เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกีฬาอเมริกันฟุตบอลต้องอึ้งไปกับตัวเลขที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เอ็นเอฟแอล นั่นคือเกมเปิดฤดูกาลระหว่าง ชิคาโก้ แบร์ส กับ แคโรไลนา แพนเธอร์ส ที่จบลงด้วยสกอร์ 59-37 รวมเป็น 96 แต้ม มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเกมสัปดาห์แรกของลีก และในอีกสนามหนึ่ง มินนิโซตา ไวกิ้งส์ ก็สร้างประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน ด้วยการพลิกกลับมาจากการตามหลัง กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส 12 แต้มในช่วงกลางควอเตอร์ 3 แล้วทำแต้มรวด 29 แต้มติดต่อกันเพื่อคว้าชัยชนะ 39-22 ทีมแรกในประวัติศาสตร์ลีกที่ตามหลังสองหลักในช่วง 20 นาทีสุดท้ายแล้วจบเกมด้วยการชนะขาดลอยกว่า 17 แต้ม
นี่คือสองทีมที่กำลังจะมาเจอกันในสัปดาห์นี้ และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขบนกระดานคะแนนคือคำพูดของ เคเลบ วิลเลียมส์ ควอร์เตอร์แบ็กดาวรุ่งของ แบร์ส ที่ออกมายอมรับตรงๆ ว่าเกมนี้ไม่ใช่แค่การประลองฝีเท้าหรือแขน แต่คือ “สงครามแห่งความอดทน” ที่จะทดสอบสภาพจิตใจของเขาโดยตรง คำถามคือ ทำไมการเจอกับทีมรับทีมเดียวถึงทำให้ควอร์เตอร์แบ็กระดับท็อปของลีกต้องเอ่ยถึงคำว่า “จิตวิทยา” มากกว่าคำว่า “แท็กติก”
ที่มาของศึกที่ไม่ใช่แค่เกมธรรมดา: เมื่อสถาปนิกเกมรุกต้องเจอปรมาจารย์เกมรับ
การพบกันระหว่าง ชิคาโก้ แบร์ส กับ มินนิโซตา ไวกิ้งส์ ในสัปดาห์นี้ถือเป็นการเจอกันครั้งที่ 130 ในประวัติศาสตร์ของสองทีมคู่ปรับในดิวิชั่น NFC North โดย แบร์ส ครองความได้เปรียบในการเล่นเป็นเจ้าบ้านด้วยสถิติ 33 ชนะ 29 แพ้ 2 เสมอ แต่ตัวเลขในอดีตไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกมนี้พิเศษ สิ่งที่ทำให้แฟนอเมริกันฟุตบอลจับตาคือการปะทะกันระหว่างสมองสองซีกที่อยู่คนละขั้วของเกม
เบน จอห์นสัน เฮดโค้ชของ แบร์ส คืออดีตผู้อำนวยการเกมรุกของ ดีทรอยต์ ไลออนส์ ที่พา ดีทรอยต์ กลายเป็นหนึ่งในทีมรุกที่น่ากลัวที่สุดของลีกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีสถิติที่น่าทึ่งคือ ตลอดสี่ครั้งที่ทีมของเขาเจอกับเกมรับของ ไบรอัน ฟลอเรส ที่คุม มินนิโซตา ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ทีมรุกของ จอห์นสัน ทำคะแนนรวมกันได้ถึง 122 แต้ม เฉลี่ยเกมละกว่า 30 แต้ม นี่คือหลักฐานว่าทั้งสองคนรู้จักกันดีเกินกว่าจะงัดกลยุทธ์เดิมมาใช้ซ้ำ
