เมื่อแดนกลางของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดพังทลายในชั่วข้ามคืน สโมสรจากเซนต์เจมส์ พาร์คต้องเร่งหาคำตอบก่อนที่ฤดูกาลจะเปิดฉาก — และชายวัย 31 ปีที่เคยครองแดนกลางของสเปอร์สมานานกว่าสี่ฤดูกาลอาจเป็นคำตอบที่พวกเขามองหา
บทนำ: เมื่อหัวใจของทีมถูกขุดออกทีละดวง
ลองนึกภาพนี้ดู — คุณสร้างทีมฟุตบอลมาด้วยความทุ่มเทกว่าสี่ปี พาสโมสรจากขอบเหวแห่งการตกชั้นสู่การคว้าแชมป์ลีกคัพและเหยียบสนามยักษ์ยุโรปได้สำเร็จ แล้ววันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาพบว่ากองกลางทั้งสองคนที่ดีที่สุดของทีมในรอบหลายสิบปีกำลังจะจากไป พร้อมกับปีกซ้ายที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบการเล่น และกุนซือที่พาทีมมาไกลขนาดนี้
นั่นคือความเป็นจริงโหดร้ายที่นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดกำลังเผชิญอยู่ในฤดูร้อนปี 2026
เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่เริ่มต้น นิวคาสเซิ่ลจะเกือบแน่นอนว่าไม่มีผู้เล่นที่มีคุณภาพสูงสุดสี่คนที่ลงสนามในนัดเปิดฤดูกาลที่แล้ว ได้แก่ เคียรัน ทริปเปียร์ และแอนโธนี่ กอร์ดอน รวมถึงซานโดร โตนาลี และบรูโน่ กิมาไรช์ ซึ่งถือเป็นกองกลางฝีมือดีที่สุดสองคนของสโมสรในรอบหลายทศวรรษ
และการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในบรรดานั้นคือ บรูโน่ กิมาไรช์ กัปตันทีม ที่จะออกจากทีมไปอยู่กับแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างอาร์เซน่อล หลังจากที่ปืนใหญ่ตกลงซื้อตัวเขาด้วยราคาที่รายงานว่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำถามที่สโมสรทั้งองค์กรและแฟนบอลนับแสนทั่วไทน์ไซด์กำลังถามอยู่คือ — ใครจะมาแทนที่หัวใจของทีม?
ฮอยเบียร์ก: ชายที่ถูกลืมในฝรั่งเศส กลับมาเป็นที่ต้องการในอังกฤษ
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการดึงตัวปิแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ก กองกลางชาวเดนมาร์กจากสโมสรมาร์กเซย กลับสู่พรีเมียร์ลีก โดยที่นิวคาสเซิ่ลระบุชื่อกองกลางผู้มากประสบการณ์รายนี้เป็นเป้าหมายสำคัญในตลาดซื้อขายนักเตะ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แดนกลางที่กำลังโหว่หนักก่อนฤดูกาลจะเปิดฉาก
ตามรายงานของสกาย สปอร์ต นิวคาสเซิ่ลกำลังสำรวจการดึงตัวฮอยเบียร์กในวัย 31 ปี โดยมาร์กเซยประเมินราคาตัวเขาไว้ที่ 15 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าราคาที่สโมสรฝรั่งเศสจ่ายซื้อเขาจากสเปอร์สเมื่อปีก่อนที่ประมาณ 17 ล้านปอนด์
แต่เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมชายคนนี้จึงมีค่ามากกว่าตัวเลขที่ปรากฏ เราต้องย้อนกลับไปดูว่าเขาเป็นใครและเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
รากเหง้าของนักสู้: จากบาเยิร์น มิวนิคถึงแม่น้ำเซน
ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ก ไม่ใช่กองกลางธรรมดา เขาคือผลผลิตของหนึ่งในสถาบันพัฒนานักเตะที่เข้มข้นที่สุดในโลก
ก่อนจะมาโลดแล่นในพรีเมียร์ลีก ฮอยเบียร์กพิสูจน์ตัวเองในบุนเดสลีกาเยอรมัน สังกัดทั้งบาเยิร์น มิวนิค, เอฟซี ออกซ์เบิร์ก และชาลเก้ 04 ก่อนจะย้ายมาเล่นในอังกฤษ
