สนามหญ้าเปลี่ยนสี เมื่อสกอตแลนด์เลือกเดิมพันกับ “คนนอก” เป็นครั้งที่สองในรอบกว่า 20 ปี
ลองจินตนาการดูว่า องค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อนุรักษนิยม และผูกพันกับรากเหง้าของตัวเองอย่างแน่นแฟ้น จะยอมเปิดประตูให้ “คนนอก” เข้ามากุมบังเหียนได้ยากแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่ สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์เพิ่งตัดสินใจทำ เมื่อพวกเขาเลือก เซบาสเตียง โปโกญโญลี่ อดีตกุนซือโมนาโก มาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจาก สตีฟ คล้าร์ก แบบที่หลายคนเรียกว่าเป็น “ตัวเลือกช็อกวงการ”
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวโค้ชธรรมดา แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ เพราะโปโกญโญลี่จะกลายเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่ใช่ชาวสกอตคนที่สองในประวัติศาสตร์ Hampden Park และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ แบร์ตี้ โฟ๊กท์ส โค้ชชาวเยอรมันที่คุมทีมระหว่างปี 2002-2004 พูดง่าย ๆ คือ สกอตแลนด์ไม่ได้ไว้ใจ “มือใหม่จากต่างแดน” มาถึง 22 ปีเต็ม ก่อนจะกล้าเปิดประตูอีกครั้ง
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมต้องเป็นชายวัย 39 ปีคนนี้ ที่ยังไม่เคยคุมทีมชาติมาก่อนในชีวิต แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้สมาคมกีฬาที่ขึ้นชื่อเรื่องความอนุรักษนิยมยอมทุ่มเดิมพันกับเขา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่เส้นทางชีวิต ปรัชญาการเล่นที่ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “ซีเมโอเน่แห่งเบลเยียม” ไปจนถึงทิศทางที่ฟุตบอลทีมชาติสกอตแลนด์กำลังจะมุ่งหน้าไปในยุคที่ข้อมูลและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับวงการกีฬามากขึ้นทุกวัน
จุดเริ่มต้น: จากแบ็คซ้ายไร้ชื่อเสียง สู่กุนซือที่ยุโรปต้องจับตา
หากย้อนกลับไปดูเส้นทางในสนาม โปโกญโญลี่ไม่ใช่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่ใครต่อใครรู้จัก เขามีอาชีพนักเตะอาชีพยาวนานกว่า 360 นัดในลีกระดับท็อปของยุโรป ทั้งเบลเยียม อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี โดยค้าแข้งให้กับสโมสรอย่าง เก้งค์, อาแซด อัลค์มาร์ (ที่คว้าแชมป์เอเรอดีวีซี ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล), สตองดาร์ ลีแยฌ, ฮันโนเฟอร์ 96, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ก่อนจะปิดฉากชีวิตนักเตะด้วยการติดทีมชาติเบลเยียม 13 นัด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาแขวนสตั๊ดในปี 2021 และก้าวเข้าสู่เส้นทางโค้ชแบบไม่รีรอ เริ่มจากงานในทีมเยาวชนของ ยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวส ต่อด้วยการเป็นโค้ชในอะคาเดมี่ของเก้งค์ ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้คุมทีมชาติเบลเยียมชุดอายุไม่เกิน 18 ปีในปี 2023 ถือเป็นการสั่งสมประสบการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้โชคช่วยให้ก้าวกระโดดข้ามขั้นแบบก้าวกระโดด
จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2024 เขาได้รับโอกาสครั้งแรกในฐานะเฮดโค้ชทีมชุดใหญ่กับ ยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวส และผลลัพธ์ที่ตามมาคือสิ่งที่เขียนประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเบลเยียมใหม่ทั้งหมด เพราะทีมของเขาครองอันดับหนึ่งของลีกเบลเยียม โปร ลีก หลังผ่านไป 10 นัด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจย้ายออกไปรับงานใหม่ และก่อนหน้านั้นในซีซั่นแรกที่คุมทีม เขาพายูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวสคว้าแชมป์เบลเยียม ซูเปอร์ คัพ ด้วยการเอาชนะ คลับ บรูช 2-1 และที่สำคัญที่สุดคือคว้าแชมป์ลีกสำเร็จ ซึ่งเป็นความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ เพราะสโมสรจากกรุงบรัสเซลส์แห่งนี้ไม่เคยคว้าแชมป์มาตั้งแต่ปี 1935 นั่นคือ 90 ปีเต็ม ความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของเบลเยียม พร้อมพาทีมเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ความสำเร็จระดับนี้ทำให้สโมสรใหญ่อย่าง โมนาโก ในลีกเอิงต้องมาทาบทาม เขารับงานที่ริเวียร่าฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม 2025 แทนที่ อาดี้ ฮึทเทอร์ ที่ถูกปลด แม้ผลงานในซีซั่นแรกกับโมนาโกจะไม่ราบรื่นนัก จนถูกปลดในเดือนมิถุนายน 2026 หลังจบอันดับ 7 ของลีก แต่ประสบการณ์การคุมทีมระดับแชมเปี้ยนส์ลีกและการบริหารนักเตะระดับโลกในทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งมูลค่ามหาศาล ก็กลายเป็นเครดิตสำคัญที่ทำให้สกอตแลนด์มองเห็นศักยภาพในตัวเขา
เจาะกลยุทธ์ 3-4-1-2 ปรัชญาลูกหนังที่จะเปลี่ยนโฉม “สิงห์คำราม”
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลสกอตแลนด์ตื่นเต้นไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของโปโกญโญลี่ แต่คือ “วิธีคิด” ในการเล่นฟุตบอลของเขา ซึ่งแตกต่างจากยุคของคล้าร์กอย่างสิ้นเชิง
รากฐานทางความคิดของเขาได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก หลุยส์ ฟาน กัล อดีตโค้ชที่เขาเคยเล่นด้วยตอนอยู่ อาแซด อัลค์มาร์ ทำให้เขาชื่นชอบระบบ 3-4-1-2 ที่เน้นการเพรสซิ่งเข้มข้นและครองบอลเป็นหลัก พูดให้เข้าใจง่ายในภาษาไทยคือ ทีมของเขาจะไม่ยอมตั้งรับเฉื่อยชา แต่จะไล่บี้แย่งบอลคืนทันทีที่เสียการครองบอล และเมื่อได้บอลมาแล้วก็จะพยายามครองบอลควบคุมจังหวะเกมให้ได้มากที่สุด
กุญแจสำคัญของระบบนี้คือความเชื่อที่ว่าทีมต้องเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบทั้งในจังหวะที่มีบอลและไม่มีบอล โดยเรียกร้องความเข้มข้นเชิงรุก การวิ่งทำงานหนัก และการกดดันสูงเพื่อบีบให้คู่แข่งเสียบอลอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจคือปรัชญาการเล่นเกมรับของเขาวางอยู่บนหลักการที่ว่า กองหลังจะพึ่งพาการทำงานหนักของกองหน้าเป็นหลัก นั่นหมายความว่านักเตะทุกตำแหน่งในทีมต้องมีวินัยและเข้าใจบทบาทเชิงรับ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของกองหลังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือความยืดหยุ่น เพราะแม้จะยึดระบบ 3-4-1-2 เป็นหลัก แต่ในช่วงเวลาที่คุมโมนาโก เขาเคยปรับสลับใช้ทั้งระบบ 3-4-3 และ 4-2-3-1 ตามสไตล์คู่แข่งที่ต้องเผชิญ ไม่ยึดติดกับรูปแบบตายตัว นี่คือสิ่งที่แฟนฟุตบอลยุคใหม่มองว่าเป็น “ความฉลาดเชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่แค่ความดื้อรั้นทำตามตำราเดิม ๆ
