เคอร์ติส โจนส์ ปริศนาที่แอนฟิลด์ไม่ยอมพูดตรงๆ ทำไมเด็กหนุ่มลิเวอร์พูลแท้ๆ ถึงถูกดันออกจากทีมท่ามกลางเงาของอินเตอร์ มิลาน

เมื่อ “เลือดหงส์แท้” กลายเป็นชื่อที่หายไปจากใบรายชื่อ

ลองจินตนาการภาพนี้ดู เด็กชายคนหนึ่งเติบโตมาในเมืองลิเวอร์พูล ฝันอยากใส่เสื้อสีแดงตั้งแต่จำความได้ ไต่เต้าจากอะคาเดมี่จนได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ แถมยังได้แชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับสโมสรที่รักที่สุดในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่ง ชื่อของเขากลับหายไปจากใบรายชื่อลงสนามนัดกระชับมิตรที่บ้านตัวเองถึงสองนัดติดต่อกัน นี่คือสถานการณ์ที่ เคอร์ติส โจนส์ กองกลางทีมชาติอังกฤษวัย 25 ปี กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

การที่นักเตะคนหนึ่งขาดหายจากทีมสองเกมรวด ในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน มันคือ “สัญญาณ” ที่บอกอะไรบางอย่างเสมอ และในกรณีนี้ สัญญาณนั้นชี้ตรงไปยังเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ซึ่ง อินเตอร์ มิลาน แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา กำลังเดินหน้าทุ่มเงินหลายสิบล้านปอนด์เพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีมให้ได้ก่อนตลาดปิด

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของดราม่าครั้งนี้ ตั้งแต่เส้นทางชีวิตนักเตะที่เดิมพันด้วยหัวใจ ไปจนถึงตรรกะทางธุรกิจเบื้องหลังตัวเลขค่าตัวที่ต่อรองกันไปมา และคำถามที่ลึกที่สุดว่า ทำไมการ “จากบ้าน” ถึงเป็นบทเรียนชีวิตที่คนวัยทำงานทุกคนสัมผัสได้ไม่ต่างจากนักฟุตบอลอาชีพ

ย้อนรอยเส้นทาง จากเด็กอะคาเดมี่สู่นักเตะที่ต้องเลือกทางเดินใหม่

โจนส์ไม่ใช่นักเตะธรรมดาสำหรับลิเวอร์พูล เขาคือหนึ่งในผลผลิตอะคาเดมี่ที่หายากในยุคที่สโมสรใหญ่มักซื้อนักเตะสำเร็จรูปจากทั่วโลก การเป็น “คนพื้นที่” ที่ไต่เต้าขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่มีความหมายทางอารมณ์ที่มากกว่าตัวเลขในสัญญา เพราะมันคือเรื่องราวที่แฟนบอลผูกพันได้ทันที เหมือนเพื่อนบ้านที่ประสบความสำเร็จ

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน สถานการณ์ของโจนส์ยังดูสดใสกว่านี้มาก หลังจากที่เขาลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ถึง 46 นัดในฤดูกาลที่ผ่านมา และเป็นตัวจริงมากถึง 27 นัด ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่เขามีบทบาทมากที่สุดในอาชีพค้าแข้งจนถึงตอนนั้น เขาช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและมีจำนวนนัดในหนึ่งฤดูกาลมากกว่าที่เคยมีมา

แต่โลกฟุตบอลหมุนเร็วเสมอ เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ การแข่งขันในตำแหน่งกองกลางของลิเวอร์พูลทวีความดุเดือดขึ้นจากการเสริมทัพนักเตะระดับโลกหลายราย ทำให้พื้นที่ยืนของโจนส์ในสนามแคบลงเรื่อยๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาเขาได้เป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 18 นัด และส่วนใหญ่ของเวลาที่ได้ลงสนามนั้นถูกใช้ในตำแหน่งแบ็กขวาซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขา นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการต้องเล่นนอกตำแหน่งซ้ำๆ มักเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่าโค้ชมองเห็นบทบาทของนักเตะคนนั้นในทีมลดน้อยลง

ที่จริงแล้ว ข่าวการจากไปของโจนส์ไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยม เพราะมีรายงานความสนใจจากอินเตอร์ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาแล้ว โดยครั้งนั้นมีการพูดถึงดีลยืมตัวพร้อมเงื่อนไขซื้อขาด แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ กระทั่งมาถึงซัมเมอร์นี้ที่สถานการณ์กลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเส้นทางของเขากับลิเวอร์พูลอาจมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วจริงๆ

มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำไม “การถูกเว้นวรรค” ถึงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ

ในทางเทคนิค การที่สโมสรระดับท็อปอย่างลิเวอร์พูลตัดชื่อนักเตะออกจากทีมสองนัดติดต่อกันในช่วงพรีซีซั่น มีเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าคำว่า “บาดเจ็บ” เพียงอย่างเดียว โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าโจนส์มีปัญหาเล็กน้อยบริเวณสะโพก แต่ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่การบริหารความเสี่ยงนักเตะ (Load Management) กลายเป็นศาสตร์เฉพาะทาง การพักนักเตะที่ “อาจจะย้ายทีม” ในช่วงตลาดซื้อขายกำลังเปิดอยู่ ก็เป็นกลยุทธ์ปกติที่สโมสรใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองทาง คือป้องกันไม่ให้นักเตะบาดเจ็บหนักจนดีลล่ม และป้องกันไม่ให้ทีมที่กำลังจะขายนักเตะต้องแบกรับความเสี่ยงจากการใช้งานเขาต่อ

ทีมงานอ้างว่าอาการบาดเจ็บนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โจนส์ขาดทั้งเกมกับโมนาโกและเกมกับโคโม่ ซึ่งหากมองในมุมวิทยาศาสตร์การกีฬา การพักนักเตะจากอาการบาดเจ็บเล็กน้อยในช่วงพรีซีซั่นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะฤดูกาลจริงยังไม่เริ่ม การเสี่ยงใช้งานนักเตะที่ร่างกายยังไม่ 100% ในเกมที่ไม่มีความหมายทางสถิติ ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงเลยในทางทฤษฎีการจัดการฟอร์มนักเตะ

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องระบบการเล่น กุนซือลิเวอร์พูลอย่าง อันโดนี อิราโอลา เป็นที่รู้จักในเรื่องการวางระบบกดดันสูง (High Press) และการเคลื่อนที่แบบไดนามิกของแผงกองกลาง ซึ่งต้องการนักเตะที่มีความชัดเจนในบทบาทเฉพาะทาง การที่โจนส์ถูกจับไปเล่นตำแหน่งแบ็กขวาบ่อยครั้งในฤดูกาลก่อน สะท้อนว่าโค้ชมองเห็น “ความอเนกประสงค์” ของเขาเป็นทางออกเฉพาะหน้า มากกว่าจะเป็นตัวเลือกหลักในตำแหน่งกองกลางตัวจริง ซึ่งในทางจิตวิทยาการกีฬา การถูกดึงไปเล่นนอกตำแหน่งซ้ำๆ มักส่งผลต่อความมั่นใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ในสนามของนักเตะอย่างมีนัยสำคัญ

มิติจิตใจและแรงบันดาลใจ เมื่อความรักบ้านเกิดต้องเผชิญหน้ากับความจริงของอาชีพ

นี่คือประเด็นที่ทำให้เรื่องราวของโจนส์แตกต่างจากดราม่าย้ายทีมทั่วไป เพราะเขาไม่ใช่นักเตะต่างชาติที่มองสโมสรเป็นเพียงสถานีหนึ่งในอาชีพ แต่เป็น “ลูกหม้อคนสุดท้ายที่เกิดในเมืองลิเวอร์พูล” ที่ยังอยู่ในทีมชุดใหญ่ กุนซืออิราโอลาเคยแสดงความต้องการเก็บตัวโจนส์ไว้ในทีม โดยให้ความสำคัญกับรากเหง้าความเป็นคนพื้นที่ของเขา

แต่ความรักบ้านเกิดกับความจริงในสนามเป็นคนละเรื่องกัน สำหรับนักกีฬาอาชีพ การนั่งสำรองหรือถูกจับเล่นนอกตำแหน่งซ้ำๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของฟอร์มการเล่น แต่มันกระทบลึกถึงอัตลักษณ์ตัวตน โดยเฉพาะเมื่อสโมสรนั้นคือทีมที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก การตัดสินใจ “จากบ้าน” เพื่อไปหาโอกาสในสนามที่ไกลกว่าเดิมถึงพันกิโลเมตร จึงเป็นบทเรียนชีวิตที่ทรงพลังไม่ต่างจากที่คนวัยทำงานต้องเผชิญ เมื่อองค์กรที่เรารักและทุ่มเทให้มานานไม่มีพื้นที่ให้เราเติบโตต่อไปอีกแล้ว

