ลองจินตนาการภาพนี้ดู ร้านอาหารร้านหนึ่งมีลูกค้าเข้าคิวยาวขึ้นทุกวัน กำไรต่อจานก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าของร้านกลับถูกคนนอกมองว่า “ร้านนี้กำลังแย่” นี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ Uber บริษัทเรียกรถและจัดส่งอาหารระดับโลก ที่ตัวเลขธุรกิจกำลังสวยงามขึ้นทุกไตรมาส แต่ราคาหุ้นในตลาดกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ในปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวขึ้น ราคาหุ้นของ Uber กลับร่วงลงราวแปดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี และหากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้อยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องมาสักระยะ คำถามที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อดูจากผลประกอบการจริง ธุรกิจของ Uber ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกำลังขยายส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มอัตรากำไร และดึงดูดผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ
เรื่องราวของ Uber ในตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธุรกิจธรรมดา แต่มันคือบทเรียนชั้นดีสำหรับคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กจบใหม่ที่กำลังมองหาบริษัทที่จะไปร่วมงานด้วย พนักงานออฟฟิศที่อยากเข้าใจโลกธุรกิจให้ลึกขึ้น หรือเจ้าของกิจการที่กำลังสร้างธุรกิจของตัวเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Uber สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่โลกธุรกิจมักไม่ค่อยพูดตรง ๆ นั่นคือ ตลาดกับความเป็นจริงของธุรกิจ ไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอไป และคนที่เข้าใจช่องว่างตรงนี้ได้ก่อน มักเป็นคนที่ได้เปรียบที่สุด
ผู้ใช้หน้าใหม่แห่เข้าแพลตฟอร์ม สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว
หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจากผลประกอบการล่าสุดของ Uber คือจำนวนผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นในรอบสิบสองเดือนที่ผ่านมา ถือว่าสูงที่สุดในรอบห้าปี นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสำหรับแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการมากว่าทศวรรษแล้วอย่าง Uber การยังคงดึงคนใหม่เข้ามาใช้งานได้มากขนาดนี้ แปลว่าตลาดยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก ไม่ได้อยู่ในจุดอิ่มตัวอย่างที่หลายคนอาจคิด
ตัวเลขผู้ใช้งานที่เปิดแอปและเรียกใช้บริการเป็นประจำทุกเดือนเติบโตขึ้นถึง 16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และจำนวนการเดินทางทั้งหมดบนแพลตฟอร์มก็เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขทั้งสองตัวนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกเราว่าไม่ใช่แค่คนสมัครใหม่แล้วหายไป แต่เป็นคนที่กลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ลองเปรียบเทียบกับธุรกิจร้านกาแฟ การที่ลูกค้าคนหนึ่งแวะซื้อครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอีกเลย กับลูกค้าที่กลายเป็นขาประจำแวะทุกเช้า มูลค่าที่สองแบบนี้สร้างให้ธุรกิจต่างกันมหาศาล การรักษาฐานลูกค้าเดิมให้กลับมาใช้ซ้ำ คือหัวใจของธุรกิจที่ยั่งยืน มากกว่าการวิ่งไล่หาลูกค้าใหม่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครอยู่ต่อ และนี่คือสิ่งที่ Uber กำลังทำได้ดีในตอนนี้
เมื่อธุรกิจส่งอาหารกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ไม่ใช่แค่ธุรกิจเสริม
หลายคนอาจยังจำ Uber ในภาพของแอปเรียกรถเป็นหลัก แต่ความจริงในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจจัดส่งอาหารของ Uber เติบโตขึ้นถึง 28 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสล่าสุดเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ธุรกิจเรียกรถโดยสารซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมเติบโตเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และตอนนี้สัดส่วนรายได้จากการจัดส่งคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้รวมทั้งหมด