การผ่านระบบการฝึกซ้อมของบาเยิร์น มิวนิคได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นกองกลางที่มีระเบียบวินัยทางยุทธวิธีอย่างเฉียบคม เขารู้ว่าต้องยืนตรงไหน รู้ว่าต้องตัดบอลเมื่อไหร่ และรู้ว่าต้องส่งบอลให้ใครในจังหวะที่เหมาะสม ทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว มันถูกสร้างขึ้นจากปีแล้วปีเล่าของการฝึกซ้อมในระดับสูงสุด
จากนั้นในปี 2020 เขาก็ข้ามช่องแคบมาสู่พรีเมียร์ลีก เริ่มต้นที่เซาแธมป์ตัน และได้รับการปั้นแต่งจนกลายเป็นกองกลางระดับแถวหน้าของลีก ก่อนที่สเปอร์สจะดึงตัวเขามาในปี 2020
ยุคทอง 254 นัดในพรีเมียร์ลีก: ตัวเลขที่ไม่มีใครแข่ง
ตัวเลขที่ทำให้นิวคาสเซิ่ลสนใจฮอยเบียร์กมากที่สุดไม่ใช่ราคาค่าตัวที่ต่ำ แต่คือ 254 นัดในพรีเมียร์ลีก
ฮอยเบียร์กเล่นให้ทั้งเซาแธมป์ตันและสเปอร์สรวม 254 นัดในพรีเมียร์ลีก และเล่นให้สเปอร์สในทุกการแข่งขันรวม 184 นัด ในฤดูกาลแรกที่สเปอร์ส เขาลงสนามครบทุกนาทีตลอดทั้งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียงร็อดรีเท่านั้นที่ส่งบอลได้มากกว่าเขาในปีนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำไมโชเซ่ มูรีนยูถึงไว้วางใจให้เขาควบคุมการครองบอลและปกป้องแนวรับ
การที่ผู้เล่นคนหนึ่งสามารถลงสนามครบทุกนาทีตลอดทั้งฤดูกาลพรีเมียร์ลีกได้นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันบ่งบอกถึงความทนทานทางร่างกาย ความสม่ำเสมอของฟอร์มการเล่น และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อใจจากกุนซือ
ฮอยเบียร์กอ่านเกมอันตรายได้ก่อนใคร ขยับบอลได้ฉับไวและมอบฐานที่มั่นคงให้กับผู้เล่นแนวรุกรอบข้าง เขาสามารถเล่นได้ทั้งในตำแหน่งกองกลางตัวรับ, ตัวเชื่อม หรือเล่นคู่กับกองกลางตัวรับอีกคน
ความยืดหยุ่นทางยุทธวิธีเช่นนี้คือสิ่งที่โค้ชสมัยใหม่ต้องการ ในยุคที่ระบบการเล่นเปลี่ยนแปลงไปตามคู่แข่ง การมีผู้เล่นที่ปรับตัวได้ไม่ว่าจะเล่นระบบไหนถือเป็นทรัพย์สินที่ล้ำค่า
สองฤดูกาลที่มาร์กเซย: พิสูจน์ว่าไฟยังไม่มอด
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าฮอยเบียร์กในวัย 31 ปีที่ผ่านการเล่นในลีกสองฝั่งมาแล้วยังมีสิ่งที่จะมอบให้ทีมได้อีกหรือไม่ ตัวเลขจากสองฤดูกาลที่มาร์กเซยตอบคำถามนั้นได้ชัดเจน
ในช่วงเวลาที่อยู่กับมาร์กเซย ฮอยเบียร์กลงสนามไปรวม 62 นัดในลีก ทำได้ 6 ประตูและ 9 แอสซิสต์ตลอดสองฤดูกาล พร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีมด้วย
ข้อเท็จจริงที่ว่ามาร์กเซยไว้วางใจให้เขาสวมปลอกแขนกัปตันคือสัญญาณที่บอกอะไรได้มาก มันไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือในสนาม แต่คือความเป็นผู้นำ ความสามารถในการจัดการทีม และบุคลิกภาพที่ผู้เล่นคนอื่นพร้อมจะตาม
สิ่งที่นิวคาสเซิ่ลกำลังสูญเสีย: ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับ “กิมาไรช์”
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมนิวคาสเซิ่ลถึงต้องการฮอยเบียร์กขนาดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าพวกเขากำลังสูญเสียอะไรไปกับการย้ายทีมของกิมาไรช์
กิมาไรช์ทำได้ 31 ประตูและ 32 แอสซิสต์จาก 195 นัดกับนิวคาสเซิ่ล ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แทบไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของกองกลางคนนี้ที่สามารถเล่นได้ตั้งแต่ตำแหน่งเบอร์ 6 ไปจนถึงเบอร์ 10 และมีสถานะเป็นดาวนำโชคของสโมสร นำทีมคว้าแชมป์ลีกคัพที่ยุติความแห้งแล้งด้านถ้วยรางวัลของนิวคาสเซิ่ลมาอย่างยาวนาน