ในแง่มุมของหลักการเชิงเทคนิค เขาเคยอธิบายว่าเป้าหมายในเกมรุกของทีมคือการมอบตัวเลือกในการจ่ายบอลให้กับผู้ที่ครองบอลอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยวินัยเชิงตำแหน่งอย่างเข้มงวดจากนักเตะทุกคนบนสนาม แนวคิดนี้สะท้อนถึงรากฐานความคิดแบบดัตช์-เบลเยียมที่เน้นโครงสร้างและระบบมากกว่าการพึ่งพาพรสวรรค์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับทีมชาติสกอตแลนด์ที่ไม่ได้มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เต็มทีมเหมือนชาติมหาอำนาจฟุตบอลอื่น ๆ
ทำไมแฟนบอลสกอตต้องคลั่งไคล้โค้ชวัย 39 คนนี้ มิติของแรงบันดาลใจและวินัย
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ติดตามฟุตบอลไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง แต่มองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตด้วย เรื่องราวของโปโกญโญลี่มีจุดที่น่าสนใจมากกว่าแค่ผลการแข่งขัน
ประการแรกคือ เขาคือตัวอย่างของ “นักเตะธรรมดา” ที่ไม่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ใช้ความมุ่งมั่นและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่ร้อนแรงที่สุดของยุโรป เส้นทางของเขาสอนบทเรียนสำคัญเรื่องวินัยและการพัฒนาตัวเองแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ได้ก้าวกระโดดข้ามขั้น แต่ไต่เต้าจากงานเยาวชน สู่ทีมชุดใหญ่ระดับประเทศเล็ก แล้วค่อยขยับสู่เวทีระดับทวีป
ประการที่สอง คือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับความคลั่งไคล้ของแฟนบอลสกอตแลนด์เอง ซึ่งเขาเองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่าแฟนบอลสกอตแลนด์ขึ้นชื่อเรื่องความหลงใหลอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา และเขาเองก็เคยสัมผัสบรรยากาศแบบนี้มาแล้วในฐานะนักเตะทีมชาติเบลเยียมเมื่อปี 2013 คำพูดนี้สะท้อนว่าเขาไม่ได้มองสกอตแลนด์เป็นแค่ “งานลำดับรอง” แต่เข้าใจถึงพลังของแฟนบอลที่พร้อมสนับสนุนทีมอย่างสุดใจ
ประการที่สาม คือมุมมองต่อนักเตะที่แตกต่างจากโค้ชทั่วไป เพราะปรัชญาลูกหนังของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องแท็คติกเท่านั้น แต่โค้ชคนใหม่ของสกอตแลนด์ยังเคยประกาศไว้ว่า สำหรับเขาแล้ว นักเตะคือศิลปิน มุมมองแบบนี้สะท้อนแนวคิดการโค้ชยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และปัจเจกบุคคลของนักกีฬา ไม่ใช่แค่การเป็นฟันเฟืองในระบบเท่านั้น เป็นแนวคิดที่คนรุ่นใหม่ในโลกการทำงานปัจจุบันเข้าใจดี เพราะยุคนี้องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักให้พื้นที่ความคิดสร้างสรรค์แก่คนทำงาน มากกว่าการบังคับให้ทำตามกรอบเดิม ๆ
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากคนในวงการที่รู้จักเขาโดยตรง อย่างวูเทอร์ วรังเก้น เฮดโค้ชของ ฮาร์ตส์ ที่เคยเล่นร่วมทีมกับโปโกญโญลี่ที่เก้งค์ และเคยเผชิญหน้ากันในฐานะโค้ชคู่แข่งในลีกเบลเยียม เผยว่าเขารู้จักโปโกญโญลี่เป็นอย่างดี เพราะเคยเล่นด้วยกันมาก่อน และเคยเป็นโค้ชทีมชุดอายุไม่เกิน 18 ปีตอนที่วรังเก้นเป็นโค้ชทีมชุดใหญ่ของเก้งค์ คำยืนยันจากคนวงในแบบนี้ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ได้เป็นอย่างดี
กีฬาในยุคดิจิทัล: ทำไมสกอตแลนด์ถึงเลือกใช้ “ข้อมูล” นำทางการตัดสินใจ
มิติที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ วิธีที่สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ใช้ในการคัดเลือกโค้ชคนใหม่ ซึ่งสะท้อนเทรนด์โลกของวงการกีฬาในยุคที่ข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