ตัวเลขนี้บอกเรื่องราวที่ลึกกว่าแค่การเติบโตของยอดขาย มันสะท้อนกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ชาญฉลาด ลองนึกภาพเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์สองเครื่อง หากเครื่องยนต์ตัวหนึ่งทำงานช้าลงชั่วคราว เครื่องยนต์อีกตัวก็ยังพาเครื่องบินบินต่อไปได้ Uber ทำแบบเดียวกันในเชิงธุรกิจ เมื่อธุรกิจเรียกรถเริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตช้าลงตามธรรมชาติของตลาดที่อิ่มตัวมากขึ้น ธุรกิจจัดส่งอาหารก็เข้ามารับช่วงต่อในการขับเคลื่อนการเติบโตแทน
บทเรียนสำหรับคนทำธุรกิจตรงนี้ชัดเจนมาก ธุรกิจที่พึ่งพารายได้ทางเดียวมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจขนาดเล็กหรือกำลังวางแผนอาชีพของตัวเอง การมีแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง หรือทักษะมากกว่าหนึ่งด้าน คือเกราะป้องกันความผันผวนที่ดีที่สุด เจ้าของกิจการหลายคนติดกับดักการยึดติดกับสินค้าหรือบริการตัวเดียวที่เคยประสบความสำเร็จ โดยลืมมองหาโอกาสใหม่ที่อาจกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในอนาคต
จากขาดทุนสิบปี สู่กำไรที่โตต่อเนื่อง เรื่องราวความอดทนที่ควรค่าแก่การเรียนรู้
สิ่งหนึ่งที่คนมักลืมเมื่อพูดถึง Uber คือบริษัทนี้ขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่าสิบปี ก่อนจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ในปี 2023 และนับตั้งแต่นั้นมา กำไรสุทธิก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสล่าสุด กำไรที่ปรับปรุงแล้ว หรือกำไรที่ไม่นับรวมผลกำไรจากการลงทุนในหุ้นบริษัทอื่น เติบโตขึ้นถึง 29 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้อัตรากำไรอยู่ที่ 11.6 เปอร์เซ็นต์
เรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับใครก็ตามที่กำลังสร้างธุรกิจตัวเองอยู่ในช่วงที่ยังไม่เห็นกำไร โลกธุรกิจยุคใหม่มักถูกครอบงำด้วยแนวคิด “โตให้เร็วที่สุดก่อน แล้วค่อยหากำไรทีหลัง” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในบางช่วงเวลา แต่สิ่งที่ Uber แสดงให้เห็นคือ การเติบโตอย่างเดียวโดยไม่มีวินัยทางการเงินไม่สามารถอยู่รอดได้ตลอดไป จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการควบคุมต้นทุนควบคู่ไปกับการขยายตัว
หากเปรียบกับชีวิตการทำงานของคนทั่วไป มันไม่ต่างจากช่วงเริ่มต้นอาชีพที่เราต้องลงทุนเวลาและพลังงานมหาศาลโดยผลตอบแทนยังไม่ชัดเจน แต่ถ้าเรามีทิศทางที่ถูกต้องและรู้จักปรับกลยุทธ์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลลัพธ์ก็จะค่อย ๆ ทบต้นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่ Uber ใช้เวลากว่าทศวรรษกว่าจะถึงจุดที่กำไรเริ่มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดหุ้นมองข้ามอะไรไป เมื่อเทียบมูลค่ากับคู่แข่งอย่าง DoorDash
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้คือการเปรียบเทียบมูลค่าบริษัทระหว่าง Uber กับคู่แข่งในธุรกิจจัดส่งอาหารอย่าง DoorDash ปัจจุบัน Uber ซื้อขายกันที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือที่เรียกกันในวงการการเงินว่า P/E Ratio อยู่ที่ระดับเพียงประมาณ 17 เท่า ขณะที่ DoorDash ซื้อขายกันสูงถึงประมาณ 110 เท่า
อัตราส่วนนี้เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่บอกว่านักลงทุนยอมจ่ายเงินกี่บาทเพื่อแลกกับกำไรหนึ่งบาทของบริษัท ยิ่งตัวเลขสูง แปลว่านักลงทุนคาดหวังการเติบโตในอนาคตสูงมาก และยอมจ่ายแพงกว่าปกติเพื่อซื้อความหวังนั้น แม้ DoorDash จะเติบโตเร็วกว่า Uber ในแง่รายได้จริง แต่ Uber กลับทำกำไรได้ดีกว่าอย่างชัดเจน คำถามคือ ทำไมตลาดถึงยอมจ่ายแพงกว่าถึงหกเท่าสำหรับบริษัทที่มีอัตรากำไรด้อยกว่า
สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในโลกธุรกิจและการลงทุน เมื่อความรู้สึกและกระแสความนิยมของตลาดไม่ได้สอดคล้องกับตัวเลขพื้นฐานที่แท้จริงเสมอไป บริษัทที่มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นกว่ามักได้รับความสนใจมากกว่าบริษัทที่ทำผลงานได้ดีอย่างเงียบ ๆ นี่คือกับดักทางความคิดที่ไม่ได้เกิดแค่ในตลาดหุ้น แต่เกิดในโลกธุรกิจทั่วไปด้วย บริษัทสตาร์ตอัปที่มีการตลาดเก่งมักได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่าธุรกิจที่ทำกำไรได้จริงแต่ไม่ค่อยเป็นข่าว
เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ โอกาสใหม่ที่ยังไม่ถูกนับรวมในราคาปัจจุบัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจับตามองในระยะยาวคือการมาถึงของยานยนต์ไร้คนขับที่กำลังทยอยเข้าสู่แพลตฟอร์มของ Uber มากขึ้นเรื่อย ๆ หากเทคโนโลยีนี้ขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ มันจะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนด้านคนขับและเพิ่มอัตรากำไรได้อีกในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันปัจจัยนี้ยังไม่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นปัจจุบันมากนัก
สำหรับคนทำธุรกิจ นี่คือตัวอย่างของการมองหา โอกาสที่ซ่อนอยู่ในอนาคต ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่แยกผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป การเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีหรือแนวโน้มที่กำลังจะมาถึง แม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนทันที มักเป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบในระยะยาวให้กับธุรกิจที่มองการณ์ไกล
เมื่อพื้นฐานดี แต่ราคายังไม่สะท้อนความจริง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ในทางทฤษฎีการลงทุน หากพื้นฐานของธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ราคาหุ้นกลับลดลงสวนทาง ท้ายที่สุดแล้วตลาดมักจะปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงในที่สุด แม้จะไม่มีใครสามารถบอกได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าช่องว่างระหว่างราคากับพื้นฐานที่แท้จริงมักไม่คงอยู่ตลอดไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ควรถูกมองด้วยความระมัดระวัง เพราะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคตเสมอไป ตลาดหุ้นมีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลต่อราคา ทั้งภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อัตราดอกเบี้ย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้อื่น ๆ บทความนี้นำเสนอข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และวิเคราะห์เชิงธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านที่สนใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
ถอดบทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตและธุรกิจของคุณ
เรื่องราวของ Uber ในวันนี้สอนเราหลายอย่างที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะกำลังบริหารธุรกิจของตัวเอง ทำงานในองค์กร หรือแค่อยากเข้าใจโลกธุรกิจให้ลึกขึ้น
ประการแรก อย่าตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากภาพลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับที่ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนพื้นฐานธุรกิจเสมอไป คนเก่งในที่ทำงานก็อาจไม่ใช่คนที่ได้รับการโปรโมทเร็วที่สุดเสมอไป การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่ลึกกว่าผิวเผิน
ประการที่สอง การมีแหล่งรายได้หรือทักษะมากกว่าหนึ่งด้านคือความมั่นคงที่แท้จริง เหมือนที่ธุรกิจจัดส่งอาหารช่วยพยุง Uber ไว้ในช่วงที่ธุรกิจเรียกรถเติบโตช้าลง คนทำงานยุคใหม่ก็ควรพัฒนาทักษะรองที่สามารถสร้างรายได้เสริมหรือเป็นทางเลือกสำรองได้เสมอ
ประการที่สาม ความอดทนและวินัยสำคัญกว่าความเร็วในบางช่วงเวลา การเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีรากฐานที่มั่นคงมักไม่ยั่งยืน ขณะที่การสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงก่อน แม้จะใช้เวลานานกว่า มักให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงกว่าในระยะยาว
ประการสุดท้าย โอกาสในอนาคตมักซ่อนอยู่ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทักษะใหม่ หรือตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครจับตามอง คนที่มองเห็นก่อนและเตรียมพร้อมก่อน มักเป็นคนที่ได้เปรียบที่สุดเมื่อโอกาสนั้นมาถึงจริง
