สตีฟ บรูซ ฟันธง! “ยูไนเต็ด ก้าวหน้าจริง แต่ปีนี้ยังไม่ใช่ปีแห่งแชมป์” ความจริงที่แฟนปีศาจแดงต้องยอมรับ

ลองจินตนาการภาพนี้ดู ทีมที่มีมูลค่าตลาดนักเตะสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก มีประวัติศาสตร์ถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดในอังกฤษมากที่สุด แต่กลับต้องนับวันรอคอยการกลับมาผงาดในบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างยาวนาน นี่คือความจริงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญ และล่าสุดตัวเลขที่สะท้อนความจริงข้อนี้ได้ชัดที่สุดก็คือ ผลต่างแต้ม 14 คะแนน ที่ทิ้งห่างจากทีมแชมป์อย่างอาร์เซน่อลเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

ด้วยตัวเลขนี้เอง เมื่อ สตีฟ บรูซ อดีตกองหลังผู้เคยสวมเสื้อกัปตันทีมปีศาจแดงในยุครุ่งเรืองภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกยิงคำถามตรง ๆ ว่า “ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ปีนี้ไหม” คำตอบของเขาจึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลทั่วเกาะอังกฤษต้องหันมาฟัง เพราะมันมาพร้อมกับการวิเคราะห์เจาะลึกที่ทั้งจริงใจและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน

บทความนี้จะพาไปแกะทุกมิติของประเด็นนี้ ตั้งแต่ต้นตอของคำทำนายสุดกล้าจากอดีตนายทวารยูไนเต็ด ไปจนถึงเหตุผลเชิงลึกว่าทำไมบรูซถึงยังไม่กล้าเชื่อ พร้อมมองย้อนประวัติศาสตร์ วิเคราะห์วิทยาศาสตร์การกีฬาเบื้องหลังการพัฒนาทีม และฉายภาพอนาคตของสโมสรในยุคที่ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจระดับโลก

จุดเริ่มต้นของกระแส เมื่อ “เบน ฟอสเตอร์” จุดไฟความหวังให้แฟนผี

ก่อนจะไปถึงมุมมองของบรูซ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมประเด็นนี้ถึงร้อนแรงขึ้นมา ต้นตอมาจาก เบน ฟอสเตอร์ อดีตผู้รักษาประตูที่เคยค้าแข้งกับยูไนเต็ด ออกมาโยนหินถามทางด้วยการทำนายว่าสโมสรเก่าของเขามีสิทธิ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้ไม่ยาก โดยเขามองว่าหากฝ่ายบริหารอย่างไอเนออส เดินเกมตลาดนักเตะฤดูร้อนได้อย่างเฉียบคม ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็มีโอกาสพาทีมทะยานขึ้นไปท้าชิงตำแหน่งสูงสุดได้จริง

คำทำนายนี้ไม่ได้ลอยมาลม ๆ แล้งๆ เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของฤดูกาลก่อนหน้าที่ยูไนเต็ดเริ่มกลับมามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น หลังจากคาร์ริคเข้ามารับตำแหน่งคุมทีมชั่วคราวและพาทีมจบอันดับสามของตารางพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ก่อนที่ผลงานตรงนั้นจะทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือใหญ่แบบถาวรก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาลจะจบลง โดยตำแหน่งนี้เขารับช่วงต่อจาก รูเบน อาโมริม และเปิดตัวด้วยชัยชนะแบบขาดลอย 3-0 เหนือ ไบรท์ตัน

การกลับเข้าสู่เวทีแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลนี้จึงถือเป็นสัญญาณบวกที่จับต้องได้ แต่คำถามคือ การจบอันดับสามพร้อมตั๋วสู่ยุโรป กับการก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ลีกสูงสุด มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง และตรงนี้เองที่สตีฟ บรูซ เลือกจะเบรกความคาดหวังที่พุ่งสูงเกินจริง

เหตุผลที่บรูซยังไม่กล้าเชื่อ อาร์เซน่อลคือทีมเต็งตัวจริง

เมื่อถูกถามตรง ๆ ผ่านรายการวิทยุกีฬาชื่อดัง สตีฟ บรูซ ตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเห็นใจแฟนยูไนเต็ด แต่ก็ยังคงยืนยันในจุดยืนของตัวเองอย่างหนักแน่น

