จากเด็กบ้านนอกที่ไม่มีใครเชื่อ สู่กัปตันแชมป์โลก 40 ล้านยูโร! ทำไมสเปอร์สยอมปล่อย “คูติ” โรเมโร่ ทั้งที่เพิ่งต่อสัญญาถึงปี 2029

ลองจินตนาการดูว่า คุณเพิ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับที่ทำงานที่คุณรักเมื่อไม่กี่เดือนก่อน สัญญาที่การันตีอนาคตของคุณไปจนถึงปี 2029 แต่แล้ววันหนึ่ง คุณกลับต้องเขียนจดหมายลาออกด้วยน้ำตา พร้อมกับเช็คก้อนโตมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ที่บริษัทคู่แข่งยื่นมาให้เจ้านายเก่าของคุณ

นี่ไม่ใช่ละครน้ำเน่า แต่คือเรื่องจริงของ คริสเตียน “คูติ” โรเมโร่ กัปตันทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอาร์เจนตินา ที่เพิ่งโพสต์ข้อความอำลาสโมสรที่เขาเรียกว่า “บ้าน” มาตลอด 5 ปี ก่อนย้ายซบ แอตเลติโก มาดริด ทีมดังจากลาลีกา

คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังถามกันคือ อะไรทำให้สโมสรที่เพิ่งทุ่มสัญญาระยะยาวให้กัปตันทีม ต้องยอมปล่อยเขาไปทั้งที่ยังมีสัญญาเหลืออีกตั้ง 3 ปี และเบื้องหลังดีลนี้ ซ่อนเรื่องราวอะไรไว้บ้าง ทั้งในมิติของเกมลูกหนัง จิตวิทยานักกีฬา และธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่ที่เงินหมุนเวียนกันเป็นพันล้าน

จุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครเชื่อ เส้นทางจากกอร์โดบาสู่หัวใจกรุงลอนดอน

ก่อนจะมาเป็นกัปตันทีมมูลค่าหลายพันล้านบาท คูติ โรเมโร่ เคยเป็นแค่เด็กหนุ่มจากเมืองกอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา ที่แทบไม่มีใครรู้จัก เขาลงเล่นให้สโมสรบ้านเกิดอย่างเบลกราโนไม่ถึง 20 นัดก่อนย้ายไปอิตาลีตอนอายุเพียง 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเสี่ยงสำหรับนักเตะที่ยังไม่มีผลงานมากนัก

เส้นทางในอิตาลีของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มต้นที่เจนัว ก่อนถูกยูเวนตุสซื้อตัว แต่กลับถูกส่งไปให้เจนัวยืมตัวอีกครั้ง จากนั้นจึงถูกปล่อยยืมไปอตาลันตา สโมสรที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพเขา ที่นั่นเขาได้พิสูจน์ฝีเท้าจนกลายเป็นผู้เล่นแนวรับยอดเยี่ยมแห่งเซเรียอา ประจำฤดูกาล 2020-21 พร้อมพาทีมจบอันดับ 3 ของลีกได้ติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่สาม

ความสำเร็จที่อตาลันตาทำให้ท็อตแนมตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวพร้อมเงื่อนไขบังคับซื้อในปี 2021 ก่อนจะกลายเป็นสัญญาถาวรในปีถัดมา นับจากวันนั้นจนถึงวันอำลา เขาลงสนามให้สเปอร์สไปทั้งสิ้น124 นัดตลอดห้าฤดูกาลในลอนดอนเหนือ ทำประตูได้ 12 ลูก และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักแนวรับที่แฟนบอลไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งของสโมสร

สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางของโรเมโร่สะท้อนธีมที่คนวัยทำงานยุคนี้เข้าใจดี นั่นคือ การไม่ยึดติดกับจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย เด็กที่แทบไม่มีใครมั่นใจในตัวเขา ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการไต่เต้าจากทีมเล็กในอาร์เจนตินา สู่การเป็นกัปตันทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก นี่คือบทเรียนคลาสสิกเรื่องวินัยและความอดทนที่ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่แค่ในสนามฟุตบอล