เครก มัลฮอลแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฟุตบอลของสมาคม เปิดเผยว่าการค้นหาโค้ชคนใหม่ในครั้งนี้อาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกเป็นพื้นฐานสำคัญ และตัวชี้วัดผลงานของโปโกญโญลี่ก็ตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมองหา นี่ไม่ใช่แค่การเลือกจากชื่อเสียงหรือกระแสความนิยม แต่เป็นการตัดสินใจที่อ้างอิงจากสถิติจริง เช่นเดียวกับที่แวดวงธุรกิจกีฬาระดับโลกเริ่มนำ Data Analytics เข้ามาใช้ในการบริหารทีมมากขึ้นทุกปี
ที่น่าสนใจคือก่อนหน้าจะเลือกโปโกญโญลี่ สกอตแลนด์เคยมีชื่อของโค้ชระดับโลกอย่าง โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และ เดวิด มอยส์ อยู่ในลิสต์ตัวเลือกด้วยเช่นกัน แต่สุดท้ายกระบวนการคัดเลือกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลกลับพาไปสู่โปโกญโญลี่ การเลือกโค้ชที่ยังไม่มีชื่อเสียงระดับโลกเทียบเท่าคู่แข่งในลิสต์ ถือเป็นการเดิมพันที่กล้าหาญ แต่ก็สะท้อนความเชื่อมั่นในระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัยมากกว่าการเลือกตามกระแสหรือชื่อเสียงในอดีต
ในแง่ธุรกิจ การแต่งตั้งครั้งนี้ยังเป็นการวางรากฐานระยะยาว เพราะสัญญาที่เซ็นกันมีระยะเวลาสองปี และภารกิจแรกของเขาคือการนำทีมลงเล่นในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก ที่กำลังจะมาถึง โดยนัดเปิดสนามในฐานะกุนซือสกอตแลนด์ของเขาจะเป็นการบุกไปเยือน สโลวีเนีย ที่กรุงลูบลิยานา ในวันที่ 26 กันยายน ซึ่งหมายความว่าเขามีเวลาเพียงราวห้าถึงหกสัปดาห์ในการทำความรู้จักนักเตะและปลูกฝังแนวคิดการเล่นแบบใหม่ให้ทีม เป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความเร็วในการปรับตัวสูงมาก
หากมองในมุมของอนาคตวงการฟุตบอลทีมชาติในระดับโลก แนวโน้มที่สมาคมฟุตบอลขนาดกลางอย่างสกอตแลนด์กล้าเปิดรับโค้ชต่างชาติรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดทันสมัย แทนที่จะยึดติดกับสูตรสำเร็จแบบเดิม ๆ อาจกลายเป็นโมเดลที่ประเทศอื่น ๆ นำไปปรับใช้มากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี และช่องว่างระหว่างทีมใหญ่กับทีมรองลงมาก็แคบลงเรื่อย ๆ ด้วยพลังของการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีการฝึกซ้อมสมัยใหม่
บทสรุป: การพนันครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลสกอตแลนด์ไปตลอดกาล
การแต่งตั้งเซบาสเตียง โปโกญโญลี่ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวโค้ชธรรมดา แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ ที่กล้าละทิ้งความคุ้นเคยเดิม เพื่อเปิดรับแนวคิดใหม่จากโค้ชรุ่นใหม่ที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ครบทุกด้าน โดยเฉพาะในเกมระดับทีมชาติที่แตกต่างจากระดับสโมสรอย่างสิ้นเชิง
เดิมพันครั้งนี้มีทั้งความเสี่ยงและโอกาส ความเสี่ยงคือเขาไม่เคยคุมทีมชาติมาก่อน และช่วงเวลาที่โมนาโกก็จบลงด้วยการถูกปลด แต่โอกาสคือระบบการเล่นที่ทันสมัย แนวคิดที่ให้เกียรตินักเตะในฐานะปัจเจกบุคคล และประสบการณ์การพลิกฟื้นทีมที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวสให้กลายเป็นแชมป์ได้ในเวลาเพียงซีซั่นเดียว
คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกต้องรอดูคำตอบคือ ระบบ 3-4-1-2 ที่เคยได้ผลกับทีมเบลเยียมและทีมลีกเอิงระดับกลาง จะสามารถปลุกพลังให้กับนักเตะสกอตแลนด์ที่มีสไตล์การเล่นแตกต่างออกไปได้หรือไม่ และห้าถึงหกสัปดาห์ก่อนเกมนัดแรกจะเพียงพอสำหรับการปลูกฝังแนวคิดใหม่ทั้งหมดหรือเปล่า คำตอบทั้งหมดจะเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่นัดเปิดสนามที่สโลวีเนียในเดือนกันยายนนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์แต่งตั้ง เซบาสเตียง โปโกญโญลี่ วัย 39 ปี เป็นกุนซือคนใหม่ด้วยสัญญา 2 ปี แทนที่ สตีฟ คล้าร์ก
- เขาเป็นโค้ชต่างชาติคนที่สองในประวัติศาสตร์ทีมชาติสกอตแลนด์ ต่อจาก แบร์ตี้ โฟ๊กท์ส เมื่อปี 2002-2004
- ผลงานเด่นคือการพา ยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวส คว้าแชมป์ลีกเบลเยียมครั้งแรกในรอบ 90 ปี ก่อนย้ายไปคุมโมนาโกและถูกปลดหลังจบอันดับ 7
- ระบบการเล่นหลักคือ 3-4-1-2 เน้นเพรสซิ่งสูงและครองบอล ได้อิทธิพลจาก หลุยส์ ฟาน กัล
- ภารกิจแรกคือนำทีมลงเล่นยูฟ่า เนชันส์ ลีก โดยเปิดสนามเยือน สโลวีเนีย วันที่ 26 กันยายน
คำถามที่พบบ่อย
Q: เซบาสเตียง โปโกญโญลี่ คือใคร A: อดีตนักเตะแบ็คซ้ายทีมชาติเบลเยียม 13 นัด ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชและสร้างชื่อจากการพา ยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวส คว้าแชมป์ลีกเบลเยียมครั้งแรกในรอบ 90 ปี
Q: โปโกญโญลี่มาแทนใครในตำแหน่งกุนซือสกอตแลนด์ A: เขามาแทนที่ สตีฟ คล้าร์ก ที่ตัดสินใจลาออกหลังทีมชาติสกอตแลนด์ตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก
Q: สัญญาของโปโกญโญลี่กับสกอตแลนด์มีระยะเวลากี่ปี A: เป็นสัญญาเบื้องต้นระยะเวลา 2 ปี
Q: ก่อนหน้านี้โปโกญโญลี่คุมทีมอะไรมาบ้าง A: เขาคุม ยูเนี่ยน แซงต์ ชิลลวส ในเบลเยียมช่วงปี 2024-2025 ก่อนย้ายไปคุม เอเอส โมนาโก ในลีกเอิงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 จนถึงเดือนมิถุนายน 2026
Q: ทำไมโมนาโกถึงปลดโปโกญโญลี่ออกจากตำแหน่ง A: เขาถูกปลดหลังจบซีซั่นด้วยอันดับที่ 7 ของลีกเอิง ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายของสโมสร
Q: ระบบการเล่นหลักของโปโกญโญลี่คือระบบอะไร A: เขาใช้ระบบ 3-4-1-2 เป็นหลัก เน้นการเพรสซิ่งสูงและครองบอล แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 3-4-3 หรือ 4-2-3-1 ได้ตามสถานการณ์
Q: ใครมีอิทธิพลต่อแนวคิดการเล่นของโปโกญโญลี่มากที่สุด A: หลุยส์ ฟาน กัล อดีตโค้ชที่เคยคุมเขาสมัยเล่นให้ อาแซด อัลค์มาร์ คือผู้มีอิทธิพลหลักต่อปรัชญาการเล่นของเขา
Q: นัดแรกของโปโกญโญลี่ในฐานะกุนซือสกอตแลนด์คือเกมไหน A: เป็นเกมยูฟ่า เนชันส์ ลีก นัดเปิดสนามบุกไปเยือน สโลวีเนีย ที่กรุงลูบลิยานา ในวันที่ 26 กันยายน
Q: โปโกญโญลี่เป็นโค้ชต่างชาติคนที่เท่าไรของทีมชาติสกอตแลนด์ A: เขาเป็นโค้ชต่างชาติคนที่สอง ต่อจาก แบร์ตี้ โฟ๊กท์ส โค้ชชาวเยอรมันที่คุมทีมระหว่างปี 2002-2004
Q: โปโกญโญลี่เคยเล่นให้สโมสรอะไรในอังกฤษบ้าง A: เขาเคยค้าแข้งให้ทั้ง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในลีกอังกฤษ
Q: สมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ใช้วิธีใดในการคัดเลือกโปโกญโญลี่ A: กระบวนการคัดเลือกเน้นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกเป็นหลัก ไม่ได้ตัดสินใจจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว
Q: สกอตแลนด์เคยพิจารณาโค้ชคนอื่นก่อนเลือกโปโกญโญลี่หรือไม่ A: เคยมีชื่อของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และ เดวิด มอยส์ อยู่ในลิสต์ตัวเลือกด้วย ก่อนสุดท้ายจะเลือกโปโกญโญลี่