“ผมคิดว่ามันเร็วเกินไป ผมอยากจะบอกว่าเขาพูดถูกนะ! แต่ผมยังคิดว่า อาร์เซน่อล คือทีมเต็ง และพวกเขาก็เพิ่งเสริมทัพกับ บรูโน่ กีมาไรส์ ที่จะมาเคียงข้าง เดแคลน ไรซ์”

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นตรรกะง่าย ๆ แต่ทรงพลังของอดีตกุนซือมากประสบการณ์คนนี้ นั่นคือการมองที่ “ผลงานจริง” มากกว่า “ความคาดหวัง” เพราะไม่ว่ายูไนเต็ดจะพัฒนาไปมากแค่ไหน สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือสถานะของอาร์เซน่อลในฐานะแชมป์เก่าที่คว้าแชมป์ได้อย่างขาดลอยเมื่อฤดูกาลก่อน

อาวุธใหม่กลางสนามชื่อ บรูโน่ กีมาไรส์

ประเด็นที่บรูซหยิบยกขึ้นมาเป็นพิเศษคือการเสริมทัพกลางสนามของอาร์เซน่อลด้วย บรูโน่ กีมาไรส์ ผู้เล่นที่ขึ้นชื่อเรื่องวิสัยทัศน์การจ่ายบอลและความแข็งแกร่งในการแย่งบอลคืน ซึ่งเมื่อจับคู่กับ เดแคลน ไรซ์ กองกลางตัวรับที่ผ่านสมรภูมิใหญ่มาโชกโชน มันคือการสร้างเกราะป้องกันกลางสนามที่แทบไม่มีช่องโหว่

ในทางแทคติก การมีคู่กองกลางที่ทั้งบุกและรับได้ดีพร้อมกันแบบนี้ คือสิ่งที่ทีมแชมป์ในยุคปัจจุบันต้องมี เพราะจังหวะเปลี่ยนเกมรุกเป็นรับในฟุตบอลสมัยใหม่นั้นรวดเร็วมาก ทีมที่ขาดความสมดุลตรงกลางสนามมักจะเสียเปรียบในเกมที่ต้องดวลกับทีมระดับหัวตาราง และที่สำคัญกว่านั้น บรูซยังทิ้งท้ายด้วยความเชื่อว่าอาร์เซน่อลจะไม่หยุดแค่นี้ “ผมยังเชื่อว่าจะมีนักเตะใหม่เข้ามาอีกหนึ่งหรือสองคนในทีม อาร์เซน่อล พวกเขายังคงเป็นทีมเต็งแชมป์”

ส่วนสิ่งที่บรูซพูดถึงยูไนเต็ดนั้น เขาให้เครดิตในแบบที่ตรงไปตรงมา “ฟังนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก้าวหน้าไปมาก ผมคิดว่าการได้ไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นความสำเร็จสำหรับ ไมเคิ่ล คาร์ริค แล้ว แต่กับการที่ ยูไนเต็ด จะไปถึงการคว้าแชมป์ลีก? ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาพร้อมหรือยัง”

มิติประวัติศาสตร์ เส้นทางอันยาวนานหลังยุคเฟอร์กูสัน

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมคำพูดของบรูซถึงมีน้ำหนัก ต้องย้อนกลับไปดูภาพรวมของยูไนเต็ดตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาตำแหน่งในปี 2013 พร้อมกับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 13 สโมสรแห่งนี้ต้องผ่านการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วหลายคน ทั้ง เดวิด มอยส์ หลุยส์ ฟาน กัล โชเซ่ มูรินโญ่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ราล์ฟ รังนิค เอริก เทน ฮาก และล่าสุดคือ รูเบน อาโมริม ก่อนจะส่งไม้ต่อมาถึง ไมเคิ่ล คาร์ริค

ตลอดช่วงเวลานั้น ยูไนเต็ดคว้าถ้วยรายการรองอย่างเอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และยูโรปา ลีก ได้อยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยแตะถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย นี่คือบาดแผลใหญ่ที่แฟนบอลปีศาจแดงต้องแบกรับมานาน และมันก็อธิบายได้ว่าทำไมทุกครั้งที่มีสัญญาณบวกเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการจบอันดับสามหรือการเซ็นสัญญานักเตะดัง กระแสความหวังจึงพุ่งพรวดขึ้นทันที เพราะแฟนบอลรอคอยช่วงเวลานี้มานานเกินไป

