วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังเผชิญกับศึกนอกสนามที่ดุเดือดไม่แพ้ในสนาม เมื่อเอวานเจลอส มารินาคิส เจ้าของสโมสรนอตติงแฮม ฟอเรสต์ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเดินเรือชาวกรีก ตัดสินใจยื่นฟ้องคริสตัล พาเลซ ต่อศาลสูงแห่งอังกฤษ ในข้อหาหมิ่นประมาท สืบเนื่องจากป้ายผ้าสุดช็อกที่แฟนบอล “ปราสาทเรือนแก้ว” ชูขึ้นระหว่างเกมพบกันเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ป้ายผ้าดังกล่าวมีภาพมารินาคิสถือปืนจ่อหัวมอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ กัปตันทีมฟอเรสต์ พร้อมข้อความเสียดสีที่พาดพิงถึงข้อกล่าวหาร้ายแรงหลายกระทง คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงความบาดหมางธรรมดาระหว่างสองสโมสร แต่กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญเรื่องขอบเขตของเสรีภาพแฟนบอลบนอัฒจันทร์ กับความรับผิดชอบทางกฎหมายที่อาจตามมา
ย้อนรอยชนวนเหตุ เมื่อป้ายผ้าโหดกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับศาล
เหตุการณ์ต้นตอของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2025 ระหว่างเกมพรีเมียร์ลีกที่สนามเซลเฮิร์สท์ พาร์ค ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ระหว่างคริสตัล พาเลซ กับนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ตึงเครียดอยู่แล้ว แฟนบอลพาเลซกลุ่มหนึ่งได้ชูป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีภาพการ์ตูนของมารินาคิสถือปืนจ่อศีรษะของกิ๊บบ์ส-ไวท์ พร้อมข้อความประชดประชันว่า “มิสเตอร์มารินาคิสไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบล็กเมล์ การล็อกผลการแข่งขัน การค้ายาเสพติด หรือการทุจริต” ซึ่งเป็นการหยิบยกข้อกล่าวหาที่มารินาคิสเคยถูกพาดพิงในอดีตมาล้อเลียนอย่างเจ็บแสบ แม้ตัวมารินาคิสจะไม่ได้เดินทางมาชมเกมนัดนั้นด้วยตัวเอง แต่ภาพป้ายผ้าดังกล่าวก็แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว และสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งฟอเรสต์อย่างมาก
เกือบหนึ่งปีให้หลัง ทีมทนายความของมารินาคิสได้ยื่นคำร้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อศาลสูงอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุชื่อบริษัท ซีพีเอฟซี จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลของสโมสรคริสตัล พาเลซ เป็นหนึ่งในจำเลยสองราย มารินาคิสยืนยันมาโดยตลอดว่าตนเองไม่เคยถูกตั้งข้อหาในความผิดใดๆ ตามที่ป้ายผ้าดังกล่าวกล่าวหา และปฏิเสธข้อครหาทุกกรณีอย่างหนักแน่น การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามปกป้องชื่อเสียงส่วนตัวของเขาอย่างเป็นทางการผ่านกระบวนการยุติธรรม
จากป้ายผ้าสู่บทลงโทษของสมาคมฟุตบอล เมื่อ FA ไม่ปล่อยผ่าน
ก่อนที่เรื่องจะไปถึงชั้นศาล สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ได้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ด้วยการตั้งข้อหาคริสตัล พาเลซ ฐานล้มเหลวในการดูแลไม่ให้แฟนบอลของตนประพฤติตัวในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ก้าวร้าว หยาบคาย ดูหมิ่น หรือยั่วยุ แม้ป้ายผ้าจ่อปืนจะไม่ได้ถูกระบุเป็นสาเหตุหลักโดยตรงของข้อกล่าวหา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎระเบียบของพรีเมียร์ลีกมีความเข้มงวดอย่างมากเกี่ยวกับข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท การเมือง หรือคำขวัญที่ก้าวร้าวรุนแรงบนอัฒจันทร์ ท้ายที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คริสตัล พาเลซ ถูกปรับเงินเป็นจำนวน 50,000 ปอนด์ โดย FA ระบุเพิ่มเติมว่าการที่สโมสรมีนโยบายป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำป้ายผ้าเข้าสนามอยู่แล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสโมสรตระหนักถึงความเสี่ยงของเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นอย่างดี ทว่ากลับไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อยู่ดี บทลงโทษทางปกครองจาก FA จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความคึกคะนองของแฟนบอลทั่วไป แต่มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างผลกระทบทางกฎหมายและการเงินให้กับสโมสรได้จริง