มีรายงานว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างเฟเดริโก คิเอซา เคยเปิดเผยว่าโจนส์เคยสอบถามเขาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในอิตาลี ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่บอกอะไรได้มากมาย มันสะท้อนว่าในใจลึกๆ โจนส์เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับบทใหม่ของชีวิตแล้ว แม้ปากจะยังไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็ตาม และจากรายงานล่าสุด มีการยืนยันว่าตัวนักเตะเองต้องการที่จะย้ายทีมแล้วจริงๆ นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับคนทำงานยุคนี้ บางครั้งความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ใช่การอยู่ในที่ที่คุ้นเคยจนสบายใจ แต่คือการยอมรับความจริงและก้าวออกไปหาพื้นที่ที่เราจะได้เฉิดฉายเต็มศักยภาพ แม้จะต้องทิ้งความสะดวกสบายทางใจไว้เบื้องหลัง

มิติธุรกิจและอนาคต ตัวเลขค่าตัวที่บอกเล่าเกมภายในของวงการฟุตบอลยุคดิจิทัล

ถ้าจะเข้าใจดีลนี้อย่างถ่องแท้ ต้องมองผ่านแว่นธุรกิจ เพราะตลอดฤดูร้อนที่ผ่านมา ตัวเลขค่าตัวของโจนส์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับการต่อรองในตลาดนัด เริ่มต้นจาก อินเตอร์เคยยื่นข้อเสนอแรกที่ไม่ถึง 20 ล้านปอนด์และถูกปฏิเสธทันที ก่อนจะขยับมาเป็น ข้อเสนออย่างไม่เป็นทางการที่ 32 ล้านยูโรซึ่งก็ยังถูกปัดตกอีกครั้ง

จุดที่น่าสนใจคือ เดิมทีลิเวอร์พูลยืนยันราคาที่ 40 ล้านยูโรมาโดยตลอด แต่ล่าสุดมีรายงานว่าสโมสรยอมลดราคาลงมาเล็กน้อยจนอาจปิดดีลกันได้ที่ราว 35 ล้านยูโร ตัวเลขที่ขยับลงมานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนสัจธรรมทางธุรกิจฟุตบอลที่โหดร้าย นั่นคือ สัญญาที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ คือระเบิดเวลาของมูลค่านักเตะ เมื่อสัญญาของโจนส์เหลือไม่ถึง 12 เดือน หากลิเวอร์พูลยื้อต่อไปโดยไม่ได้ต่อสัญญาใหม่ มูลค่าตลาดของเขาจะยิ่งลดลงเรื่อยๆ จนอาจต้องปล่อยฟรีในที่สุด สโมสรจึงจำเป็นต้องยอมลดราคาเพื่อรักษามูลค่าส่วนที่เหลือไว้ให้ได้มากที่สุด นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่แค่ฟุตบอล

ฝั่งอินเตอร์เองก็มีเกมภายในที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน มีรายงานว่าการที่อินเตอร์ใกล้บรรลุข้อตกลงปล่อยยืมตัวดาบิเด ฟรัตเตซี่ ไปให้ลาซิโอ พร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อ จะช่วยเปิดพื้นที่ทั้งด้านงบประมาณและโควตาผู้เล่นให้พวกเขาสามารถทุ่มเงินไล่ล่าโจนส์ได้เต็มที่มากขึ้น นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของการบริหารสมดุลทีมในยุคที่กฎการเงินและเพดานค่าเหนื่อยเข้มงวดขึ้นทุกปี สโมสรใหญ่ต้องขายหรือปล่อยตัวนักเตะออกก่อน จึงจะมีพื้นที่ซื้อนักเตะใหม่เข้ามาได้ ไม่ต่างจากการบริหารกระแสเงินสดในธุรกิจทั่วไปที่ต้องขายสต๊อกเก่าก่อนจะสั่งของใหม่เข้าคลัง