ฝั่งของ ฟลอเรส เองก็ไม่ใช่มือใหม่ในสมรภูมินี้ เขาคือโค้ชทีมรับที่ขึ้นชื่อเรื่องการเบลนซ์ (blitz) หรือการระดมผู้เล่นแนวรับเข้าไปกดดันควอร์เตอร์แบ็กมากที่สุดคนหนึ่งของลีกในรอบหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ระบบของเขาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความไม่แน่นอนให้กับฝ่ายรุกในทุกดาวน์ ผสมผสานทั้งการส่งคนเข้าปะทะแบบไม่คาดคิดและการสร้างฟรอนต์ (front) ที่เปลี่ยนหน้าตาไปในทุกสัปดาห์ นี่คือเหตุผลที่ จอห์นสัน เองยังยอมรับว่าเขาไม่มีทางคาดเดา ฟลอเรส ได้อย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่คิดว่าเห็นลูกไม้ทั้งหมดแล้วในเทปการแข่งขัน ฟลอเรส ก็มักจะมีของใหม่ซ่อนไว้เสมอ
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเกมรับที่ “อ่านไม่ออก”
สิ่งที่ทำให้ระบบของ ฟลอเรส น่ากลัวในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ใช่แค่ความดุดันของนักเตะ แต่คือหลักการของ “การรบกวนกระบวนการตัดสินใจ” (decision disruption) ในสมองของควอร์เตอร์แบ็ก โดยปกติแล้ว ควอร์เตอร์แบ็กระดับลีกอาชีพต้องอ่านเกมรับ ตัดสินใจ และปล่อยบอลภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาทีหลังรับสแนป กระบวนการนี้อาศัยทั้งความจำระยะสั้น การประมวลผลภาพเชิงพื้นที่ และการควบคุมอารมณ์ภายใต้ความกดดันที่มีน้ำหนักตัวกว่า 130 กิโลกรัมพุ่งเข้าใส่
ระบบเบลนซ์ที่แปรผันไปในแต่ละสัปดาห์ของ ฟลอเรส ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายกระบวนการนี้โดยเฉพาะ เมื่อควอร์เตอร์แบ็กไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะเข้าปะทะจากตำแหน่งไหน สมองจะต้องใช้ทรัพยากรในการประมวลผลมากขึ้น ส่งผลให้เวลาตัดสินใจช้าลงและมีโอกาสทำผิดพลาดสูงขึ้น ซึ่งในทางสรีรวิทยาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มขึ้นภายใต้ภาวะกดดันเฉียบพลัน อันเป็นสิ่งที่ วิลเลียมส์ พูดถึงเมื่อเขาบอกว่าต้อง “ตั้งสติให้มั่น” ก่อนสร้างเพลย์
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ วิลเลียมส์ ในฤดูกาลนี้ไม่ใช่นักเตะคนเดิมกับที่เพิ่งเข้าลีกเมื่อสองปีก่อน ข้อมูลจากทีมงานของ แบร์ส ระบุชัดว่าในฤดูกาลรุกกี้ วิลเลียมส์ ถูกแซ็ก (sack) มากถึง 68 ครั้งตลอดฤดูกาล แต่หลังจากทำงานร่วมกับ จอห์นสัน เต็มปีเป็นครั้งแรก ตัวเลขการถูกแซ็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาแนวรุก แต่อีกส่วนสำคัญคือวินัยในการตัดสินใจที่เร็วขึ้น รู้ว่าเมื่อไหร่ควรขว้างทิ้ง เมื่อไหร่ควรวิ่งหนี และเมื่อไหร่ควรเสี่ยงสร้างบิ๊กเพลย์ ซึ่งสอดคล้องกับผลงานที่เพิ่งเห็นในเกมเปิดฤดูกาลที่เขาขว้างคอมพลีต 21 จาก 29 ครั้ง ระยะรวม 269 หลา 2 ทัชดาวน์ และวิ่งทำคะแนนอีก 2 ครั้ง ในเกมชนะ แคโรไลนา อย่างขาดลอย
จิตใจที่ต้องแข็งแกร่งกว่าร่างกาย: ทำไมแฟนกีฬายุคนี้ถึงคลั่งไคล้เรื่องราวแบบนี้
