพาะทางในตำแหน่งที่ตอนนี้มีคนแย่งที่นั่งอยู่หลายคนเกินไป


ซูบีเมนดี้ — จบแล้ว หรือกำลังรอโอกาส?

กลับมาที่คำถามหลักที่ คาร์ราเกอร์ ตั้งไว้

“เขาควรจะเข้ามาเป็นตัวคุมเกม ผมไม่เห็นว่าเขาจะได้ตำแหน่งนั้นกลับคืนมาแล้ว”

นั่นเป็นคำพูดที่ฟังดูโหดร้าย แต่ก็ตรงไปตรงมาในแบบที่คนวงในวงการฟุตบอลพูดกัน

ซูบีเมนดี้ ไม่ใช่นักเตะที่เล่นในหลายตำแหน่งได้ เขาเก่งในสิ่งที่เขาทำ แต่ “สิ่งที่เขาทำ” นั้นมีคนอื่นในทีมทำได้ไม่น้อยกว่า และในบางด้านอาจดีกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม การสรุปว่า “จบแล้ว” อาจเร็วเกินไป เพราะในฟุตบอลสมัยใหม่ ทีมที่ต้องการแชมป์ไม่ได้ต้องการแค่ “ตัวจริง 11 คน” แต่ต้องการ “ผู้เล่นที่ดีที่สุด 18-20 คน” และถ้า ซูบีเมนดี้ สามารถรักษาระดับฟอร์มและพร้อมเมื่อถูกเรียกใช้ เขาก็ยังมีคุณค่าต่อทีมอย่างมาก

ตัวอย่างที่ดีคือ ลิเวอร์พูล ในยุค เคน้า เซลาร์ด ที่มักจะ “เก็บ” ผู้เล่นไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ตำแหน่งตัวจริงก็ตาม สิ่งที่กำหนดอนาคตของ ซูบีเมนดี้ คือว่าเขาจะยอมรับบทบาทนั้นหรือไม่ และสโมสรจะมองว่าเขาคุ้มค่าพอที่จะถือสัญญาต่อไปหรือเปล่า


บทสรุป: อาร์เซน่อล กำลังสร้างราชวงศ์ และใครบางคนต้องจ่ายราคา

การเซ็นสัญญา บรูโน่ กิมาไรส์ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า อาร์เซน่อล ภายใต้การนำของ อาร์เตต้า ไม่ได้กำลังสร้างทีมแบบ “เพียงพอ” อีกต่อไป

พวกเขากำลังสร้างทีมแบบ “ครองวงการ”

แต่ทุกการก้าวไปข้างหน้าของสโมสร มีผู้เล่นบางคนที่ต้องเสียสละ และในกรณีนี้ ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ มาร์ติน ซูบีเมนดี้

เขาไม่ได้ล้มเหลว และไม่ได้เล่นแย่ แต่ในโลกฟุตบอลที่ไร้ความปรานี บางครั้งการที่สโมสรของคุณพัฒนาขึ้นนั้น กลับกลายเป็นปัญหาของคุณเอง

คำถามที่เหลืออยู่คือ ซูบีเมนดี้ จะตอบสนองต่อความท้าทายนี้อย่างไร? เขาจะยืนหยัดและพิสูจน์ตัวเองในสภาพแวดล้อมที่โหดหินที่สุดในวงการ? หรือเขาจะเลือกหาทีมที่เขาสามารถเป็นหมายเลขหนึ่งได้อย่างแท้จริง?

นั่นคือคำถามที่ฤดูกาลหน้าจะเป็นผู้ตอบ