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่กิมาไรช์เริ่มเป็นตัวหลักในปี 2022 นิวคาสเซิ่ลชนะแมตช์ในพรีเมียร์ลีกโดยไม่มีเขาเพียงสองเกมเท่านั้น
ตัวเลขนี้พูดทุกอย่างที่ต้องพูดแล้ว กองกลางชาวบราซิลไม่ใช่แค่ผู้เล่นคนหนึ่ง เขาคือระบบการเล่นทั้งระบบของทีม
ฤดูร้อนแห่งความเจ็บปวด: ทำไมนิวคาสเซิ่ลถึงมาอยู่จุดนี้
เพื่อทำความเข้าใจวิกฤตแดนกลางที่นิวคาสเซิ่ลกำลังเผชิญ ต้องมองภาพรวมของการสูญเสียทั้งหมดในฤดูร้อนนี้
โตนาลีย้ายไปสเปอร์สด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ ตามมาด้วยการย้ายของกอร์ดอนไปบาร์เซโลน่าด้วยราคา 69 ล้านปอนด์ และการที่ทริปเปียร์จากไปหลังหมดสัญญา ก่อนที่กิมาไรช์จะตามมาเป็นรายล่าสุด
แต่ที่เจ็บปวดมากยิ่งขึ้นไปอีกคือการสูญเสียที่ไม่ใช่นักเตะ
เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมที่นำนิวคาสเซิ่ลจากขอบเหวแห่งการตกชั้นสู่การคว้าถ้วยรางวัลใหญ่ครั้งแรกในรอบ 70 ปีของสโมสรด้วยการแชมป์ลีกคัพปี 2025 และผ่านเข้ารอบแชมเปียนส์ลีกสองครั้ง ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหลังนำทีมมาได้เกือบห้าปี
การสูญเสียที่ซ้อนทับกันในเวลาอันสั้นเช่นนี้สร้างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ไม่ใช่แค่การหาผู้เล่นมาแทน แต่คือการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ทีมทั้งหมด
ไยสเล่อ: โค้ชหนุ่มที่ต้องการประสบการณ์รอบข้าง
นิวคาสเซิ่ลแต่งตั้ง มัทธิอัส ไยสเล่อ วัย 38 ปี เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยโค้ชชาวเยอรมันคนนี้เข้าร่วมกับทีมในค่ายเก็บตัวก่อนฤดูกาลที่สเปน ไยสเล่อเคยนำทีมอัล-อาห์ลีคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีกติดต่อกันสองสมัย และก่อนหน้านั้นก็นำเรดบุล ซัลซ์บวร์กคว้าแชมป์บุนเดสลีกาออสเตรียสองสมัยติดต่อกันในปี 2022 และ 2023
ความสำเร็จของไยสเล่อนั้นน่าประทับใจ แต่ความท้าทายที่เขากำลังเผชิญในอังกฤษต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาต้องสร้างทีมที่สามารถแข่งขันในพรีเมียร์ลีกได้โดยเร็ว
ภารกิจที่ใหญ่ที่สุดของไยสเล่อคือการหาคำตอบเพื่อชดเชยการสูญเสียพลังของกองกลางอย่างโตนาลี การควบคุมเกมของกิมาไรช์ และความไวของกอร์ดอน พร้อมกับการบูรณาการนักเตะรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาให้เข้ากับทีมได้โดยเร็ว
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฮอยเบียร์กมีความสำคัญมากกว่าแค่ตัวเลือกในตลาด เขาคือกาวที่จะยึดชิ้นส่วนต่างๆ ของทีมที่กำลังแตกออกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว
มิติด้านธุรกิจ: ทำไมราคา 15 ล้านปอนด์คือการลงทุนที่ฉลาดที่สุดในตลาดนี้
ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของนิวคาสเซิ่ล รอสส์ วิลสัน เป็นผู้ขับเคลื่อนการดีลนี้ และต้องการตัวเลือกที่มีประสบการณ์หลังจากกิมาไรช์จากไป ฮอยเบียร์กลงนามสัญญากับมาร์กเซยจนถึงปี 2028 ซึ่งหมายความว่ามาร์กเซยสามารถเรียกราคาได้พอสมควร แต่อายุของเขาจำกัดมูลค่าการขายต่อในระยะยาว ทำให้สำหรับวิลสันแล้ว การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความต้องการเร่งด่วนของนิวคาสเซิ่ล