คำพูดของ วิลเลียมส์ ที่ว่าเกมนี้คือ “สงครามจิตวิทยา” สะท้อนแนวคิดที่กำลังเป็นกระแสหลักในโลกกีฬาสมัยใหม่ นั่นคือความสำคัญของความแข็งแกร่งทางจิตใจ (mental toughness) ที่ถูกยกให้เทียบเท่าหรือบางครั้งสำคัญกว่าความสามารถทางกายภาพ นี่คือเหตุผลที่เนื้อหาแนวนี้เข้าถึงใจคนวัยทำงานได้ง่าย เพราะไม่ว่าจะเป็นสนามอเมริกันฟุตบอลหรือห้องประชุมที่ออฟฟิศ หลักการเดียวกันก็ใช้ได้เสมอ นั่นคือการไม่ปล่อยให้แรงกดดันจากภายนอกมาบั่นทอนสมาธิในการทำงานที่ตั้งใจไว้
สิ่งที่ วิลเลียมส์ อธิบายไว้อย่างตรงไปตรงมาคือ กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหลีกเลี่ยงความกดดัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยงเกมรับที่ดุดันขนาดนี้ แต่อยู่ที่การฝึกจิตใจให้ “ฮึดสู้กลับ” ในจังหวะที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด แนวคิดนี้ตรงกับหลักจิตวิทยาการกีฬาที่เรียกว่า “resilience training” หรือการฝึกความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งนักกีฬาระดับโลกจำนวนมากใช้ฝึกฝนร่วมกับทีมนักจิตวิทยากีฬาโดยเฉพาะ ไม่ต่างจากการฝึกกล้ามเนื้อในโรงยิม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ฝั่งของ ไวกิ้งส์ เองก็เพิ่งพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางจิตใจในระดับทีมให้เห็นแล้วในเกมเปิดฤดูกาล เมื่อควอร์เตอร์แบ็กตัวจริงอย่าง ไคเลอร์ เมอร์เรย์ ต้องออกจากสนามไปด้วยอาการสมองกระทบกระเทือน (concussion) ตั้งแต่ควอเตอร์แรกในเกมเปิดตัวกับทีมใหม่ แต่ทีมกลับไม่ยอมแพ้ ควอร์เตอร์แบ็กสำรองอย่าง คาร์สัน เวนซ์ ที่ลงมาแทนกลับโชว์ฟอร์มขว้างทัชดาวน์ได้ถึง 3 ครั้งโดยไม่เสียอินเตอร์เซปต์แม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงการขว้างทัชดาวน์ให้ จัสติน เจฟเฟอร์สัน ตัวรับดาวเด่นถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับทั้งฤดูกาลที่แล้วของ เจฟเฟอร์สัน รวมกัน นี่คือภาพสะท้อนว่าทั้งสองทีมที่กำลังจะมาเจอกันในสัปดาห์นี้ ต่างเคยผ่านบททดสอบทางจิตใจครั้งใหญ่มาแล้วทั้งคู่ในสัปดาห์เดียวกัน เพียงแต่คนละรูปแบบ
การที่ทีมรับของ ไวกิ้งส์ ยังสามารถกดดันจนสร้างเทิร์นโอเวอร์สำคัญได้ในช่วงท้ายเกมกับ แพ็คเกอร์ส ทั้งการปาดบอลหลุดมือและการอินเตอร์เซปต์ที่นำไปสู่การพลิกเกมทั้งหมด ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเกมรับชุดนี้ไม่ได้มีดีแค่ในทฤษฎี แต่พร้อมจะทำร้ายคู่แข่งได้จริงในสถานการณ์ที่กดดันที่สุด สิ่งนี้แหละที่ทำให้ วิลเลียมส์ ต้องออกมาเตือนตัวเองและเพื่อนร่วมทีมล่วงหน้าว่าอย่าให้กลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามมาทำให้จิตใจปั่นป่วน เพราะเพียงแค่พลาดหนึ่งจังหวะในหัว ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของทั้งเกมได้ง่ายๆ