ทำไมต้องเป็นกิ๊บบ์ส-ไวท์? เจาะมุมจิตวิทยาเบื้องหลังป้ายผ้า
การเลือกใช้ภาพของมอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ เป็นตัวละครในป้ายผ้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีที่มาจากดราม่าการย้ายทีมที่เกิดขึ้นในซัมเมอร์ก่อนหน้าเหตุการณ์ กิ๊บบ์ส-ไวท์ กองกลางทีมชาติอังกฤษและกัปตันทีมฟอเรสต์ เกือบย้ายออกจากสโมสรไปร่วมทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หลังดูเหมือนสเปอร์สจะใช้เงื่อนไขค่าฉีกสัญญามูลค่าสูงถึง 60 ล้านปอนด์ในการดึงตัวเขาไป ทว่าสุดท้ายเขากลับตัดสินใจเซ็นสัญญาฉบับใหม่เพื่ออยู่กับฟอเรสต์ต่อไป และได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ร่วมกับมารินาคิสด้วยตัวเอง สำหรับแฟนบอลพาเลซบางส่วน การที่กิ๊บบ์ส-ไวท์เลือกอยู่กับฟอเรสต์ต่อ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างนักเตะกับเจ้าของสโมสร และความจงรักภักดีดังกล่าวก็กลายเป็นเป้าหมายของความไม่พอใจที่สั่งสมมาจากเรื่องอื่นๆ การที่ป้ายผ้านำภาพของทั้งมารินาคิสและกิ๊บบ์ส-ไวท์มาผูกโยงกันในลักษณะรุนแรงเช่นนี้ จึงสะท้อนความซับซ้อนทางอารมณ์ของแฟนบอลที่ผสมผสานระหว่างความโกรธแค้นเชิงสถาบันกับความคับข้องใจส่วนบุคคลที่มีต่อผู้เล่นและเจ้าของทีมคู่แข่งไปพร้อมกัน
มูลเหตุความบาดหมาง ยูโรปา ลีก ที่พาเลซเสียให้ฟอเรสต์
รากเหง้าของความขัดแย้งระหว่างสองสโมสรนี้ย้อนกลับไปไกลกว่าป้ายผ้าเสียอีก โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเด็นด้านกฎการเป็นเจ้าของหลายสโมสรของยูฟ่า คริสตัล พาเลซ ผ่านเข้ารอบไปเล่นยูโรปา ลีก ได้จากการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 2024-25 แต่กลับถูกตัดสิทธิ์ในภายหลัง เนื่องจากพบว่าละเมิดกฎการถือครองสโมสรหลายแห่งของยูฟ่า จากกรณีที่จอห์น เท็กซ์เตอร์ อดีตผู้ถือหุ้นร่วมของพาเลซ ถือหุ้นใหญ่ในสโมสรโอลิมปิก ลียง ของฝรั่งเศสไปพร้อมกัน ผลจากคำตัดสินดังกล่าวทำให้นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นยูโรปา ลีก แทนที่พาเลซ ส่วนพาเลซเองถูกลดชั้นให้ไปเล่นในศึกยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งเป็นรายการระดับรองลงมาแทน
ความน่าสนใจคือ แม้จะถูกลดชั้นไปเล่นรายการที่ถือว่าด้อยเกียรติกว่า แต่พาเลซกลับสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการคว้าแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก มาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นถ้วยรางวัลระดับยุโรปรายการแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ต่อยอดจากแชมป์เอฟเอ คัพ และคอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่คว้ามาได้ก่อนหน้านั้น ทำให้ฤดูกาลที่ผ่านมากลายเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทว่าความสำเร็จเชิงกีฬาไม่ได้ช่วยลบล้างความบาดหมางที่ฝังลึกจากประเด็นเชิงธุรกิจและกฎระเบียบ ซึ่งกลายเป็นเชื้อไฟให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรตึงเครียดมาโดยตลอดฤดูกาล
จุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อโค้ชแชมป์ยุโรปของพาเลซย้ายไปคุมฟอเรสต์
หากเรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้ก็คงเป็นแค่ดราม่าธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์พลิกผันอย่างน่าตกตะลึงคือ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือชาวออสเตรียผู้พาคริสตัล พาเลซ คว้าสามแชมป์ในรอบสองปีครึ่งที่คุมทีม กลับตัดสินใจอำลาสโมสรเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล และไปรับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของนอตติงแฮม ฟอเรสต์ แทนที่ในเดือนกรกฎาคม 2026 นั่นหมายความว่าชายผู้เคยนำทัพพาเลซคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ คอมมูนิตี้ ชิลด์ และยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก กลับกลายมาเป็นลูกทีมของมารินาคิสอย่างเต็มตัว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฟอเรสต์เพิ่งผ่านความปั่นป่วนด้านผู้จัดการทีมอย่างหนักในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนกุนซือมาแล้วถึงห้าคน ตั้งแต่นูโน เอสปิริโต ซานโต, อองเช่ ปอสเตโคกลู, ฌอน ไดช์, บิตอร์ เปเรย์รา จนมาถึงกลาสเนอร์ในที่สุด