โลกธุรกิจไม่เคยหยุดนิ่ง และเรื่องราวแบบ Uber จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลากหลายอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรู้ว่าใครจะชนะในวันนี้ แต่คือการเข้าใจหลักการเบื้องหลังความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อนำไปปรับใช้กับเส้นทางธุรกิจและอาชีพของตัวเองในแบบที่เหมาะกับคุณที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- หุ้น Uber ร่วงลงราว 8% ในปีนี้ แม้พื้นฐานธุรกิจจะแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง
- ผู้ใช้งานหน้าใหม่และจำนวนการเดินทางเติบโตสองหลัก สะท้อนว่าตลาดยังไม่อิ่มตัว
- ธุรกิจจัดส่งอาหารกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโต แซงหน้าธุรกิจเรียกรถดั้งเดิม
- กำไรเติบโตต่อเนื่องหลังขาดทุนมานานกว่าทศวรรษ ขณะที่มูลค่าบริษัทยังต่ำกว่าคู่แข่งมาก
- บทเรียนสำคัญคือการกระจายรายได้ มีวินัยทางการเงิน และมองหาโอกาสที่ยังไม่ถูกจับตามอง
คำถามที่พบบ่อย
Q: ทำไมหุ้น Uber ถึงร่วงลงทั้งที่ผลประกอบการดีขึ้น A: เป็นเพราะราคาหุ้นในตลาดไม่ได้สะท้อนพื้นฐานธุรกิจเสมอไป บางครั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระแสตลาดโดยรวมมีผลมากกว่าตัวเลขจริงในระยะสั้น
Q: ธุรกิจจัดส่งอาหารของ Uber ใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับธุรกิจเรียกรถ A: ปัจจุบันธุรกิจจัดส่งอาหารคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้รวมทั้งหมด และเติบโตเร็วกว่าธุรกิจเรียกรถอย่างชัดเจนในไตรมาสล่าสุด
Q: Uber เริ่มทำกำไรตั้งแต่เมื่อไหร่ A: Uber เริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ในปี 2023 หลังจากขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่าสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
Q: อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E Ratio คืออะไร A: เป็นตัวเลขที่บอกว่านักลงทุนยอมจ่ายเงินกี่บาทเพื่อแลกกับกำไรหนึ่งบาทของบริษัท ยิ่งตัวเลขสูง แปลว่าตลาดคาดหวังการเติบโตในอนาคตสูงตามไปด้วย
Q: ทำไม DoorDash ถึงมีมูลค่าบริษัทสูงกว่า Uber มาก A: เพราะ DoorDash เติบโตเร็วกว่าในแง่รายได้ และนักลงทุนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความคาดหวังการเติบโตในอนาคต แม้จะมีอัตรากำไรที่ด้อยกว่า Uber ก็ตาม
Q: ยานยนต์ไร้คนขับจะส่งผลต่อธุรกิจของ Uber อย่างไร A: หากขยายตัวได้ตามคาด อาจช่วยลดต้นทุนด้านคนขับและเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังไม่ถูกสะท้อนเต็มที่ในราคาหุ้นปัจจุบัน
Q: บทความนี้แนะนำให้ซื้อหุ้น Uber หรือไม่ A: บทความนี้นำเสนอเพื่อการวิเคราะห์และเรียนรู้เชิงธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
Q: ธุรกิจที่พึ่งพารายได้ทางเดียวมีความเสี่ยงอย่างไร A: หากตลาดหรือความต้องการในธุรกิจหลักชะลอตัวลง บริษัทจะไม่มีแหล่งรายได้สำรองมารองรับ ต่างจากธุรกิจที่กระจายรายได้หลายช่องทางซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า
Q: คนทำงานทั่วไปเรียนรู้อะไรได้จากกรณีของ Uber A: สามารถเรียนรู้เรื่องการพัฒนาทักษะสำรอง การมีวินัยและความอดทนในการสร้างฐานที่มั่นคง และการมองหาโอกาสใหม่ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะสนใจ
Q: ทำไมผู้ใช้งานหน้าใหม่ถึงสำคัญต่อการประเมินธุรกิจ A: เพราะบ่งบอกว่าตลาดยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก ไม่ได้อยู่ในจุดอิ่มตัว ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อศักยภาพรายได้ในอนาคต
Q: กำไรที่ปรับปรุงแล้วหรือ Non-GAAP หมายถึงอะไร A: หมายถึงกำไรที่ไม่นับรวมรายการพิเศษ เช่น กำไรจากการลงทุนในหุ้นบริษัทอื่น เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานหลักของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น
Q: ตลาดหุ้นจะปรับราคาให้สอดคล้องกับพื้นฐานเมื่อไหร่ A: ไม่มีใครสามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ แต่ในทางทฤษฎี หากพื้นฐานธุรกิจยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง ตลาดมักปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงในที่สุดตามกรอบเวลาที่แตกต่างกันไป