ในมุมของอนาคตวงการฟุตบอล เทรนด์การย้ายทีมของนักเตะดาวรุ่งอังกฤษไปเล่นในเซเรีย อา กำลังกลายเป็นกระแสที่น่าจับตา อินเตอร์เองก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วในซัมเมอร์นี้ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับตลาดอังกฤษเป็นพิเศษ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้เสริมทัพด้วยนักเตะอังกฤษไปแล้วสองราย คือจอห์น สโตนส์ จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเจ็ด สเปนซ์ จากท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าวงการฟุตบอลยุคดิจิทัลไม่มีพรมแดนทางวัฒนธรรมอีกต่อไป นักเตะพร้อมข้ามทวีปเพื่อหาโอกาสที่ดีที่สุดในช่วงเวลาทองของอาชีพ ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียและนักข่าวสายตลาดซื้อขายอย่างฟาบริซิโอ โรมาโน ก็กลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวถูกจับตาแบบเรียลไทม์ สร้างอีโคซิสเต็มธุรกิจข่าวกีฬาที่มีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้ตัวดีลจริงๆ เลย

เมื่อโคโม่กลายเป็นเวทีทดสอบระบบใหม่ของฟาเบรกาส

ขณะที่เรื่องราวของโจนส์เป็นประเด็นร้อนแรง อีกฟากหนึ่งของสนาม กุนซือ เชส ฟาเบรกาส แห่งโคโม่ก็ใช้เกมกระชับมิตรนี้เป็นห้องทดลองเช่นกัน การให้โอกาส เทรโวห์ ชาโลบาห์ ลงเป็นตัวจริง พร้อมทั้งเก็บตัวเลือกคุณภาพอย่าง นิโก้ ปาซ, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ และ อัลบาโร่ โมราต้า ไว้ในม้านั่งสำรอง สะท้อนแนวทางบริหารความลึกของทีมที่ชัดเจน โคโม่ในยุคหลังเลื่อนชั้นกำลังพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่แค่ทีมโนเนมที่ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุด แต่เป็นทีมที่มีนักเตะคุณภาพระดับทีมชาติกระจายอยู่ทุกตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนด้านโครงสร้างสโมสรอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สรุป ดราม่าที่ยังไม่จบ แต่ทิศทางเริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน

เรื่องราวของเคอร์ติส โจนส์ ในตอนนี้ เปรียบเหมือนบทละครที่ทุกฝ่ายรู้บทอยู่แล้วว่าตอนจบน่าจะเป็นอย่างไร เพียงแต่ยังรอเวลาที่เหมาะสมในการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเท่านั้น ทั้งสัญญาณจากสนามซ้อม ท่าทีของสโมสรที่ยอมลดราคา และความต้องการของตัวนักเตะเองที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ล้วนชี้ไปทางเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ผลลัพธ์สุดท้าย คือกระบวนการเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยบทเรียนทางธุรกิจ จิตวิทยา และวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตจริงของคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรู้จักคุณค่าตัวเองในตลาดแรงงาน การกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแม้ต้องทิ้งความคุ้นเคย หรือแม้แต่การบริหารความเสี่ยงในจังหวะที่ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนบท คำถามที่เหลืออยู่ตอนนี้จึงไม่ใช่ “จะไปหรือไม่ไป” แต่เป็น “เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างจะกลายเป็นทางการ” และเด็กหนุ่มลิเวอร์พูลแท้ๆ คนนี้จะไปเขียนบทใหม่ของชีวิตที่ซานซีโร่ได้สำเร็จหรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เคอร์ติส โจนส์ ถูกตัดชื่อออกจากทีมลิเวอร์พูลสองนัดกระชับมิตรติดต่อกัน (โมนาโกและโคโม่) ท่ามกลางข่าวสะพัดเรื่องปัญหาสะโพกเล็กน้อย
  • อินเตอร์ มิลาน เดินหน้ายื่นข้อเสนอต่อเนื่องตลอดซัมเมอร์ จากต่ำกว่า 20 ล้านปอนด์ ไปจนถึงล่าสุดที่ใกล้เคียง 35 ล้านยูโร
  • ลิเวอร์พูลเคยยืนราคาที่ 40 ล้านยูโร แต่เริ่มยอมลดราคาลงเนื่องจากสัญญาของโจนส์เหลือไม่ถึง 1 ปี
  • ตัวนักเตะเองมีรายงานว่าต้องการย้ายไปค้าแข้งที่เซเรีย อา แล้ว หลังพื้นที่ในทีมชุดใหญ่ลิเวอร์พูลลดน้อยลงเรื่อยๆ
  • ดีลนี้เชื่อมโยงกับการบริหารทีมของอินเตอร์ ที่ต้องปล่อยตัวดาบิเด ฟรัตเตซี่ ก่อน จึงจะมีพื้นที่งบประมาณไล่ล่าโจนส์ได้เต็มที่