มิติธุรกิจและอนาคต: เมื่อเกม NFC North กลายเป็นสินค้าพรีเมียมของวงการกีฬา
นอกเหนือจากมิติในสนาม เกมระหว่าง แบร์ส กับ ไวกิ้งส์ ในสัปดาห์นี้ยังสะท้อนภาพใหญ่ของธุรกิจกีฬาอเมริกันในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน การที่ลีกเอ็นเอฟแอลจัดให้เกมคู่ปรับดิวิชั่นนี้เป็นหนึ่งในสามเกมแรกของฤดูกาลบนสนามเหย้าของ แบร์ส ที่ Soldier Field พร้อมออกอากาศทั่วประเทศทางช่อง FOX สะท้อนให้เห็นว่าลีกมองเห็นศักยภาพเชิงการตลาดของทั้งสองทีมนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากที่ แบร์ส ภายใต้การคุมทีมของ จอห์นสัน ในปีที่แล้วสามารถพาทีมกลับมาเป็นทีมแข่งขันในดิวิชั่นได้อีกครั้ง ด้วยสถิติ 11 ชนะ 6 แพ้ พร้อมชัยชนะในรอบเพลย์ออฟ และเป็นทีมที่ทำคะแนนรวมมากเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์
การที่ทีมสามารถพลิกโฉมจากทีมรุกที่รั้งท้ายลีกในปีก่อนหน้ามาเป็นทีมที่ทำสถิติแต้มสูงสุดในเกมเปิดฤดูกาลของแฟรนไชส์ในรอบเกือบ 80 ปี ก็ยิ่งตอกย้ำมูลค่าทางการตลาดของโค้ชอย่าง จอห์นสัน ในสายตาทั้งแฟนกีฬาและสปอนเซอร์ นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของการลงทุนด้านบุคลากรที่ให้ผลตอบแทนเร็วในธุรกิจกีฬา เพราะทันทีที่ทีมเริ่มชนะและเล่นเกมรุกที่สนุกขึ้น ทั้งยอดขายตั๋ว เรตติ้งการถ่ายทอดสด และมูลค่าสิทธิ์การโฆษณาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยแทบจะในทันที
ในอีกมุมหนึ่ง อุตสาหกรรมฟุตบอลแฟนตาซีและเดิมพันกีฬาก็จับตาเกมนี้อย่างใกล้ชิดไม่แพ้กัน เพราะทั้งความไม่แน่นอนของระบบเกมรับ ฟลอเรส และฟอร์มที่ระเบิดของเกมรุก แบร์ส ทำให้เกมนี้กลายเป็นหนึ่งในคู่ที่มีการวิเคราะห์และคาดการณ์มากที่สุดในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของเทรนด์โลกที่กีฬาไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นข้อมูลดิบสำหรับอุตสาหกรรมข้อมูลและการวิเคราะห์ที่มีมูลค่ามหาศาล ยิ่งเกมมีความไม่แน่นอนสูงเท่าไหร่ ความน่าสนใจในเชิงธุรกิจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
สำหรับอนาคตของทั้งสองทีม เกมนี้อาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าใครจะเป็นตัวเต็งของดิวิชั่น NFC North ในฤดูกาลนี้ หาก แบร์ส สามารถเอาชนะเกมรับที่ยากที่สุดเกมหนึ่งของลีกได้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล นั่นจะเป็นสัญญาณที่ทรงพลังว่าการพัฒนาของ วิลเลียมส์ ภายใต้ระบบของ จอห์นสัน นั้นเป็นของจริง ไม่ใช่แค่ผลจากการเจอคู่แข่งที่อ่อนแอในสัปดาห์แรก ขณะเดียวกัน หาก ไวกิ้งส์ สามารถกดดันจนทำให้ วิลเลียมส์ เสียหลักได้อีกครั้ง นั่นก็จะยิ่งตอกย้ำสถานะของ ฟลอเรส ในฐานะหนึ่งในสมองเกมรับที่อันตรายที่สุดของลีกในยุคนี้
