มิเกล เมรีโน่: จอมโทรฟี่แห่งยุค เมื่อ “นักล่าความสำเร็จ” ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ

เปิดเกม: นักเตะที่แตะแชมป์อะไรก็กลายเป็นทองคำ

ลองจินตนาการดูว่าในช่วงเวลาแค่ 2 ปี คุณจะสามารถคว้าแชมป์ระดับทวีป แชมป์ระดับสโมสรที่รอคอยมานานกว่า 2 ทศวรรษ และแชมป์โลกได้ครบทั้งสามรายการหรือไม่ สำหรับคนทั่วไปแค่ฝันถึงก็ยากแล้ว แต่สำหรับ มิเกล เมรีโน่ กองกลางร่างสูงวัย 30 ปีของ อาร์เซน่อล เรื่องนี้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

จากแชมป์ ยูโร 2024 กับทีมชาติสเปน สู่การย้ายซบ “ปืนใหญ่” และอดทนสร้างทีมจนคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สมัยแรกในรอบ 22 ปีของสโมสร ก่อนจะปิดท้ายซัมเมอร์ด้วยการติดทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2026 ที่ทวีปอเมริกาเหนือ นี่คือกราฟชีวิตนักเตะที่พุ่งทะยานแบบไม่มีใครหยุดได้ และตอนนี้เจ้าตัวประกาศชัดเจนว่าเป้าหมายต่อไปคือ คอมมิวนิตี้ ชีลด์ นัดเปิดฤดูกาลกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้

คำถามคือ อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ต่อเนื่องแบบไม่มีสะดุดของนักเตะคนนี้ และทำไมเรื่องราวของเขาถึงเป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับคนวัยทำงานที่กำลังไล่ล่าความสำเร็จในชีวิตตัวเอง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สนามแข่งที่แปลกตา ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการกลับมาจากอาการบาดเจ็บ และธุรกิจลูกหนังยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการ

ที่มาของสมรภูมิ: ทำไมนัดเปิดฤดูกาลต้องย้ายไปเวลส์

ก่อนจะไปถึงตัวนักเตะ เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือสนามแข่งขัน เพราะ คอมมิวนิตี้ ชีลด์ นัดนี้ไม่ได้จัดที่ สนามเวมบลีย์ อันเป็นบ้านตามธรรมเนียมของศึกนี้ แต่ถูกย้ายไปจัดที่ มิลเลเนียม สเตเดี้ยม ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อทางการค้าว่า พรินซิพอลิตี้ สเตเดี้ยม

เหตุผลเบื้องหลังฟังดูแปลกแต่เป็นเรื่องจริงของวงการบันเทิงยุคนี้ นั่นคือ สนามเวมบลีย์ถูกจองคิวไว้สำหรับคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกอย่าง เดอะ วีคเอนด์ ในทัวร์ After Hours til Dawn ทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษต้องขยับนัดสำคัญนี้ออกไปยังเวลส์แทน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ คอมมิวนิตี้ ชีลด์ ต้องจัดนอกประเทศอังกฤษ และเป็นครั้งแรกที่สนามแห่งนี้ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพศึกนี้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2006

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ครั้งสุดท้ายที่ อาร์เซน่อล ลงเล่นนัดเปิดฤดูกาลในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สนามแห่งนี้ พวกเขาเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ 3-1 เมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุดก่อนจะมาถึงฤดูกาลนี้พอดิบพอดี ราวกับโชคชะตากำลังวนกลับมาซ้ำรอยประวัติศาสตร์

สำหรับตัวการแข่งขัน คอมมิวนิตี้ ชีลด์ เอง ก็มีรากฐานย้อนไปได้ไกลกว่าร้อยปี เดิมทีมีชื่อว่า เอฟเอ ชาริตี้ ชีลด์ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น คอมมิวนิตี้ ชีลด์ ในปี 2002 เป็นแมตช์เปิดฤดูกาลระหว่างแชมป์ลีกสูงสุดกับแชมป์เอฟเอคัพของฤดูกาลก่อนหน้า สำหรับนัดปี 2026 นี้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้ามาในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้ามาในฐานะแชมป์เอฟเอคัพ ทำให้กลายเป็นการพบกันครั้งที่ 217 ระหว่างสองทีมคู่ปรับตลอดกาล และเป็นการรีแมตช์ของนัดชิงคอมมิวนิตี้ ชีลด์เมื่อปี 2023 ที่ อาร์เซน่อล เคยเอาชนะจุดโทษไปได้

ถอดรหัสร่างกายนักฟุตบอล: จากกระดูกร้าวสู่ซูเปอร์ซับพลิกเกม

หนึ่งในประเด็นที่ เมรีโน่ พูดถึงในบทสัมภาษณ์คือเรื่อง “การบาดเจ็บที่เผชิญเมื่อซีซั่น” ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดผ่านๆ แต่เป็นเรื่องราวที่สะเทือนอาชีพนักเตะรายนี้อย่างแท้จริง