ถอดรหัสเกมรับสไตล์ดุดัน วิทยาศาสตร์เบื้องหลังนักเตะที่ทั้งเก่งและร้อนแรง

สิ่งที่ทำให้โรเมโร่แตกต่างจากเซ็นเตอร์แบ็กทั่วไปคือสไตล์การเล่นที่เรียกว่า “front-foot defending” หรือการป้องกันแบบเดินหน้าเข้าปะทะ แทนที่จะยืนรอรับสถานการณ์เหมือนกองหลังสายอนุรักษ์นิยม เขาเลือกที่จะไล่บดขยี้คู่แข่งตั้งแต่เนิ่นๆ กล้าออกจากตำแหน่งเพื่อตัดบอลหรือเข้าสกัด ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาแล้ว รูปแบบนี้ต้องอาศัยทั้งความเร็วในการอ่านเกม (game reading speed) การตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที และความแข็งแกร่งของร่างกายที่พร้อมรับแรงปะทะ

แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน สไตล์ที่ดุดันเกินไปก็แลกมาด้วยวินัยที่ต้องควบคุมให้ดี ข้อมูลระบุว่าตลอด 5 ฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก เขาได้รับใบแดงไปแล้วถึง 4 ใบ และในฤดูกาลล่าสุดที่ผ่านมา เขาถูกไล่ออกจากสนามถึงสองครั้งในช่วงที่สเปอร์สกำลังต่อสู้หนีตกชั้น ก่อนจะพลาดช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลเพราะอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า

นี่คือประเด็นที่นักวิเคราะห์เกมรับมักพูดถึงเสมอ นั่นคือ เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความก้าวร้าวเชิงบวก (aggression) กับความประมาทเลินเล่อ (recklessness) นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกอย่างเวอร์จิล ฟาน ไดค์ หรือรือแบง ปาเยส์ ต่างต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมสัญชาตญาณดิบให้อยู่ในกรอบของแท็กติก และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสไตล์ของโรเมโร่ถึงเหมาะกับระบบของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ โค้ชชาวอาร์เจนตินาที่แอตเลติโก มาดริด เพราะซิเมโอเน่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างทีมที่เล่นแนวรับแบบเข้มข้น มีวินัยเชิงระบบ (structured discipline) ที่ผสมผสานความดุดันเข้ากับการยืนตำแหน่งเป็นทีม ต่างจากพรีเมียร์ลีกที่เน้นความเร็วและพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า

ในแง่ของสรีรศาสตร์ โรเมโร่มีความสูง 1.85 เมตร ซึ่งไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กที่สูงใหญ่ที่สุดในลีก แต่เขาชดเชยด้วยการอ่านจังหวะโหม่งที่แม่นยำ และความสามารถในการเล่นบอลออกจากแดนหลัง (ball-playing) ที่ทำให้เขาไม่ใช่แค่กองหลังที่เตะบอลทิ้งอย่างเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเกมบุกได้ด้วย นี่คือคุณสมบัติที่ทีมยุคใหม่ต้องการอย่างมาก เพราะฟุตบอลสมัยนี้ต้องการกองหลังที่เล่นบอลเป็นเหมือนเพลย์เมกเกอร์ตัวที่สอง

หัวใจแชมป์โลกที่แตกสลาย เส้นทางจิตใจจากโดฮาสู่นิวเจอร์ซีย์

ถ้าจะพูดถึงความคลั่งไคล้ที่แฟนบอลอาร์เจนตินามีต่อโรเมโร่ ต้องย้อนกลับไปที่ค่ำคืนหนึ่งในเดือนธันวาคม 2022 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ วันที่เขาเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่ได้ชูถ้วยฟุตบอลโลกร่วมกับลิโอเนล เมสซี การันตีสถานะ แชมป์โลก ให้ติดตัวไปตลอดชีวิต

แต่เส้นทางของนักกีฬาไม่เคยมีแต่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่จะประกาศอำลาสเปอร์ส โรเมโร่และทีมชาติอาร์เจนตินาเพิ่งเผชิญกับความเจ็บปวดครั้งใหญ่ เมื่อสเปนเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่สนามเมทไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ ปิดฉากความหวังในการป้องกันแชมป์โลกสมัยที่สองติดต่อกัน นี่คือความผิดหวังระดับประเทศที่นักเตะทุกคนในทีมต้องแบกรับ

การที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียระดับสูงสุดของอาชีพ แล้วยังต้องกลับมาสู้ต่อในสโมสร ก่อนจะตัดสินใจย้ายทีมครั้งใหญ่ในเวลาไล่เลี่ยกัน คือบททดสอบทางจิตใจที่หนักหน่วงมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนกีฬาหลายคนรู้สึกเชื่อมโยงกับนักกีฬาอาชีพในมิติที่ลึกกว่าผลการแข่งขัน เพราะมันสะท้อนความจริงของชีวิตคนทำงานทุกคน ที่บางครั้งเราต้องเดินหน้าต่อทันทีหลังจากความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพ

ในจดหมายอำลาที่เขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย โรเมโร่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินหรือดีลย้ายทีมเลยแม้แต่น้อย แต่เขาเลือกที่จะพูดถึงความทรงจำ ความภาคภูมิใจ และการทำงานหนักที่นำไปสู่เป้าหมายที่เขาตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงสโมสร นั่นคือการจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์สเปอร์ส ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จผ่านการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2024/25 พร้อมกับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของรายการ และผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมคว้าแชมป์รายการนี้ด้วยตัวเอง

ประเด็นเรื่องวินัยที่เขาย้ำในจดหมายก็สอดคล้องกับสิ่งที่นักจิตวิทยาการกีฬาพูดถึงเสมอ นั่นคือ การควบคุมความคิดหลังความล้มเหลว (post-failure mindset) นักกีฬาระดับโลกที่ประสบความสำเร็จระยะยาว มักไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้มเหลว แต่เป็นคนที่เลือกวิธีมองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่จุดจบของมัน นี่คือบทเรียนที่คนวัยทำงานสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการถูกปฏิเสธงาน โปรเจกต์ที่ล้มเหลว หรือความผิดหวังในชีวิตส่วนตัว

เกมธุรกิจลูกหนังมูลค่า 1,400 ล้านบาท ทำไมสเปอร์สยอมขายกัปตันทีม

นี่คือประเด็นที่หลายคนสงสัยที่สุด เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ สเปอร์สเพิ่งมอบสัญญาระยะยาวฉบับใหม่ให้โรเมโร่จนถึงปี 2029 หลังจากตั้งให้เขาเป็นกัปตันทีมคนใหม่ แล้วอะไรที่เปลี่ยนใจสโมสร

คำตอบคือ ตัวเลข ดีลที่แอตเลติโก มาดริดยื่นมาให้คือแพ็กเกจรวมมูลค่าประมาณ 34.2 ล้านปอนด์ หรือราว 40 ล้านยูโร รวมโบนัสตามเงื่อนไข ที่สำคัญกว่านั้นคือ สเปอร์สยังรักษาเงื่อนไขส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคต เอาไว้ด้วย นี่คือกลยุทธ์ธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่ที่สโมสรต่างๆ ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้พลาดกำไรก้อนใหญ่หากผู้เล่นถูกขายต่อในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

ฝั่งแอตเลติโก มาดริด การดึงตัวโรเมโร่มาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทีมกำลังเผชิญปัญหาด้านแนวรับอย่างหนัก หลังเคลมองต์ แลงเลต์ย้ายไปเบนฟิก้า ขณะที่โฆเซ่ มาเรีย ฆิเมเนซก็ย่างเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพ การได้กองหลังวัย 28 ปีที่มีทั้งประสบการณ์ระดับแชมป์โลกและความเป็นผู้นำมาเสริมทัพ จึงตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อซิเมโอเน่เองก็เป็นแฟนตัวยงของโรเมโร่มาตลอด

สิ่งที่น่าสนใจในมิติธุรกิจคือ ก่อนหน้าจะปิดดีลกับแอตเลติโก โรเมโร่เป็นที่หมายปองของสโมสรใหญ่หลายแห่ง ทั้งอินเตอร์ มิลานที่เคยพยายามดึงตัวช่วงเดือนกรกฎาคมแต่การเจรจาล่มไป และบาร์เซโลนาที่จับตามองอย่างใกล้ชิดแต่ไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ ขณะที่อาร์เซนอล คู่แข่งร่วมลอนดอนเหนือของสเปอร์ส ก็เคยสนใจเช่นกัน แต่สเปอร์สยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่มีวันขายให้คู่แข่งในเมืองเดียวกันไม่ว่ากรณีใดก็ตาม นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่า ในธุรกิจฟุตบอล บางครั้งเรื่อง “ศักดิ์ศรี” และ “ความสัมพันธ์กับคู่แข่ง” ก็มีน้ำหนักไม่แพ้ตัวเลขเงินบนโต๊ะเจรจา

