เกือบ 30 ปีของชีวิตคู่ที่เคยพาทีมบาสเกตบอลระดับ NBA และ WNBA คว้าความสำเร็จมาครอง วันนี้กำลังจะจบลง แต่สิ่งที่ทำให้วงการกีฬาทั่วโลกต้องหันมามองไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของคนดัง หากแต่เป็นคำถามใหญ่ที่ตามมาทันทีคือ เมื่อเจ้าของทีมหย่าร้างกัน ทีมกีฬามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จะเป็นอย่างไรต่อ
โจ ไซ่ และ คลาร่า วู ไซ่ คู่สามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของทีม บรู้กลิน เน็ตส์ ในศึกบาสเกตบอล NBA และ นิวยอร์ก ลิเบอร์ตี้ ในศึกบาสเกตบอลหญิง WNBA ประกาศแยกทางกันอย่างเป็นทางการ หลังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 1996 ท่ามกลางความสงสัยของแฟนกีฬาว่าเรื่องนี้จะฉุดรั้งอนาคตของทีมหรือไม่ แต่คำตอบที่ทั้งคู่ยืนยันออกมากลับชัดเจนราวกับวางแผนไว้ล่วงหน้า นั่นคือ “ธุรกิจจะเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เรื่องราวนี้มีมิติที่ลึกกว่าข่าวซุบซิบวงสังคมทั่วไป เพราะมันสะท้อนให้เห็นโครงสร้างการบริหารธุรกิจกีฬายุคใหม่ ที่แยกเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากอำนาจการบริหารองค์กรได้อย่างเป็นระบบ และในเวลาเดียวกันก็เผยให้เห็นปัญหาที่แท้จริงของทีมเน็ตส์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบนเตียงนอน แต่เป็นเรื่องบนพาร์เกต์บาสเกตบอลต่างหาก
ที่มาของอาณาจักร: จากนักธุรกิจไอทีสู่เจ้าของทีมกีฬาระดับโลก
โจ ไซ่ คือผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่มีอิทธิพลที่สุดในเอเชีย ส่วน คลาร่า วู ไซ่ เป็นนักธุรกิจและนักกิจกรรมเพื่อสังคมที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งคู่เริ่มเข้าสู่วงการกีฬาอเมริกันด้วยการซื้อหุ้นส่วนน้อยใน เน็ตส์ ก่อนจะทยอยเพิ่มสัดส่วนจนกลายเป็นเจ้าของเต็มรูปแบบในปี 2019 หลังบรรลุข้อตกลงกับ มิคาอิล พรอคโครอฟ เจ้าของเดิม ด้วยมูลค่าที่ในเวลานั้นถือเป็นราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขายทีมกีฬาในสหรัฐอเมริกา
ปีเดียวกันนั้นเอง ครอบครัวไซ่ยังได้ซื้อทีม นิวยอร์ก ลิเบอร์ตี้ จาก เจมส์ โดแลน และ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในราคาเพียงหลักสิบล้านดอลลาร์ ก่อนจะพลิกโฉมทีมด้วยการย้ายสนามเหย้าถาวรมาที่ บาร์เคลย์ส เซ็นเตอร์ ในบรู้กลิน และปั้นทีมจนคว้าแชมป์ WNBA สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จเมื่อปี 2024 ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเจ้าของทีมเชื้อสายเอเชียนอเมริกันคู่แรกที่คว้าแชมป์ลีกบาสเกตบอลหญิงระดับสูงสุดของโลก
จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างโจกับคลาร่าไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสามีภรรยาอีกต่อไป แต่กลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนและมูลค่ามหาศาล ครอบคลุมทั้งทีมบาสเกตบอลชาย-หญิง สนามแข่งขัน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนในวงการฟุตบอลอเมริกัน (Major League Soccer) กีฬาลาครอสกลางแจ้ง อีสปอร์ต และธุรกิจข้อมูลกีฬา
เปิดโครงสร้างอำนาจ: ทำไมการหย่าถึงไม่กระทบบัลลังก์ธุรกิจ
หัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ไม่กลายเป็นวิกฤตซ้ำรอยกรณีอื้อฉาวในวงการกีฬาสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อยู่ที่โครงสร้างการถือครองธุรกิจของตระกูลไซ่ ซึ่งทุกอย่างถูกรวมศูนย์ไว้ภายใต้บริษัทแม่ชื่อ บรู้กลิน สปอร์ตส์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือ BSE ที่ครอบคลุมทั้งทีมเน็ตส์ ทีมลิเบอร์ตี้ สิทธิ์ในสนามบาร์เคลย์ส เซ็นเตอร์ ทีมสังกัดในลีกรอง G League และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ
ตามแถลงการณ์ร่วมของทั้งคู่ โจจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานของ BSE และเป็นผู้ว่าการทีม (Governor) ของเน็ตส์ต่อไป ขณะที่คลาร่าจะยังคงเป็นรองประธานของ BSE และเป็นผู้ว่าการทีมของลิเบอร์ตี้เช่นเดิม โดยทั้งสองยืนยันว่าจะยัง “เป็นเจ้าของและผู้ดูแลทีมต่อไป โดยมีทีมผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด”
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือแผนระยะยาว ทั้งคู่ระบุว่าจะให้ลูกทั้งสามคนเข้ามามีส่วนร่วมในการถือครองธุรกิจกีฬาของครอบครัวในอนาคต สะท้อนแนวคิดที่โจเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขามองการถือครองทีมเน็ตส์ ลิเบอร์ตี้ และบาร์เคลย์ส เซ็นเตอร์ เป็นเสมือน “ธุรกิจของครอบครัวข้ามรุ่น” ไม่ใช่แค่การลงทุนระยะสั้นเพื่อทำกำไร
ในแง่มูลค่าธุรกิจ BSE ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่ามูลค่าการลงทุนของทั้งคู่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากราคาที่ซื้อมาในตอนแรก นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าการแยกทางกันในชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องแยกทางกันในทางธุรกิจด้วย
บทเรียนจากอดีต: เมื่อการหย่าร้างเคยสั่นคลอนทีมกีฬาระดับโลกมาแล้ว
ประวัติศาสตร์วงการกีฬาอเมริกันเคยมีกรณีตัวอย่างที่การหย่าร้างของเจ้าของทีมสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักมาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ แฟรงก์ และ เจมี แม็คคอร์ท เจ้าของทีมเบสบอล ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส ที่หย่าร้างกันในปี 2011 จนนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายอันยืดเยื้อ ก่อนที่เจมีจะยอมรับข้อตกลงมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์เพื่อสละสิทธิ์การถือหุ้นในทีมทั้งหมด
อีกกรณีคือ เจฟฟรีย์ และ คริสตินา ลูรี เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ ที่แยกทางกันในปี 2012 โดยคริสตินายังคงรักษาหุ้นส่วนน้อยแบบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในทีมเอาไว้ได้ ทั้งสองกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการหย่าร้างต่อทีมกีฬาสามารถแตกต่างกันไปได้อย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการถือหุ้นและข้อตกลงก่อนสมรสที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
สำหรับกรณีของโจและคลาร่า การที่ทั้งคู่ออกแถลงการณ์ร่วมกันอย่างรวดเร็วและชัดเจนถึงตำแหน่งบริหารที่จะยังคงเดิม ถูกมองว่าเป็นความพยายามป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือความปั่นป่วนต่อมูลค่าแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่นักธุรกิจกีฬายุคใหม่นำมาปรับใช้จากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อน
เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนรูปแบบ แต่ไม่ได้สิ้นสุดลง
สิ่งที่น่าสนใจในแถลงการณ์ของทั้งคู่คือถ้อยคำที่สะท้อนมุมมองต่อความสัมพันธ์ในแบบที่ต่างไปจากกรณีหย่าร้างทั่วไป ทั้งโจและคลาร่าระบุว่าความสัมพันธ์ของพวกเขา “พัฒนากลายเป็นหุ้นส่วนกันมากขึ้น ทั้งในแง่การบริหารธุรกิจร่วมกันและการเลี้ยงดูลูกๆ ด้วยกัน” แม้จะห่างเหินกันไปในเชิงชีวิตคู่ แต่การหย่าครั้งนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นและความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพยังคงแน่นแฟ้น
มุมมองแบบนี้สะท้อนแนวคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในหมู่คู่รักนักธุรกิจระดับสูง นั่นคือการแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามากระทบต่อทรัพย์สินและองค์กรที่สร้างร่วมกันมา สำหรับแฟนกีฬาแล้ว นี่อาจเป็นบทเรียนที่มากกว่าเรื่องบาสเกตบอล เพราะมันสะท้อนวิธีคิดเรื่องการบริหารความสัมพันธ์และธุรกิจครอบครัวในโลกยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงขององค์กรและอนาคตของลูกหลานมากกว่าความขัดแย้งส่วนตัวชั่วครั้งชั่วคราว
ปัญหาตัวจริงของเน็ตส์ไม่ได้อยู่ที่ห้องประชุมบอร์ดบริหาร แต่อยู่ที่สนามแข่งขัน
ขณะที่เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าของทีมได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว แต่สิ่งที่แฟนบาสเกตบอลเน็ตส์กังวลมากกว่ากลับเป็นสถานการณ์ในสนามแข่งขันที่ยังคงมืดมนต่อเนื่อง ภายใต้การบริหารของ ฌอน มาร์กส์ ผู้จัดการทั่วไปที่อยู่กับองค์กรมานานถึง 10 ปี
มาร์กส์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2016 ในยุคที่ทีมแทบไม่เหลือทรัพยากรใดๆ หลังพลาดสิทธิ์เลือกผู้เล่นดราฟต์ให้ทีม บอสตัน เซลติกส์ ไปจากดีลอื้อฉาวก่อนหน้านั้น เขาค่อยๆ ปั้นทีมจนสามารถดึงตัว เควิน ดูแรนท์, ไคว์รี เออร์วิง และ เจมส์ ฮาร์เดน มารวมกันจนกลายเป็นทีมเต็งแชมป์ในช่วงหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงจากปัญหาอาการบาดเจ็บและดราม่าภายในทีม
หลังจากนั้น มาร์กส์ตัดสินใจรื้อทีมใหม่ทั้งหมด แลกดูแรนท์และเออร์วิงออกไป และล่าสุดยังส่งตัว มิคาล บริดเจส กัปตันทีมและผู้เล่นคนสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่ไปให้คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง นิวยอร์ก นิกส์ เพื่อแลกกับสิทธิ์เลือกผู้เล่นดราฟต์รอบแรกถึงหกสิทธิ์ ทำให้เน็ตส์เดินหน้าเข้าสู่โหมดการสร้างทีมใหม่แบบเต็มรูปแบบ
ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาคือฤดูกาล 2025-26 เน็ตส์จบด้วยสถิติชนะเพียง 20 นัดจาก 82 นัด แพ้ถึง 62 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่แย่เป็นอันดับสามของทั้งลีก และแม้จะได้สิทธิ์เลือกผู้เล่นดราฟต์ระดับต้นๆ กลับมาเป็นการชดเชย แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าทีมจะสามารถกลับไปแข่งขันเพื่อเข้ารอบเพลย์ออฟได้ในเร็ววัน
เมื่อการรีบิลด์กินเวลานานเกินคาด