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 เมรีโน่ ประสบภาวะ กระดูกร้าวจากความล้า หรือ Stress Fracture ที่เท้าขวา ระหว่างการฝึกซ้อมกับ อาร์เซน่อล อาการบาดเจ็บชนิดนี้เกิดจากการที่กระดูกต้องรับแรงกระแทกซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเกินขีดจำกัดที่เนื้อเยื่อกระดูกจะซ่อมแซมตัวเองทัน ต่างจากกระดูกหักแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการปะทะรุนแรงครั้งเดียว นักกีฬาที่ลงสนามถี่ในหลายรายการทั้งลีกในประเทศ ถ้วยยุโรป และทีมชาติ มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะนี้เป็นพิเศษ เพราะร่างกายแทบไม่มีช่วงพักฟื้นเต็มรูปแบบ

เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดและถูกประเมินว่าอาจต้องพักฟื้นนานถึง 4-6 เดือน ซึ่งเท่ากับความหวังในการติดทีมชาติสเปนไปฟุตบอลโลกแทบจะดับวูบไปในทันที ทว่าด้วยกระบวนการฟื้นฟูที่เข้มข้น ทั้งการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า การควบคุมโภชนาการเพื่อเร่งการสร้างเนื้อกระดูกใหม่ และวินัยในการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขากลับมาลงสนามให้ อาร์เซน่อล ได้ทันในเดือนพฤษภาคม และคว้าตั๋วใบสุดท้ายติดทีมชาติสเปนชุดลุยฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือบทบาทของเขาในทัวร์นาเมนต์ แม้จะไม่ได้เป็นตัวจริงตลอดรายการ แต่โค้ช หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ เลือกใช้เขาในบทบาท “ซูเปอร์ซับ” หรือตัวสำรองที่พลิกเกม ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลอย่างมาก เมรีโน่ ลงมาจากม้านั่งสำรองและยิงประตูสำคัญพาสเปนผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้ในเกมกับ โปรตุเกส สะท้อนให้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่ที่ไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครฟิตที่สุด แต่วัดกันที่การบริหารจัดการร่างกายและจังหวะการใช้งานนักเตะให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในสนาม

จิตวิทยาของนักล่าความสำเร็จ: ทำไมถึง “เสพติดโทรฟี่”

คำพูดที่โดดเด่นที่สุดจากปาก เมรีโน่ ในช่วงนี้คือการยอมรับว่าตัวเองกลายเป็นคน “เสพติดโทรฟี่” ไปแล้ว ประโยคสั้นๆ นี้ซ่อนแง่มุมทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ และเป็นบทเรียนที่คนวัยทำงานยุคนี้สามารถหยิบไปปรับใช้ได้จริง

ในทางจิตวิทยาการกีฬา นักกีฬาระดับสูงจำนวนมากอธิบายความรู้สึกหลังคว้าชัยชนะว่าเป็นการหลั่งสาร โดพามีน ในสมอง ซึ่งสร้างความรู้สึกพึงพอใจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้เกิดแรงขับให้อยากไล่ล่าความสำเร็จครั้งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมรีโน่ พูดถึงสภาพจิตใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังคงมุ่งมั่นและไม่มีเวลาที่จะถอนคันเร่ง” ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโต ที่มองว่าความสำเร็จแต่ละครั้งไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นบันไดขั้นต่อไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาน่าสนใจกว่านักเตะดาวรุ่งทั่วไปคือ เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบราบรื่นตลอดสาย ก่อนหน้านี้เขาเคยพลาดหวังไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกครั้งก่อน และเพิ่งผ่านช่วงเวลามืดมนจากอาการบาดเจ็บร้ายแรงมาหมาดๆ เขาเคยเปิดใจว่าในช่วงที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง มีความคิดแวบเข้ามาว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ระดับโลกอีกแล้ว นี่คือแก่นของแนวคิดเรื่อง ความยืดหยุ่นทางจิตใจ หรือ Resilience ที่ไม่ได้หมายถึงการไม่เคยล้ม แต่หมายถึงความสามารถในการลุกขึ้นมาใหม่หลังจากล้มลง

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางของ อาร์เซน่อล เองในซีซั่นที่ผ่านมาก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ แต่ทีมกลับพลาดท่าแพ้จุดโทษให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทำให้ความฝันการคว้าถ้วยยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรยังคงต้องรอต่อไป ความสำเร็จของ เมรีโน่ จึงไม่ใช่เรื่องของการไม่เคยพ่ายแพ้ แต่เป็นเรื่องของการรู้จักบาลานซ์ความผิดหวังกับความภาคภูมิใจ และเดินหน้าต่อโดยไม่ปล่อยให้ความพ่ายแพ้ครั้งหนึ่งมาบั่นทอนพลังในการไล่ล่าความสำเร็จครั้งต่อไป

สำหรับกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความกดดันในการทำงานหรือการแข่งขันในชีวิตประจำวัน เรื่องราวนี้สอนให้เห็นว่า วินัย และ ความมุ่งมั่นต่อเนื่อง สำคัญกว่าพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว การรักษาโมเมนตัมของตัวเองในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในจุดสูงสุดหรือกำลังฟื้นตัวจากความล้มเหลว คือทักษะที่ถ่ายทอดข้ามวงการได้จริง

ธุรกิจลูกหนังยุคใหม่: เมื่อฟุตบอลต้องแบ่งพื้นที่กับคอนเสิร์ต

มุมมองด้านธุรกิจของฟุตบอลอังกฤษในปัจจุบันน่าสนใจไม่แพ้เรื่องในสนาม กรณีที่สนามเวมบลีย์ต้องให้ความสำคัญกับตารางคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกมากกว่านัดกีฬาสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬากำลังแข่งขันกันแย่งชิงพื้นที่และรายได้จากสถานที่จัดงานขนาดใหญ่อย่างเข้มข้นกว่าที่เคย สนามกีฬาระดับตำนานในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นสังเวียนฟุตบอลอีกต่อไป แต่กลายเป็น แพลตฟอร์มสร้างรายได้พหุประโยชน์ ที่ต้องบริหารจัดการให้คุ้มค่าที่สุดในทุกตารางเมตร

การย้ายไปจัดที่คาร์ดิฟฟ์ก็สร้างมิติทางเศรษฐกิจของตัวเองเช่นกัน เพราะดึงดูดแฟนบอลจากทั่วสหราชอาณาจักรให้เดินทางเข้าเมือง กระตุ้นการท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจร้านอาหารในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบตลาดว่าแฟนบอลยังคงพร้อมสนับสนุนทีมแม้ต้องเดินทางไกลกว่าปกติหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับสโมสรและสมาคมฟุตบอลในการวางแผนธุรกิจระยะยาว

ในมุมของ อาร์เซน่อล เอง การกลับมาคว้าแชมป์ลีกหลังรอคอยนานถึง 22 ปี ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัลบนหิ้ง แต่ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าสโมสรในเชิงพาณิชย์ ทั้งรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ดีลสปอนเซอร์ใหม่ ยอดขายเสื้อแข่ง และมูลค่าแบรนด์ในตลาดโลก นอกจากนี้ฤดูกาลที่ผ่านมายังปรากฏเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจอีกชิ้น เมื่อ แม็กซ์ ดาวแมน ดาวรุ่งวัยเพียง 16 ปี กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของสโมสรในฐานะแหล่งบ่มเพาะนักเตะเยาวชนที่แข็งแกร่ง อันเป็นสินทรัพย์สำคัญในโลกฟุตบอลยุคที่การซื้อขายนักเตะราคาแพงระฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติ

มองไปข้างหน้า ทิศทางของวงการฟุตบอลอังกฤษกำลังเดินหน้าสู่ยุคที่การแข่งขันในสนามกับการบริหารจัดการนอกสนามแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป สโมสรที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องบาลานซ์ระหว่างผลงานทีมชุดใหญ่ การพัฒนานักเตะเยาวชน และการบริหารสนามแข่งขันให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในวันแข่งขันเท่านั้น

บทสรุป: บทเรียนจากนักล่าโทรฟี่

เรื่องราวของ มิเกล เมรีโน่ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ว่าความสำเร็จระดับสูงสุดไม่ได้เกิดจากโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างวินัยส่วนตัว ความสามารถในการฟื้นตัวจากความบาดเจ็บและความผิดหวัง และการรักษาความหิวกระหายในความสำเร็จให้คงอยู่แม้จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วก็ตาม

การที่เขาพูดถึงเกม คอมมิวนิตี้ ชีลด์ ว่าเปรียบเสมือน “นัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง” ทั้งที่ในทางเทคนิคแล้วมันเป็นเพียงนัดอุ่นเครื่องเปิดฤดูกาล สะท้อนทัศนคติของนักกีฬาระดับโลกที่มองทุกนัดการแข่งขันด้วยความจริงจังเท่ากันหมด ไม่มีคำว่า “แค่เกมกระชับมิตร” ในพจนานุกรมของคนที่ต้องการรักษามาตรฐานสูงสุดตลอดเวลา

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในชีวิตการทำงานหรือเป้าหมายส่วนตัวของเราเอง เรามีความมุ่งมั่นที่จะรักษาโมเมนตัมของความสำเร็จให้ต่อเนื่องเหมือนที่ เมรีโน่ ทำได้หรือไม่ หรือเรามักจะพอใจและหยุดพัฒนาตัวเองทันทีที่ไปถึงเป้าหมายแรก