บทสรุป: เมื่อสงครามในหัวสำคัญพอๆ กับสงครามในสนาม
สิ่งที่ทำให้เกมระหว่าง ชิคาโก้ แบร์ส กับ มินนิโซตา ไวกิ้งส์ ในสัปดาห์นี้น่าติดตามไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติหรือประวัติการเจอกัน แต่คือการปะทะกันของสองปรัชญาที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นสุดหัวใจ ฝั่งหนึ่งเชื่อในพลังของความคาดเดาไม่ได้และแรงกดดันที่ไม่หยุดยั้ง อีกฝั่งเชื่อในวินัยและความสงบนิ่งท่ามกลางความโกลาหล ทั้งสองทีมต่างเพิ่งพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในสัปดาห์แรกว่าพวกเขามีของจริงทั้งในแง่ทักษะและจิตใจ
คำถามที่แท้จริงที่แฟนกีฬาทุกคนอยากรู้คำตอบไม่ใช่แค่ว่าใครจะชนะบนกระดานคะแนน แต่คือใครจะเป็นฝ่ายควบคุมสงครามที่มองไม่เห็นได้สำเร็จ สงครามที่เกิดขึ้นในหัวของนักกีฬาแต่ละคนทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในสนามอเมริกันฟุตบอลหรือในชีวิตการทำงานของเราทุกคน คนที่ชนะมักไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดเสมอไป แต่คือคนที่รักษาความนิ่งไว้ได้นานที่สุดต่างหาก แล้วคุณล่ะ เคยเจอ “สงครามจิตวิทยา” แบบนี้ในชีวิตประจำวันของตัวเองบ้างหรือเปล่า
สรุปประเด็นสำคัญ
- เกมเปิดฤดูกาลของทั้งสองทีมสร้างประวัติศาสตร์คนละแบบ แบร์ส ชนะ แพนเธอร์ส 59-37 ในเกมที่ทำแต้มรวมสูงสุดในประวัติศาสตร์สัปดาห์แรกของเอ็นเอฟแอล
- ไวกิ้งส์ พลิกกลับมาชนะ แพ็คเกอร์ส 39-22 หลังตามหลัง 12 แต้ม กลายเป็นทีมแรกในลีกที่ทำได้แบบนี้แล้วชนะขาดลอยกว่า 17 แต้ม
- เคเลบ วิลเลียมส์ เรียกเกมกับเกมรับของ ไบรอัน ฟลอเรส ว่าเป็น “สงครามจิตวิทยา” ที่ต้องอาศัยความนิ่งมากกว่าฝีมือ
- เกมรับของ ฟลอเรส ใช้หลักการรบกวนกระบวนการตัดสินใจผ่านการเบลนซ์ที่คาดเดายาก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คุกคาม แบร์ส มาตลอดหลายปี
- เกมนี้มีมูลค่าสูงทั้งในแง่กีฬาและธุรกิจ เพราะเป็นตัวชี้วัดว่าการพัฒนาของ วิลเลียมส์ ภายใต้ เบน จอห์นสัน เป็นของจริงหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
Q: ชิคาโก้ แบร์ส พบกับ มินนิโซตา ไวกิ้งส์ วันไหน เวลาไทยกี่โมง
A: เกมจะแข่งขันวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2026 เวลา 12.00 น. ตามเวลาสหรัฐฝั่งกลาง ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทยประมาณ 00.00 น. ของวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2026
Q: เคเลบ วิลเลียมส์ พูดว่าอะไรเกี่ยวกับเกมนี้
A: เขาบอกว่าเกมนี้เป็นเหมือน “สงครามแห่งความอดทน” และ “สงครามจิตวิทยา” ที่ต้องอาศัยความนิ่งทางอารมณ์มากกว่าฝีมือการเล่นเพียงอย่างเดียว
Q: ไบรอัน ฟลอเรส เป็นใคร ทำไมถึงถูกพูดถึงมาก
A: เขาคือโค้ชทีมรับของ มินนิโซตา ไวกิ้งส์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบเกมรับที่ระดมเบลนซ์และเปลี่ยนแผนไปเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ ทำให้ฝ่ายรุกคาดเดาแผนได้ยากมาก
Q: ชิคาโก้ แบร์ส ผลงานเกมเปิดฤดูกาลเป็นอย่างไร
A: แบร์ส เอาชนะ แคโรไลนา แพนเธอร์ส 59-37 ทำสถิติแต้มรวมสูงสุดในเกมสัปดาห์แรกของประวัติศาสตร์เอ็นเอฟแอล โดย วิลเลียมส์ ขว้าง 269 หลา 2 ทัชดาวน์ และวิ่งทำอีก 2 คะแนน
Q: มินนิโซตา ไวกิ้งส์ ผลงานเกมเปิดฤดูกาลเป็นอย่างไร
A: ไวกิ้งส์ พลิกกลับมาชนะ กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส 39-22 หลังตามหลังอยู่ 12 แต้มในช่วงกลางควอเตอร์ 3 ด้วยการทำแต้มรวด 29 แต้มติดต่อกัน
Q: ใครเป็นควอร์เตอร์แบ็กตัวจริงของ ไวกิ้งส์ ในเกมนี้
A: ในเกมเปิดฤดูกาล ไคเลอร์ เมอร์เรย์ เป็นตัวจริงแต่ต้องออกจากสนามเพราะอาการสมองกระทบกระเทือน ทำให้ คาร์สัน เวนซ์ ลงมาเล่นแทนและทำผลงานได้ดีเยี่ยม
Q: เบน จอห์นสัน คือใคร
A: เขาคือเฮดโค้ชของ ชิคาโก้ แบร์ส อดีตผู้อำนวยการเกมรุกของ ดีทรอยต์ ไลออนส์ ที่เข้ามารับหน้าที่พัฒนาศักยภาพของ เคเลบ วิลเลียมส์ โดยเฉพาะ
Q: ทำไมเกมรับของ ฟลอเรส ถึงยากสำหรับ วิลเลียมส์
A: เพราะระบบเบลนซ์ที่คาดเดายากของเขาทำให้ควอร์เตอร์แบ็กต้องประมวลผลข้อมูลมากขึ้นในเวลาที่จำกัด เพิ่มโอกาสตัดสินใจผิดพลาดภายใต้ความกดดัน
Q: วิลเลียมส์ ถูกแซ็กน้อยลงจริงหรือไม่ในปีนี้
A: ตัวเลขบ่งชี้ว่าอัตราการถูกแซ็กของเขาลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับฤดูกาลรุกกี้ที่ถูกแซ็กมากถึง 68 ครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจที่เร็วขึ้นภายใต้ระบบของ จอห์นสัน
Q: เกมนี้ถ่ายทอดสดทางช่องไหน
A: เกมนี้ถ่ายทอดสดทางช่อง FOX ในสหรัฐอเมริกา โดยแฟนกีฬาไทยสามารถติดตามผ่านช่องทางสตรีมมิงที่มีลิขสิทธิ์การถ่ายทอดเอ็นเอฟแอลในประเทศไทย
Q: สนามที่ใช้แข่งขันคือที่ไหน
A: เกมนี้จัดขึ้นที่ Soldier Field สนามเหย้าของ ชิคาโก้ แบร์ส ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์
Q: ผลการเจอกันในอดีตระหว่างสองทีมเป็นอย่างไร
A: นี่จะเป็นการเจอกันครั้งที่ 130 ในประวัติศาสตร์ โดย แบร์ส ครองความได้เปรียบเมื่อเล่นในบ้านด้วยสถิติ 33 ชนะ 29 แพ้ 2 เสมอ