คำถามที่พบบ่อย

Q: เคอร์ติส โจนส์ อายุเท่าไหร่ และเล่นตำแหน่งอะไร A: โจนส์อายุ 25 ปี เป็นกองกลางตัวรุกที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของลิเวอร์พูล และเป็นทีมชาติอังกฤษ

Q: ทำไมเคอร์ติส โจนส์ ถึงไม่ได้ลงเล่นในเกมกระชับมิตรกับโคโม่ A: สโมสรระบุว่าเป็นเพราะปัญหาเล็กน้อยบริเวณสะโพก แต่หลายฝ่ายมองว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาย้ายทีมที่กำลังดำเนินอยู่

Q: อินเตอร์ มิลาน เสนอราคาซื้อเคอร์ติส โจนส์ เท่าไหร่ A: ข้อเสนอมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้งตลอดซัมเมอร์ จากระดับต่ำกว่า 20 ล้านปอนด์ ไปจนถึงล่าสุดที่ใกล้เคียง 35 ล้านยูโร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการต่อรองกับลิเวอร์พูล

Q: สัญญาของเคอร์ติส โจนส์ กับลิเวอร์พูลเหลือถึงเมื่อไหร่ A: มีรายงานว่าสัญญาของเขาเหลืออีกไม่ถึง 12 เดือน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้สโมสรต้องพิจารณาขายในซัมเมอร์นี้

Q: เคอร์ติส โจนส์ อยากย้ายทีมจริงหรือไม่ A: มีรายงานจากหลายแหล่งข่าวว่าตัวนักเตะเองต้องการย้ายไปค้าแข้งที่เซเรีย อา แล้ว

Q: ใครเป็นกุนซือของลิเวอร์พูลในตอนนี้ A: อันโดนี อิราโอลา เป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และเคยแสดงความต้องการเก็บโจนส์ไว้ในทีมเนื่องจากเป็นนักเตะที่เกิดในพื้นที่

Q: ทำไมอินเตอร์ มิลาน ถึงต้องการตัวเคอร์ติส โจนส์ A: อินเตอร์มองว่าโจนส์เป็นตัวเลือกที่จะช่วยเสริมความลึกและคุณภาพในแดนกลาง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขากำลังปรับโครงสร้างทีมกลางฤดูร้อนนี้

Q: ดาบิเด ฟรัตเตซี่ เกี่ยวข้องอย่างไรกับดีลนี้ A: มีรายงานว่าอินเตอร์กำลังจะปล่อยฟรัตเตซี่ไปเล่นยืมตัวที่ลาซิโอ ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่งบประมาณและโควตาทีมให้พวกเขาสามารถทุ่มเงินซื้อโจนส์ได้

Q: เกมที่ลิเวอร์พูลพบโคโม่จบลงด้วยผลอย่างไร A: ทั้งสองทีมพบกันสองนัดในสุดสัปดาห์เดียวกัน โดยนัดแบบปิดสนามจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ก่อนจะพบกันอีกครั้งต่อหน้าแฟนบอลที่แอนฟิลด์

Q: ถ้าเคอร์ติส โจนส์ ย้ายออก ลิเวอร์พูลจะซื้อใครมาแทน A: มีรายงานว่าลิเวอร์พูลให้ความสนใจแอดัม วอร์ตัน จากคริสตัล พาเลซ เป็นหนึ่งในตัวเลือกเสริมแดนกลาง

Q: เคอร์ติส โจนส์ เคยมีข่าวย้ายทีมมาก่อนหรือไม่ A: เคยมีรายงานความสนใจจากอินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้ว แม้ครั้งนั้นดีลจะไม่สำเร็จ

Q: นอกจากอินเตอร์แล้ว มีสโมสรอื่นสนใจเคอร์ติส โจนส์ หรือไม่ A: มีรายงานว่าทั้งแอสตัน วิลล่า และนอตติงแฮม ฟอเรสต์ เคยแสดงความสนใจในตัวเขาเช่นกัน