ในแง่ของมูลค่าทางธุรกิจ การจ่ายเพียง 15 ล้านปอนด์เพื่อได้กองกลางที่มีประสบการณ์ 254 นัดในพรีเมียร์ลีกถือว่าคุ้มค่ามาก เมื่อเปรียบกับค่าตัวที่สโมสรเพิ่งขายนักเตะออกไปนับร้อยล้านปอนด์ การลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาเสถียรภาพของทีมคือสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุดในช่วงนี้
อีกมิติที่สำคัญคือกฎการเงินที่ยั่งยืนของพรีเมียร์ลีก ซึ่งกำหนดให้สโมสรไม่สามารถขาดทุนเกิน 105 ล้านปอนด์ในสามฤดูกาล การซื้อนักเตะที่มีราคาสมเหตุสมผลแทนที่จะทุ่มเงินมหาศาลกับดาวรุ่งที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่า
กองกลางแห่งอนาคต vs ประสบการณ์แห่งปัจจุบัน: นิวคาสเซิ่ลต้องการทั้งสอง
นิวคาสเซิ่ลได้เซ็นสัญญาผู้เล่นหนุ่มอย่างอาลาดจี บัมบา วัย 20 ปี และซอน สตูร์ วัย 18 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสโมสรเริ่มสร้างแดนกลางรุ่นใหม่ แต่ผู้เล่นทั้งสองมีประสบการณ์ฟุตบอลระดับทีมชุดใหญ่เพียงหนึ่งฤดูกาล พวกเขาคือการลงทุนระยะยาว แต่นิวคาสเซิ่ลมีความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น
นี่คือปัญหาคลาสสิกที่หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกเคยเผชิญ การสร้างทีมระยะยาวด้วยนักเตะหนุ่มเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยให้ผู้เล่นรุ่นใหม่ต้องแบกรับแรงกดดันของพรีเมียร์ลีกเพียงลำพัง โดยไม่มีผู้เล่นที่มีประสบการณ์คอยช่วยพยุง ผลลัพธ์อาจเป็นหายนะที่ทำลายพัฒนาการของเด็กเหล่านั้นได้
ฮอยเบียร์กจึงไม่ใช่แค่ “ผู้เล่นสำรอง” แต่คือ “ผู้พี่เลี้ยง” ที่จะนำทางนักเตะรุ่นใหม่ผ่านพายุของพรีเมียร์ลีกได้
บทบาทของกัปตันทีมชาติเดนมาร์ก: ภาวะผู้นำที่ซื้อได้ยาก
สิ่งที่ตัวเลขไม่สามารถบอกได้คือสิ่งที่ฮอยเบียร์กนำมาในฐานะกัปตันทีมชาติเดนมาร์ก ภาวะผู้นำในสนามและนอกสนามคือทักษะที่ต้องใช้เวลาพัฒนา และฮอยเบียร์กมีมันแล้ว
การที่ผู้เล่นคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติหมายความว่าเพื่อนร่วมทีมเชื่อใจเขา สหพันธ์ฟุตบอลเชื่อใจเขา และสโมสรตลอดอาชีพของเขาเชื่อใจเขา คุณสมบัตินี้หาซื้อไม่ได้จากตลาดนักเตะ และเป็นสิ่งที่นิวคาสเซิ่ลต้องการมากที่สุดในตอนนี้ หลังจากสูญเสียกัปตันทีมอย่างกิมาไรช์ไป
บทสรุป: นี่ไม่ใช่แค่การซื้อกองกลาง แต่คือการซื้ออนาคต
ตามรายงาน นิวคาสเซิ่ลต้องการเพิ่มความมีประสบการณ์ให้แดนกลาง หลังจากกิมาไรช์จากไป และระบุชื่อฮอยเบียร์กเป็นผู้เล่นที่มีโปรไฟล์ตรงกับที่ต้องการ
ในยุคที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเต็มไปด้วยทีมที่พร้อมใช้ประโยชน์จากทุกช่องโหว่ของทีมคู่แข่ง การมีแดนกลางที่สั่นคลอนคือสูตรสำเร็จสู่ฤดูกาลที่ยาวนานและเจ็บปวด
นิวคาสเซิ่ลไม่ได้กำลังซื้อ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ก เพื่อให้เขามาเป็นดาวที่ส่องแสงจ้าของทีม พวกเขากำลังซื้อเขามาเพื่อให้เขาเป็นรากฐานที่มั่นคงที่จะพยุงทีมทั้งทีมไว้ขณะที่การปฏิวัติครั้งใหม่กำลังเริ่มต้น
คำถามที่แท้จริงคือ — 15 ล้านปอนด์กับประสบการณ์ที่ไม่มีราคา คุ้มไหม?