สรุปประเด็นสำคัญ

  • มิเกล เมรีโน่ คว้าแชมป์ยูโร 2024, พรีเมียร์ลีก 2025-26 และฟุตบอลโลก 2026 ครบภายในเวลาเพียง 2 ปี
  • คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2026 ระหว่าง อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ย้ายไปจัดที่มิลเลเนียม สเตเดี้ยม คาร์ดิฟฟ์ เพราะเวมบลีย์ถูกจองสำหรับคอนเสิร์ตเดอะ วีคเอนด์
  • เมรีโน่ เคยเผชิญอาการกระดูกร้าวจากความล้าที่เท้าขวาต้นปี 2026 แต่ฟื้นตัวทันคว้าตั๋วไปฟุตบอลโลกและยิงประตูสำคัญให้ทีมชาติสเปน
  • อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 22 ปี แต่พลาดแชมป์แชมเปียนส์ลีกจากการแพ้จุดโทษ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
  • เบื้องหลังความสำเร็จต่อเนื่องของเมรีโน่คือวินัย ความยืดหยุ่นทางจิตใจ และการไม่หยุดพัฒนาตัวเองแม้อยู่จุดสูงสุด

คำถามที่พบบ่อย

Q: คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2026 จัดวันไหน ที่ไหน A: จัดวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2026 เวลา 15.00 น. ตามเวลาอังกฤษ ที่สนามมิลเลเนียม สเตเดี้ยม (พรินซิพอลิตี้ สเตเดี้ยม) เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์

Q: ทำไมคอมมิวนิตี้ ชีลด์ ไม่จัดที่เวมบลีย์เหมือนทุกปี A: เพราะสนามเวมบลีย์ถูกจองไว้สำหรับจัดคอนเสิร์ตของศิลปิน เดอะ วีคเอนด์ ในทัวร์ After Hours til Dawn ทำให้ต้องย้ายไปจัดที่คาร์ดิฟฟ์แทน

Q: มิเกล เมรีโน่ เป็นนักเตะทีมชาติไหน A: เขาเป็นนักเตะทีมชาติสเปน และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์ยูโร 2024 และฟุตบอลโลก 2026

Q: อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เมื่อไร A: อาร์เซน่อล คว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งล่าสุดในฤดูกาล 2003-2004 ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 2025-26 รวมเป็นระยะเวลาห่างกัน 22 ปี

Q: เมรีโน่ บาดเจ็บอะไรก่อนฟุตบอลโลก 2026 A: เขาประสบภาวะกระดูกร้าวจากความล้าที่เท้าขวาในเดือนมกราคม 2026 ระหว่างซ้อมกับอาร์เซน่อล ต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นหลายเดือน

Q: อาร์เซน่อล ได้แชมป์แชมเปียนส์ลีกด้วยหรือไม่ A: ไม่ได้ อาร์เซน่อล เข้าชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก 2026 แต่แพ้จุดโทษให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่บูดาเปสต์

Q: ใครเป็นคู่แข่งของ อาร์เซน่อล ในนัดคอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2026 A: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งผ่านเข้ามาในฐานะแชมป์เอฟเอคัพฤดูกาล 2025-26 หลังเอาชนะ เชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ

Q: ทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างไร A: สเปนเอาชนะ อาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่นัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกสมัยที่สองในประวัติศาสตร์

Q: เมรีโน่ มีบทบาทอย่างไรในฟุตบอลโลก 2026 A: เขาถูกใช้งานในบทบาทตัวสำรองที่ลงมาพลิกเกม และยิงประตูสำคัญช่วยทีมชาติสเปนผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในเกมกับโปรตุเกส

Q: กระดูกร้าวจากความล้าคืออะไร A: เป็นอาการบาดเจ็บที่เกิดจากกระดูกรับแรงกระแทกซ้ำๆ ต่อเนื่องจนเกินขีดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง มักพบในนักกีฬาที่ลงแข่งขันถี่หลายรายการ

Q: มิลเลเนียม สเตเดี้ยม กับ พรินซิพอลิตี้ สเตเดี้ยม เป็นสนามเดียวกันหรือไม่ A: ใช่ เป็นสนามเดียวกันในเมืองคาร์ดิฟฟ์ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อทางการค้าจากมิลเลเนียม สเตเดี้ยม เป็น พรินซิพอลิตี้ สเตเดี้ยม ตั้งแต่ปี 2016

Q: อาร์เซน่อล เคยชนะ คอมมิวนิตี้ ชีลด์ กี่ครั้ง A: อาร์เซน่อล เคยเข้าชิงคอมมิวนิตี้ ชีลด์มาแล้วหลายสิบครั้งและคว้าแชมป์ไปได้ถึง 17 สมัย นับเป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรายการนี้