เฌเรมี่ โดกู ปิดดีลล็อกอนาคตถึงปี 2031 เปิดโค้ดลับความเร็วระดับ “จรวดข้างสนาม” ที่ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมทุ่มไม่อั้น

ตัวเลขที่น่าตกใจ: นักเตะปีกวัยเพียง 24 ปี คนหนึ่งเพิ่งกลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ในซัมเมอร์เดียวที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจล็อกสัญญาระยะยาวไว้ยาวถึงปี 2031 ท่ามกลางยุคที่วงการฟุตบอลผันผวนด้วยเงินทุนจากทั่วโลกและการซื้อขายนักเตะที่ดุเดือดกว่าที่เคย คำถามคือ อะไรทำให้สโมสรระดับโลกอย่าง ซิตี้ ที่มีตัวเลือกนักเตะระดับท็อปทั่วยุโรปให้เลือกสรร กลับยอมทุ่มความไว้วางใจระยะยาวให้กับปีกชาวเบลเยียมคนนี้ คำตอบไม่ได้อยู่แค่ในสนามแข่งขัน แต่ซ่อนอยู่ในวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว จิตวิทยาการพัฒนาตัวเอง และสายตาทางธุรกิจที่มองไกลกว่าฤดูกาลเดียว

เว็บไซต์ทางการของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศยืนยันการต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เฌเรมี่ โดกู โดยสัญญาฉบับใหม่จะขยายระยะเวลาการอยู่ที่เอติฮัดออกไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ปี 2031 ถือเป็นการการันตีอนาคตระยะยาวให้กับหนึ่งในปีกที่อันตรายที่สุดของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่คุณควรรู้ก่อนที่เกมลูกหนังฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นขึ้น

จากเด็กต่างถิ่นไร้ชื่อ สู่ขุมทรัพย์ล้ำค่าแห่งเอติฮัด

ย้อนกลับไปในซัมเมอร์ปี 2023 ชื่อของ เฌเรมี่ โดกู ยังไม่ใช่ชื่อที่คนดูบอลทั่วโลกคุ้นหู เขาเป็นเพียงปีกดาวรุ่งจากสโมสร สต๊าด แรนส์ ในลีกเอิงของฝรั่งเศส ที่มีสปีดจัดจ้านและทักษะการเลี้ยงบอลที่โดดเด่น แต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในเวทีระดับสูงสุด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในเวลานั้น มองเห็นวัตถุดิบบางอย่างในตัวนักเตะหนุ่มคนนี้ และตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวเขามาร่วมทีม

การย้ายทีมครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ โดกู เป็นที่หมายปองของหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในอังกฤษพร้อมกัน แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะสวมเสื้อสีฟ้าคราม เดิมพันอนาคตของตัวเองไว้กับสโมสรที่ครองความยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น โดกู เองเคยเล่าถึงความรู้สึกในวันแรกที่ก้าวเข้ามาสู่ทีมยักษ์ใหญ่ว่าเขารู้สึกเหมือนเป็น “มวยรอง” ที่ไม่มีใครรู้จักจริง ๆ และต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ทั้งหมด

สามปีผ่านไป ภาพจำของเด็กหนุ่มไร้ชื่อได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง วันนี้ โดกู กลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ของทีม เขาลงสนามให้กับ ซิตี้ ไปแล้วทั้งสิ้น 131 นัด ทำประตูได้ 22 ลูก พร้อมกับเป็นผู้จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูอีกจำนวนไม่น้อย และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ช่วยพา ซิตี้ กวาดโทรฟีสำคัญมาครองได้หลายรายการนับตั้งแต่เข้าร่วมทีม ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, คาราบาว คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

สิ่งที่น่าสนใจคือ สัญญาฉบับเดิมของ โดกู ยังเหลืออายุอีกถึง 2 ปีก่อนจะหมดในปี 2028 แต่สโมสรกลับตัดสินใจไม่รอ และรีบเดินหน้าล็อกอนาคตของเขาไว้ล่วงหน้าทันที นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารมองเห็นคุณค่าของนักเตะคนนี้มากเพียงใด และไม่ต้องการเสี่ยงให้สโมสรคู่แข่งมีโอกาสเข้ามาชิงตัวในอนาคต

ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความเร็วระดับ “จรวดข้างสนาม”

สิ่งที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกหลงใหลใน โดกู ไม่ใช่แค่สถิติในกระดาษ แต่คือรูปแบบการเล่นที่ดูสนุกตื่นเต้นทุกครั้งที่บอลมาถึงเท้า ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา นักเตะปีกความเร็วสูงแบบนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างผสมผสานกัน ไม่ใช่แค่ขาไวอย่างเดียว

ระบบเร่งความเร็วระยะสั้น (Explosive Acceleration) คือหัวใจสำคัญของนักเตะสายนี้ นักวิ่งระยะสั้นทั่วไปอาจใช้เวลาสร้างความเร็วสูงสุดในระยะทางยาว แต่นักฟุตบอลอย่าง โดกู ต้องสามารถระเบิดพลังจากจุดหยุดนิ่งไปสู่ความเร็วสูงสุดได้ภายในเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณสะโพกและต้นขา รวมถึงการทำงานประสานกันของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Coordination) ที่ต้องฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การทรงตัวขณะเปลี่ยนทิศทาง (Change of Direction) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่แยกนักเตะระดับโลกออกจากนักเตะทั่วไป การเลี้ยงบอลตัดเข้าในหรือหลอกล่อคู่แข่งด้วยจังหวะหลอกลวงตา ต้องอาศัยจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายที่ต่ำ ข้อเท้าที่แข็งแรง และการควบคุมบอลด้วยสัมผัสเบาแต่แม่นยำ ซึ่งทีมสตาฟฟ์วิทยาศาสตร์การกีฬาของสโมสรระดับโลกมักมีการเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวแบบละเอียด (Motion Capture Data) เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงจุดอ่อนเหล่านี้ให้นักเตะทุกคนพัฒนาได้อย่างมีทิศทาง

การอ่านเกมและตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน เป็นทักษะที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สำคัญไม่แพ้กัน ปีกความเร็วสูงจำนวนมากในอดีตล้มเหลวเพราะขาดการตัดสินใจที่ถูกต้องในจังหวะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจ่ายบอลหรือยิงเอง แต่สิ่งที่ทำให้ โดกู แตกต่างคือพัฒนาการด้านการอ่านเกมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาล ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักร่วมกับทีมโค้ชเพื่อยกระดับความคิดในสนามให้เฉียบคมยิ่งขึ้น

หัวใจนักสู้เบื้องหลังทุกจังหวะหลอกล่อ ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงคลั่งไคล้นักเตะแบบนี้

สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญโลกการทำงานอันแข่งขันสูง เรื่องราวของ โดกู สะท้อนบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าฟุตบอล นั่นคือเรื่องของวินัยและการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง

ในการให้สัมภาษณ์หลังต่อสัญญาฉบับใหม่ โดกู เผยความรู้สึกอย่างจริงใจว่า “สโมสรแห่งนี้มีความหมายกับผมมาก ผมพัฒนาขึ้นทั้งในฐานะผู้เล่นและในฐานะคนคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน และผมรู้ว่าตัวเองกำลังพัฒนาขึ้นทุกวันจากการทำงานของทีมงานที่นี่” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดสำคัญที่คนทำงานยุคใหม่ควรนำไปปรับใช้ นั่นคือการมองสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ไม่ใช่แค่ “ที่ทำงาน” แต่เป็น “ระบบนิเวศแห่งการเติบโต”

ทางฝั่งของผู้บริหารสโมสรเอง ฮูโก้ เวียนา ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกัน โดยเขากล่าวชื่นชมว่า โดกู มีพรสวรรค์มหาศาลและมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดเจนนับตั้งแต่เข้าร่วมทีมในปี 2023 พร้อมทั้งระบุว่านักเตะรายนี้มีคุณลักษณะพิเศษที่ตรงกับสิ่งที่ทีมงานมองหาในตัวปีกคนหนึ่ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เวียนา ยังยกย่องว่า โดกู เป็นคนที่ยอดเยี่ยม เป็นที่รักของทุกคนในสโมสร มีทัศนคติการทำงานระดับมืออาชีพ และต้องการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของนักกีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน หากขาด “ทัศนคติ” ที่ถูกต้อง โอกาสที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนก็ยากที่จะเกิดขึ้น ความสำเร็จของ โดกู จึงไม่ได้มาจากพรสวรรค์ล้วน ๆ แต่มาจากการผสมผสานระหว่างพรสวรรค์ วินัย และทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ

อีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับแฟนบอล โดกู เองพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “แฟนบอล ซิตี้ ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเซ็นสัญญาฉบับใหม่นี้ ผมสัมผัสได้ถึงความรักและการสนับสนุนจากพวกเขา และมันมีความหมายอย่างมากสำหรับผม ผมต้องการมุ่งมั่นที่จะนำความสำเร็จที่พวกเขาสมควรได้รับมาให้” พลังของแฟนบอลในยุคดิจิทัลที่สื่อสารกับนักเตะผ่านโซเชียลมีเดียได้ตลอดเวลา กลายเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการตัดสินใจของนักเตะระดับโลกว่าจะอยู่หรือไป