สำหรับอนาคต การย้ายไปลาลีกาถือเป็นความท้าทายใหม่ในหลายมิติ ทั้งภาษา วัฒนธรรมการเล่นที่เน้นเทคนิคและการควบคุมบอลมากกว่าความเร็วแบบพรีเมียร์ลีก รวมถึงแรงกดดันจากการเล่นให้ทีมที่มีเป้าหมายชิงแชมป์ลาลีกาและแชมเปียนส์ลีกทุกฤดูกาล แต่ด้วยประสบการณ์ระดับแชมป์โลกและวัยเพียง 28 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงพีคของเซ็นเตอร์แบ็กระดับโลก โรเมโร่ยังมีเวลาอีกหลายปีที่จะสร้างมรดกใหม่ในสเปน

ในมุมมองของอุตสาหกรรมกีฬายุคดิจิทัล ดีลลักษณะนี้ยังสะท้อนเทรนด์ที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่ลาลีกากำลังกลับมาแข่งขันกับพรีเมียร์ลีกในตลาดซื้อขายนักเตะระดับท็อปอีกครั้ง หลังจากหลายปีที่พรีเมียร์ลีกครองความได้เปรียบด้านเงินทุนแบบขาดลอย การที่สโมสรอย่างแอตเลติโกกล้าทุ่มเงินระดับ 40 ล้านยูโรเพื่อดึงตัวผู้เล่นจากอังกฤษ สะท้อนว่าสเปนกำลังปรับกลยุทธ์การลงทุนในนักเตะที่พิสูจน์ฝีมือแล้ว (proven quality) แทนการเดิมพันกับดาวรุ่งที่ยังไม่ผ่านบทพิสูจน์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้มากกว่าในระยะยาว

บทสรุป เมื่อบทหนึ่งจบลง แต่เรื่องราวยังไม่จบ

เรื่องราวของคริสเตียน โรเมโร่ คือกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของนักกีฬาอาชีพยุคใหม่ ที่ต้องบาลานซ์ทั้งความสำเร็จส่วนตัว ความผูกพันกับสโมสรที่เคยเป็นบ้าน และความเป็นจริงทางธุรกิจที่บางครั้งก็โหดร้ายกว่าที่ใครจะจินตนาการ จากเด็กบ้านนอกที่แทบไม่มีใครมั่นใจ สู่กัปตันแชมป์โลกที่สโมสรระดับท็อปของยุโรปยอมจ่ายเงินหลักพันล้านบาทเพื่อแย่งตัว นี่คือบทพิสูจน์ว่าวินัย ความทุ่มเท และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สามารถพาใครสักคนไปได้ไกลแค่ไหน

คำถามที่น่าคิดต่อคือ เมื่อโรเมโร่ย้ายไปสวมเสื้อแอตเลติโก มาดริด ภายใต้การคุมทีมของซิเมโอเน่ สไตล์การเล่นดุดันที่เคยพาเขาทั้งขึ้นสวรรค์และตกนรกในพรีเมียร์ลีก จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังยิ่งขึ้น หรือจะยังคงเป็นดาบสองคมที่ต้องควบคุมให้ดีต่อไป คำตอบคงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

สรุปประเด็นสำคัญ

  • คริสเตียน โรเมโร่ โพสต์ข้อความอำลาท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส หลังรับใช้สโมสร 5 ฤดูกาล ก่อนย้ายซบแอตเลติโก มาดริด
  • ดีลย้ายทีมมีมูลค่าราว 40 ล้านยูโร (ประมาณ 34.2 ล้านปอนด์) รวมโบนัส พร้อมเงื่อนไขส่วนแบ่ง 15% จากการขายต่อในอนาคต
  • เขาเคยพาสเปอร์สคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก 2024/25 ในฐานะกัปตันทีม พร้อมรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล
  • เพิ่งผ่านความผิดหวังจากการแพ้สเปน 0-1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ก่อนตัดสินใจย้ายทีมครั้งใหญ่
  • สไตล์การเล่นดุดันของเขาเหมาะกับปรัชญาแนวรับเข้มข้นของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ที่แอตเลติโก มาดริด