ความน่าสนใจคือ ไมเคิ่ล คาร์ริค เองก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของสโมสร เขาคืออดีตกองกลางที่เคยเป็นฟันเฟืองสำคัญในยุครุ่งเรืองของเฟอร์กูสัน การกลับมาทำหน้าที่กุนซือใหญ่ของเขาจึงมีมิติทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เป็นภาพของ “ลูกหม้อ” ที่กลับมาช่วยกอบกู้สโมสรที่เคยหล่อหลอมตัวเองขึ้นมา

มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำไมทีมถึงพัฒนาได้ในเวลาสั้น

การที่ทีมหนึ่งสามารถขยับจากทีมกลางตารางขึ้นมาสู่อันดับสามได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งฤดูกาลเต็ม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มักมาจากการปรับระบบหลายชั้นพร้อมกัน

ประการแรก คือเรื่องของโครงสร้างแทคติก กุนซือยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมักใช้หลักการที่เรียกว่า “การควบคุมพื้นที่” (Positional Play) คือการจัดวางตำแหน่งนักเตะให้ครอบคลุมพื้นที่สนามอย่างมีระบบ ทำให้ทีมสามารถส่งบอลออกจากแนวหลังได้อย่างปลอดภัย และสร้างตัวเลือกในการรุกได้หลากหลายมุม แทนที่จะพึ่งพาการเลี้ยงเดี่ยวหรือบอลยาวเพียงอย่างเดียว

ประการที่สอง คือมิติของวิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่ ทีมระดับท็อปในปัจจุบันลงทุนมหาศาลกับข้อมูลการวิ่ง อัตราการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ และการวางแผนโหลดงานซ้อม (Load Management) เพื่อลดอาการบาดเจ็บและรักษาความฟิตของนักเตะตัวหลักให้อยู่ในระดับสูงสุดตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลนี้ที่โปรแกรมแข่งขันยัดแน่นขึ้นกว่าเดิมจากการที่ยูไนเต็ดต้องกลับไปเล่นถ้วยยุโรปอีกครั้ง จุดนี้จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่วัดความพร้อมของทีมได้ชัดเจนกว่าที่เคย

ประการที่สาม คือปัจจัยเรื่องความลึกของขุมกำลัง (Squad Depth) ทีมที่จะลุ้นแชมป์ได้จริงต้องมีนักเตะสำรองที่มีคุณภาพใกล้เคียงตัวจริง เพื่อรับมือกับสถานการณ์บาดเจ็บหรือพักโควตาใบเหลือง นี่คือจุดที่บรูซมองว่ายูไนเต็ดยังตามหลังอาร์เซน่อลอยู่พอสมควร เพราะการเสริมผู้เล่นระดับกีมาไรส์เข้ามาเสริมแนวรับกลางสนามที่มีไรซ์อยู่แล้ว ทำให้อาร์เซน่อลมีตัวเลือกระดับโลกซ้อนกันถึงสองคนในตำแหน่งเดียว

มิติจิตใจและแรงบันดาลใจ ทำไมแฟนบอลถึงยังคลั่งไคล้แม้ยังไม่มีแชมป์

หนึ่งในเหตุผลที่ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เพราะตัวเลขหรือแทคติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมันแตะเข้าไปในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความคาดหวัง

สำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัว เรื่องราวของยูไนเต็ดในทศวรรษหลังเฟอร์กูสันมีความคล้ายคลึงกับเส้นทางชีวิตของใครหลายคน คือการที่เคยอยู่จุดสูงสุด แล้วต้องพบกับช่วงเวลาตกต่ำ ก่อนจะค่อย ๆ ไต่กลับขึ้นมาทีละขั้นด้วยความอดทนและวินัย ไม่ใช่ด้วยทางลัด นี่คือบทเรียนที่สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาตัวเองในชีวิตจริงได้อย่างตรงไปตรงมา