ธุรกิจลูกหนังยุคใหม่ ทำไมสัญญาฉบับนี้ถึงสำคัญต่ออนาคตของทั้งสโมสร

ในมุมมองทางธุรกิจ การต่อสัญญาระยะยาวกับนักเตะดาวรุ่งที่กำลังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพ ถือเป็นกลยุทธ์คลาสสิกที่สโมสรระดับโลกใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทั้งในและนอกสนาม เมื่อมองในแง่มูลค่าตลาด นักเตะที่มีสัญญาเหลือระยะยาวย่อมมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าเมื่อถูกทาบทามจากสโมสรอื่น และสโมสรเจ้าของสิทธิ์ก็ไม่จำเป็นต้องรีบขายทำกำไรก่อนสัญญาใกล้หมดอายุ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มักบีบให้สโมสรต้องยอมขายนักเตะดาวเด่นในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

การตัดสินใจต่อสัญญาครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าสโมสรมองบทบาทของ โดกู เป็นส่วนสำคัญของแผนงานระยะยาว โดยยังคงเดินหน้าลงทุนในตัวเขาต่อไปในระยะยาว นี่คือแนวคิดทางธุรกิจที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่สโมสรฟุตบอลไม่ได้มองแค่ผลงานฤดูกาลเดียว แต่มองภาพรวมของแบรนด์และมูลค่าทางการตลาดในระยะ 5-6 ปีข้างหน้า

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ โดกู ไม่ใช่นักเตะเพียงคนเดียวที่ตัดสินใจเดินเส้นทางนี้ในซัมเมอร์เดียวกัน เพราะเขากลายเป็นนักเตะทีมชุดใหญ่คนที่ 4 ที่ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสรในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ต่อจาก ฟิล โฟเด้น ที่ต่อสัญญา 4 ปี รวมถึง ยอชโก้ กวาร์ดิโอล และ อับดูโกดีร์ คูซานอฟ ที่ตกลงเซ็นสัญญาไปจนถึงปี 2031 เช่นเดียวกัน รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือกลยุทธ์ที่จงใจวางไว้เพื่อสร้างแกนหลักของทีมที่มีอายุสัญญาสอดคล้องกัน ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียนักเตะสำคัญพร้อมกันในอนาคต และสร้างเสถียรภาพให้กับทีมในระยะยาวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาสู่ยุคของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า

ในมุมของโลกดิจิทัล นักเตะสายสปีดที่เล่นสนุกตื่นเต้นแบบ โดกู มักได้เปรียบอย่างมากในแง่ของคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย ไฮไลต์การเลี้ยงบอลผ่านตัวคู่แข่งหลายคนติดต่อกันเป็นรูปแบบวิดีโอที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับแพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง TikTok หรือ Instagram Reels ซึ่งช่วยขยายฐานแฟนคลับของทั้งตัวนักเตะเองและสโมสรไปพร้อมกัน กลายเป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนอกเหนือจากผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว

โดกู เองยังพูดถึงความตื่นเต้นกับทิศทางใหม่ของทีมภายใต้ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมคนใหม่ พร้อมกับการมาถึงของนักเตะระดับโลกอย่าง เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ ว่า “ด้วยการมี เอ็นโซ่ อยู่ที่นี่ตอนนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับฤดูกาลใหม่ สไตล์ฟุตบอลของเขาเป็นแบบที่เราชอบ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้เล่น” สะท้อนให้เห็นว่าการต่อสัญญาไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความเชื่อมั่นในทิศทางฟุตบอลของทีมภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วย

นอกสนามลูกหนัง โดกู ยังมีบทบาทสำคัญกับทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่ ซึ่ง เขาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญฟุตบอลโลกของเบลเยียมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยทีมสามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ ประสบการณ์ระดับนานาชาตินี้ยิ่งเสริมความมั่นใจและวุฒิภาวะให้กับนักเตะหนุ่มคนนี้มากขึ้นไปอีก ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับสโมสรอย่างเต็มรูปแบบ

บทสรุป: สัญญาฉบับนี้บอกอะไรเรามากกว่าตัวเลขปี 2031

การต่อสัญญาของ เฌเรมี่ โดกู ไม่ใช่แค่ข่าวการตลาดนักเตะธรรมดา แต่มันคือภาพสะท้อนของหลายสิ่งพร้อมกัน ทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬาที่อยู่เบื้องหลังความเร็วระดับโลก จิตวิทยาการพัฒนาตัวเองที่คนรุ่นใหม่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงาน และกลยุทธ์ทางธุรกิจของสโมสรฟุตบอลยุคใหม่ที่มองไกลกว่าฤดูกาลเดียว