สิ่งที่ทำให้แฟนเน็ตส์เริ่มหมดความอดทนไม่ใช่แค่ตัวเลขผลแพ้ชนะ แต่เป็นทิศทางที่ไม่ชัดเจนว่าแผนการสร้างทีมใหม่ของมาร์กส์จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ ตัวมาร์กส์เองเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่คิดว่าการรีบิลด์ครั้งนี้จะใช้เวลานาน โดยยกตัวอย่างแรงบันดาลใจจากทีม โอคลาโฮมา ซิตี ธันเดอร์ ภายใต้การบริหารของ แซม เพรสตี ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ธันเดอร์มีผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์เป็นแกนหลักตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการรีบิลด์ ขณะที่เน็ตส์ยังไม่มีผู้เล่นในระดับนั้นเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้เน็ตส์ยังต้องเผชิญข้อจำกัดเรื่องสิทธิ์เลือกผู้เล่นดราฟต์ในบางปีที่ต้องส่งต่อให้ทีมอื่นจากดีลเก่า ทำให้การวางแผนระยะยาวมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด
ด้วยตลาดใหญ่อย่างนิวยอร์กซึ่งมักมาพร้อมความคาดหวังสูงจากแฟนบอลและสื่อ แรงกดดันต่อมาร์กส์และทีมบริหารจึงไม่เคยลดน้อยลง แม้ในองค์กรจะมีเสียงสนับสนุนว่าแนวทางการสะสมสิทธิ์เลือกผู้เล่นดราฟต์และเงินเดือนว่างเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องในระยะยาวก็ตาม
มิติธุรกิจกีฬายุคดิจิทัล: อนาคตของอาณาจักรไซ่จะไปทางไหน
ในภาพรวม กรณีของครอบครัวไซ่สะท้อนแนวโน้มสำคัญของธุรกิจกีฬาระดับโลกในยุคปัจจุบัน ที่ทีมกีฬาไม่ได้เป็นเพียงของเล่นราคาแพงของมหาเศรษฐีอีกต่อไป แต่กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ แยกออกจากชีวิตส่วนตัวของเจ้าของอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องมูลค่าแฟรนไชส์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
การวางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาททั้งสามคนในระยะยาวยังสะท้อนแนวคิดการสร้างธุรกิจกีฬาแบบข้ามรุ่น ไม่ต่างจากตระกูลเจ้าของทีมกีฬาดังระดับโลกหลายตระกูลที่มองทีมกีฬาเป็นมรดกทางธุรกิจของครอบครัว มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อขายทำกำไรในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ปัญหาผลงานในสนามของเน็ตส์ก็ยังคงเป็นการบ้านสำคัญที่รอการพิสูจน์ ไม่ว่าโครงสร้างเจ้าของทีมจะมั่นคงเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่แฟนบาสเกตบอลต้องการเห็นคือทีมที่สามารถแข่งขันเพื่อความสำเร็จได้จริงในสนาม ไม่ใช่เพียงความมั่นคงทางบัญชีและโครงสร้างองค์กรเท่านั้น
บทสรุป: เมื่อธุรกิจกีฬาต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าชีวิตส่วนตัวจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เรื่องราวของโจ ไซ่ และคลาร่า วู ไซ่ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าโลกธุรกิจกีฬายุคใหม่สามารถแยกเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากการบริหารองค์กรได้อย่างมีระบบ ด้วยโครงสร้างการถือหุ้นที่รัดกุมและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งต่อธุรกิจให้คนรุ่นต่อไป ทำให้การหย่าร้างในครั้งนี้ไม่กลายเป็นวิกฤตซ้ำรอยเหมือนกรณีตัวอย่างในอดีต
แต่คำถามที่แท้จริงซึ่งแฟนเน็ตส์รอคำตอบอยู่ ไม่ใช่เรื่องว่าใครจะนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดบริหาร หากแต่เป็นคำถามที่ว่า เมื่อไหร่ทีมเน็ตส์จะหลุดพ้นจากวังวนการรีบิลด์ที่ยืดเยื้อมาหลายปี และกลับไปเป็นทีมที่แข่งขันเพื่อความสำเร็จได้อีกครั้งในสนามจริง