การที่กลาสเนอร์ต้องมาสวมเสื้อฟอเรสต์ และอาจต้องเผชิญหน้ากับสโมสรเก่าของตัวเองในสนาม ท่ามกลางบรรยากาศที่มารินาคิสฟ้องร้องแฟนบอลพาเลซพอดี ยิ่งเพิ่มมิติความซับซ้อนทางอารมณ์ให้กับเรื่องราวทั้งหมด แฟนบอลพาเลซจำนวนไม่น้อยรู้สึกผสมปนเประหว่างความคิดถึงกุนซือที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสร กับความรู้สึกถูกทรยศที่เขาเลือกไปร่วมงานกับสโมสรที่เจ้าของกำลังฟ้องร้องแฟนบอลของตัวเองอยู่ในเวลานี้พอดี
มารินาคิสกับสงครามกฎหมาย ไม่ใช่คดีแรกที่เขาเลือกใช้ช่องทางนี้
คดีฟ้องคริสตัล พาเลซ ครั้งนี้ไม่ใช่การใช้กระบวนการทางกฎหมายครั้งแรกของมารินาคิสเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่ออิรินี คาริพิดิส ประธานสโมสรอาริส เธสซาโลนิกิ ในกรีซ ที่ศาลสูงกรุงลอนดอนเช่นกัน โดยกล่าวหาว่าเธออยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกผลการแข่งขัน การลักลอบขนยาเสพติด และการขนส่งน้ำมันรัสเซียโดยละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งมารินาคิสปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่นเช่นเดียวกัน รูปแบบพฤติกรรมที่ปรากฏซ้ำๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่ามารินาคิสมีแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับสิ่งที่เขามองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี นั่นคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปกป้องชื่อเสียงอย่างจริงจัง แทนที่จะปล่อยผ่านหรือตอบโต้ผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนให้สโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีกต้องระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของแฟนบอลตัวเองบนอัฒจันทร์ในอนาคต
มุมมองธุรกิจ ผลกระทบต่อภาพลักษณ์วงการฟุตบอลอังกฤษ
คดีนี้กำลังจุดประเด็นถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมการเชียร์บอลแบบเสียดสีที่เป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลอังกฤษ กับพฤติกรรมที่ก้าวข้ามเส้นไปสู่การหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงบุคคลอย่างจริงจัง ในอดีตป้ายผ้าเสียดสีเจ้าของสโมสรหรือผู้บริหารมักถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแฟนบอล แต่เมื่อเนื้อหาเริ่มพาดพิงถึงข้อกล่าวหาอาชญากรรมร้ายแรงโดยไม่มีมูลความจริง และมีการใช้ภาพความรุนแรงอย่างการจ่อปืน ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางกฎหมายที่หนักหน่วงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด สำหรับคริสตัล พาเลซ นอกจากค่าปรับ 50,000 ปอนด์ที่ต้องจ่ายให้ FA ไปแล้ว สโมสรยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มเติมจากคดีแพ่งในชั้นศาลสูง ซึ่งหากแพ้คดีอาจต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสโมสรในสายตาสปอนเซอร์และพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย ขณะเดียวกันฝ่ายบริหารของพรีเมียร์ลีกและ FA เองก็ต้องจับตาดูว่าคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับการจัดการกับพฤติกรรมแฟนบอลในอนาคตหรือไม่ เพราะหากศาลตัดสินให้มารินาคิสชนะคดี อาจเปิดประตูให้เจ้าของสโมสรหรือบุคคลสาธารณะในวงการฟุตบอลรายอื่นๆ เลือกใช้ช่องทางทางกฎหมายมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิ์ในชื่อเสียงของตน
เมื่อมองในภาพรวม เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลอังกฤษยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเกมกีฬาที่จบลงเมื่อหมดเวลาการแข่งขันอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมรภูมิที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ กฎระเบียบระดับนานาชาติ และกระบวนการยุติธรรมอย่างแนบแน่น ความบาดหมางที่เริ่มต้นจากสิทธิ์การเข้าร่วมยูโรปา ลีก ได้ลุกลามผ่านป้ายผ้าบนอัฒจันทร์ ไปจนถึงคดีความในศาลสูง และปิดท้ายด้วยความพลิกผันของกุนซือที่ย้ายข้ามค่ายอย่างน่าประหลาดใจ เป็นภาพสะท้อนความซับซ้อนของวงการฟุตบอลสมัยใหม่ที่เงินทุน อำนาจ และอารมณ์ของแฟนบอลถักทอเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