จากเด็กหนุ่มไร้ชื่อที่เคยรู้สึกเป็น “มวยรอง” สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สโมสรระดับโลกยอมทุ่มความไว้วางใจระยะยาวให้ เรื่องราวของ โดกู คือบทพิสูจน์ว่าพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ หากปราศจากวินัย ความอ่อนน้อม และความหิวกระหายที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกฟุตบอลที่การแข่งขันดุเดือดขึ้นทุกวัน สัญญาระยะยาวแบบนี้จะกลายเป็นเทรนด์มาตรฐานของสโมสรใหญ่ทั่วโลก หรือจะกลายเป็นดาบสองคมที่ผูกมัดทั้งสองฝ่ายไว้นานเกินไปกันแน่


สรุปประเด็นสำคัญ • เฌเรมี่ โดกู เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระยะเวลา 5 ปี ยาวถึงปี 2031 • ปีกวัย 24 ปี ลงสนามให้ทีมไปแล้ว 131 นัด ทำได้ 22 ประตู นับตั้งแต่ย้ายจาก แรนส์ ในปี 2023 • เขากลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ที่ต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรในซัมเมอร์นี้ ต่อจาก โฟเด้น, กวาร์ดิโอล และ คูซานอฟ • ความสำเร็จของเขาสะท้อนการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว วินัย และทัศนคติการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง • สัญญาฉบับนี้สะท้อนกลยุทธ์ธุรกิจของสโมสรที่มองการสร้างเสถียรภาพทีมในระยะยาวภายใต้ยุค เอ็นโซ่ มาเรสก้า

คำถามที่พบบ่อย

Q: เฌเรมี่ โดกู เซ็นสัญญาใหม่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นานแค่ไหน A: สัญญาฉบับใหม่มีระยะเวลา 5 ปี ทำให้เขาอยู่กับสโมสรจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2031

Q: โดกู ย้ายมาซิตี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ A: เขาย้ายมาจากสโมสร สต๊าด แรนส์ ในลีกฝรั่งเศส เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2023

Q: ก่อนต่อสัญญาใหม่ สัญญาเดิมของโดกูจะหมดอายุเมื่อไหร่ A: สัญญาฉบับเดิมมีกำหนดหมดอายุในปี 2028 แต่สโมสรตัดสินใจต่อสัญญาล่วงหน้าก่อนครบกำหนด

Q: โดกูลงเล่นให้ซิตี้มาแล้วกี่นัด ทำผลงานอย่างไรบ้าง A: จนถึงปัจจุบันเขาลงสนามไปแล้ว 131 นัด ทำประตูได้ 22 ลูก พร้อมส่วนช่วยในการสร้างประตูอีกจำนวนมาก

Q: มีนักเตะคนอื่นที่ต่อสัญญาระยะยาวพร้อมกับโดกูในซัมเมอร์นี้หรือไม่ A: มี โดยเขาเป็นนักเตะคนที่ 4 ต่อจาก ฟิล โฟเด้น, ยอชโก้ กวาร์ดิโอล และ อับดูโกดีร์ คูซานอฟ

Q: ใครคือผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ A: เอ็นโซ่ มาเรสก้า คือผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน ที่เข้ามารับช่วงต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

Q: อะไรคือจุดเด่นที่ทำให้โดกูเป็นปีกที่อันตราย A: จุดเด่นหลักคือความเร็วในการเร่งเครื่องระยะสั้น การทรงตัวขณะเปลี่ยนทิศทาง และทักษะการเลี้ยงบอลหนึ่งต่อหนึ่งที่โดดเด่น

Q: โดกูเคยเล่นให้ทีมชาติเบลเยียมในฟุตบอลโลกหรือไม่ A: เคย เขาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญฟุตบอลโลกของเบลเยียมในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งทีมเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ

Q: ทำไมสโมสรถึงรีบต่อสัญญาทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 2 ปี A: เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกสโมสรอื่นทาบทาม และรักษาเสถียรภาพของทีมในระยะยาวก่อนมูลค่าตลาดของนักเตะพุ่งสูงขึ้นอีก

Q: โดกูเคยพูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจอยู่กับซิตี้ต่อว่าอย่างไร A: เขาระบุว่าสโมสรช่วยพัฒนาเขาทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะคนคนหนึ่ง รวมถึงความรักและการสนับสนุนจากแฟนบอลที่มีความหมายกับเขามาก

Q: โดกูย้ายมาซิตี้ด้วยค่าตัวเท่าไหร่ A: ดีลย้ายทีมในปี 2023 มีมูลค่าหลายสิบล้านปอนด์ ถือเป็นหนึ่งในดีลปีกที่สูงที่สุดของสโมสรในช่วงเวลานั้น

Q: หลังต่อสัญญาแล้ว โดกูจะได้ลงเล่นตำแหน่งไหนในทีมของมาเรสก้า A: เขายังคงเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายเป็นหลัก แต่มีความสามารถปรับตัวไปเล่นฝั่งขวาหรือตำแหน่งกลางได้เช่นกัน