สำหรับทีมที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่างไปในฤดูร้อนเดียว คำตอบน่าจะชัดเจนมากพอแล้ว
สรุปประเด็นสำคัญ
สรุปประเด็นสำคัญ
- นิวคาสเซิ่ลสูญเสียกองกลางหลักทั้งสองคนในฤดูร้อนเดียว ได้แก่ โตนาลีที่ย้ายไปสเปอร์ส และกิมาไรช์ที่มุ่งหน้าสู่อาร์เซน่อลด้วยค่าตัวกว่า 100 ล้านดอลลาร์
- ฮอยเบียร์กวัย 31 ปีมีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกถึง 254 นัด ซึ่งคือสิ่งที่นิวคาสเซิ่ลต้องการมากที่สุดในตอนนี้
- ราคาตัวที่ประเมินไว้ 15 ล้านปอนด์ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเปรียบกับคุณสมบัติและภาวะผู้นำที่เขานำมา
- โค้ชหนุ่มไยสเล่อต้องการผู้เล่นที่มีประสบการณ์เพื่อพยุงทีมควบคู่กับการพัฒนานักเตะรุ่นใหม่
- การซื้อฮอยเบียร์กไม่ใช่แค่การอุดช่องโหว่ แต่คือการวางรากฐานสำหรับยุคสมัยใหม่ของนิวคาสเซิ่ล
คำถามที่พบบ่อย
Q: นิวคาสเซิ่ลจะต้องจ่ายเท่าไหร่เพื่อดึงตัวฮอยเบียร์ก? A: รายงานระบุว่ามาร์กเซยประเมินราคาฮอยเบียร์กไว้ที่ประมาณ 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าราคาที่สโมสรฝรั่งเศสจ่ายซื้อเขามาเมื่อปีก่อน
Q: ทำไมนิวคาสเซิ่ลต้องการฮอยเบียร์กโดยเฉพาะ? A: เพราะเขามีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกถึง 254 นัด รู้จักระบบลีกเป็นอย่างดี และสามารถเข้ากับทีมได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว
Q: บรูโน่ กิมาไรช์ย้ายไปอาร์เซน่อลด้วยค่าตัวเท่าไหร่? A: รายงานระบุว่าอาร์เซน่อลตกลงดีลกิมาไรช์ด้วยราคาประมาณ 75 ล้านปอนด์ หรือราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Q: ฮอยเบียร์กเล่นในตำแหน่งอะไรได้บ้าง? A: เขาเล่นได้ทั้งในตำแหน่งกองกลางตัวรับ (เบอร์ 6), กองกลางตัวเชื่อม (เบอร์ 8) หรือเล่นคู่กับกองกลางตัวรับอีกคน ทำให้มีความยืดหยุ่นทางยุทธวิธีสูง
Q: มัทธิอัส ไยสเล่อเคยทำอะไรมาก่อนที่นิวคาสเซิ่ล? A: ไยสเล่อเคยนำเรดบุล ซัลซ์บวร์กคว้าแชมป์บุนเดสลีกาออสเตรียสองสมัยติดต่อกัน จากนั้นคุมทีมอัล-อาห์ลีของซาอุดีอาระเบียคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีกติดต่อกันสองครั้ง
Q: ฮอยเบียร์กมีสัญญากับมาร์กเซยอีกนานแค่ไหน? A: สัญญาของเขายังเหลืออายุถึงปี 2028 ซึ่งหมายความว่ามาร์กเซยมีอำนาจต่อรองในการเรียกค่าตัวสมเหตุสมผล
Q: นิวคาสเซิ่ลเซ็นกองกลางรุ่นใหม่มาแล้วบ้างไหมในฤดูร้อนนี้? A: มี โดยได้เซ็นสัญญากับอาลาดจี บัมบา วัย 20 ปี และซอน สตูร์ วัย 18 ปี แต่ทั้งคู่ยังเป็นการลงทุนระยะยาว และสโมสรต้องการผู้เล่นที่มีประสบการณ์มาช่วยพยุงทีมในทันที
Q: ฮอยเบียร์กเคยเป็นกัปตันทีมไหนบ้าง? A: เขาสวมปลอกแขนกัปตันทั้งที่มาร์กเซยในลีก 1 ฝรั่งเศส และยังดำรงตำแหน่งกัปตันทีมชาติเดนมาร์กอีกด้วย