เมื่อความบาดหมางในสนามเริ่มเดินทางเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีของศาลสูง วงการฟุตบอลอังกฤษกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่พฤติกรรมของแฟนบอลบนอัฒจันทร์ต้องแบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ และคดีของมารินาคิสครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่เจ้าของสโมสรรายอื่นเลือกเดินตามในอนาคตหรือเปล่า
สรุปประเด็นสำคัญ
- เอวานเจลอส มารินาคิส เจ้าของฟอเรสต์ ยื่นฟ้องคริสตัล พาเลซ ข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลสูง จากป้ายผ้าภาพเขาถือปืนจ่อหัวกิ๊บบ์ส-ไวท์ ที่ชูขึ้นในเกม 24 ส.ค. 2025
- FA เคยตั้งข้อหาและปรับพาเลซ 50,000 ปอนด์ไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ก่อนคดีแพ่งจะตามมา
- ต้นตอความบาดหมางมาจากกรณีพาเลซถูกตัดสิทธิ์ยูโรปา ลีก เพราะละเมิดกฎเจ้าของหลายสโมสรของยูฟ่า ทำให้ฟอเรสต์ได้สิทธิ์แทน
- โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ อดีตกุนซือแชมป์ยุโรปของพาเลซ ย้ายไปคุมฟอเรสต์ในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มมิติดราม่าให้สถานการณ์
- คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบทางกฎหมายของสโมสรต่อพฤติกรรมแฟนบอลในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
คดีมารินาคิสฟ้องคริสตัล พาเลซ เกี่ยวกับอะไร เป็นคดีหมิ่นประมาทที่มารินาคิสยื่นฟ้องต่อศาลสูง จากป้ายผ้าที่แฟนบอลพาเลซชูขึ้นซึ่งมีภาพเขาถือปืนจ่อหัวมอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ พร้อมข้อความพาดพิงข้อกล่าวหาทางอาญาหลายกระทง
ป้ายผ้าที่เป็นต้นเหตุของคดีปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ ป้ายผ้าดังกล่าวถูกชูขึ้นระหว่างเกมพรีเมียร์ลีกที่เสมอกัน 1-1 ระหว่างพาเลซกับฟอเรสต์ ที่สนามเซลเฮิร์สท์ พาร์ค เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2025
คริสตัล พาเลซ เคยถูกลงโทษเรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ เคย โดย FA ตั้งข้อหาสโมสรในเดือนพฤศจิกายน 2025 ฐานล้มเหลวในการดูแลพฤติกรรมแฟนบอล และปรับเงิน 50,000 ปอนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
ทำไมป้ายผ้าถึงมีภาพของมอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ ด้วย เพราะกิ๊บบ์ส-ไวท์เกือบย้ายไปสเปอร์สในซัมเมอร์ก่อนหน้านั้นด้วยค่าฉีกสัญญา 60 ล้านปอนด์ แต่สุดท้ายเลือกเซ็นสัญญาใหม่อยู่กับฟอเรสต์ต่อ ทำให้แฟนพาเลซบางส่วนนำเรื่องนี้มาผูกกับมารินาคิสในเชิงเสียดสี
ความบาดหมางระหว่างสองสโมสรเริ่มจากอะไร เริ่มจากกรณีพาเลซถูกตัดสิทธิ์เล่นยูโรปา ลีก เนื่องจากละเมิดกฎเจ้าของหลายสโมสรของยูฟ่า จากการที่อดีตผู้ถือหุ้นร่วมถือหุ้นใหญ่ในลียงด้วย ทำให้ฟอเรสต์ได้สิทธิ์แทนที่
คริสตัล พาเลซ สุดท้ายได้แชมป์อะไรหลังถูกลดชั้นไปเล่นคอนเฟอเรนซ์ ลีก พาเลซคว้าแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลระดับยุโรปรายการแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ต่อยอดจากแชมป์เอฟเอ คัพ และคอมมูนิตี้ ชิลด์
โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร กลาสเนอร์คืออดีตกุนซือพาเลซที่พาทีมคว้าสามแชมป์ ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนของนอตติงแฮม ฟอเรสต์ในเดือนกรกฎาคม 2026 ทำให้เขาต้องเป็นลูกทีมของมารินาคิสในช่วงเวลาที่คดีความกำลังดำเนินอยู่พอดี
มารินาคิสเคยฟ้องคดีหมิ่นประมาทลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ เคย โดยเขาเคยฟ้องอิรินี คาริพิดิส ประธานสโมสรอาริส เธสซาโลนิกิ ในกรีซ ที่ศาลสูงลอนดอนเช่นกัน จากข้อกล่าวหาเรื่องเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลใส่ร้ายเขา