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: คริสเตียน โรเมโร่ ย้ายจากท็อตแนมไปทีมไหน ตอบ: เขาย้ายไปร่วมทีมแอตเลติโก มาดริด สโมสรดังจากลาลีกา สเปน ด้วยมูลค่าดีลราว 40 ล้านยูโร

ถาม: ท็อตแนมได้เงินจากการขายโรเมโร่เท่าไหร่ ตอบ: แพ็กเกจรวมอยู่ที่ประมาณ 34.2 ล้านปอนด์ หรือราว 40 ล้านยูโร รวมเงื่อนไขโบนัสตามผลงาน พร้อมส่วนแบ่ง 15% หากมีการขายต่อในอนาคต

ถาม: โรเมโร่เคยเล่นให้สโมสรอะไรมาก่อนย้ายมาท็อตแนม ตอบ: เขาเริ่มต้นที่เบลกราโนในอาร์เจนตินา ก่อนย้ายไปเจนัว ยูเวนตุส และอตาลันตาในอิตาลี ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เขาถูกท็อตแนมดึงตัวมาด้วยสัญญายืมตัวในปี 2021

ถาม: ทำไมท็อตแนมยอมขายโรเมโร่ทั้งที่เพิ่งต่อสัญญาถึงปี 2029 ตอบ: เมื่อมีข้อเสนอมูลค่าสูงและตรงกับความต้องการของทั้งสองฝ่าย สโมสรมักพิจารณาผลประโยชน์ทางธุรกิจควบคู่กับความต้องการของนักเตะเอง แม้จะมีสัญญาระยะยาวอยู่ก็ตาม

ถาม: โรเมโร่เป็นกัปตันทีมท็อตแนมหรือไม่ ตอบ: ใช่ เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมและสวมปลอกแขนนำทีมคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาล 2024/25

ถาม: โรเมโร่เคยได้แชมป์อะไรมาบ้างกับทีมชาติอาร์เจนตินา ตอบ: เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 โคปาอเมริกา 2021 และ 2024 รวมถึงรายการฟินาลิสซิม่า 2022

ถาม: อาร์เจนตินาได้แชมป์ฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ ตอบ: ไม่ อาร์เจนตินาแพ้สเปน 0-1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้พลาดโอกาสป้องกันแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน

ถาม: ทำไมโรเมโร่ถึงได้รับใบแดงบ่อยในพรีเมียร์ลีก ตอบ: สไตล์การเล่นของเขาเน้นการเข้าปะทะและไล่บดขยี้คู่แข่งอย่างดุดัน ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การตัดสินใจที่เสี่ยงเกินไปจนโดนใบแดง โดยตลอดอาชีพในพรีเมียร์ลีกเขาโดนใบแดงไปแล้ว 4 ใบ

ถาม: ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ต้องการตัวโรเมโร่เพราะอะไร ตอบ: แอตเลติโก มาดริดกำลังขาดแคลนกองหลังคุณภาพหลังผู้เล่นรุ่นเก๋าอย่างฆิเมเนซเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพ และแลงเลต์ย้ายออกจากทีมไปแล้ว ซิเมโอเน่จึงมองว่าโรเมโร่ตอบโจทย์ทั้งประสบการณ์และภาวะผู้นำ

ถาม: สโมสรอื่นเคยสนใจดึงตัวโรเมโร่ด้วยหรือไม่ ตอบ: มีทั้งอินเตอร์ มิลาน บาร์เซโลนา และอาร์เซนอลที่เคยแสดงความสนใจ แต่ท็อตแนมยืนยันว่าจะไม่ขายให้อาร์เซนอลไม่ว่ากรณีใด

ถาม: โรเมโร่อายุเท่าไหร่ในตอนที่ย้ายไปแอตเลติโก มาดริด ตอบ: เขาอายุ 28 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยที่กำลังโชว์ฟอร์มดีที่สุดสำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กระดับโลก

ถาม: จดหมายอำลาของโรเมโร่พูดถึงอะไรบ้าง ตอบ: เขาขอบคุณสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลที่อยู่เคียงข้างตลอด 5 ปี พร้อมย้ำว่าตนเองทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้องเสื้อทีมด้วยความภาคภูมิใจเสมอมา