การที่คาร์ริคเลือกใช้แนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างทีมจากฐานราก ปลูกฝังวินัยในการเล่นเป็นทีมมากกว่าพึ่งพาซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว สะท้อนแนวคิดที่ตรงกับจริตของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลลัพธ์ที่ได้มาแบบก้าวกระโดด” ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักมาจากการสะสมพัฒนาการเล็ก ๆ ทีละขั้น เช่นเดียวกับการสร้างวินัยในการทำงานหรือการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน

ในทางกลับกัน ความกล้าหาญของฟอสเตอร์ที่ออกมาทำนายแบบสุดโต่ง ก็สะท้อนอีกมุมหนึ่งของจิตวิทยาแฟนกีฬา นั่นคือพลังของความหวังและความเชื่อ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ทีมมีแรงผลักดันเกินความคาดหมาย ประวัติศาสตร์ฟุตบอลเองก็เคยมีเรื่องราวทีมม้ามืดที่ไม่มีใครเชื่อ แต่สุดท้ายกลับทำสำเร็จได้มาแล้วหลายครั้ง

มิติธุรกิจและอนาคต พรีเมียร์ลีกในยุคดิจิทัลและการลงทุนของไอเนออส

พรีเมียร์ลีกในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬาอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลระดับโลก และการบริหารสโมสรก็เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างแยกไม่ออก

การที่กลุ่มทุน ไอเนออส ของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เข้ามาถือหุ้นและมีอำนาจตัดสินใจด้านกีฬาของยูไนเต็ด คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แฟนบอลจับตามอง เพราะแนวทางการบริหารแบบมืออาชีพที่เน้นข้อมูลและประสิทธิภาพ ถูกนำมาปรับใช้กับสโมสรฟุตบอลไม่ต่างจากการบริหารองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งตลาดนักเตะฤดูร้อนปีก่อนหน้าถือว่าไอเนออสทำการบ้านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพและนั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในมุมของตลาดพนันซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์และแฟนบอลได้ดีในระดับหนึ่งราคาต่อรองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จัดให้ยูไนเต็ดอยู่ในอันดับที่สี่ ตามหลังอาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และลิเวอร์พูล ตัวเลขนี้สอดคล้องกับมุมมองของบรูซที่มองว่ายูไนเต็ดยังไม่ใช่ตัวเต็งอันดับหนึ่ง แต่ก็สะท้อนด้วยว่าสโมสรได้กลับเข้าไปอยู่ในกลุ่มทีมที่ถูกจับตามองอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่เคยหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ไปนานหลายปี

สำหรับอนาคตในระยะยาว ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของยูไนเต็ดไม่ได้มีแค่เรื่องผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินภายใต้กฎกำไรและความยั่งยืน (Profitability and Sustainability Rules) ที่บีบบังคับให้ทุกสโมสรต้องบาลานซ์ระหว่างการลงทุนซื้อนักเตะกับรายได้ที่หามาได้จริง รวมถึงการขยายฐานแฟนคลับผ่านช่องทางดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นสนามรบใหม่ที่สโมสรต้องแข่งขันกันด้วยเช่นกัน เพราะรายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดและสปอนเซอร์ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะโซนเอเชียที่มีฐานแฟนบอลมหาศาล กลายเป็นแหล่งรายได้หลักที่สโมสรใหญ่ทุกทีมต้องการยึดครองส่วนแบ่งให้มากที่สุด

บทสรุป ระหว่างความจริงและความหวัง

สิ่งที่สตีฟ บรูซพูดออกมา ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการวิเคราะห์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่จับต้องได้ ยูไนเต็ดพัฒนาขึ้นจริง การกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกคือความสำเร็จที่ควรค่าแก่การยกย่อง แต่ระยะห่างจากทีมแชมป์เก่าอย่างอาร์เซน่อลที่เสริมทัพมาอย่างแข็งแกร่งยังคงมีอยู่จริง

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ระหว่างความเชื่อมั่นแบบสุดตัวของฟอสเตอร์กับความระมัดระวังแบบมีเหตุผลของบรูซ แนวทางไหนที่จะสอนบทเรียนที่ดีกว่าให้กับเราในฐานะคนดูกีฬาและคนที่ต้องเดินหน้าสู่เป้าหมายของตัวเองในชีวิตจริง บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครถูกใครผิด แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้ทั้งความหวังและความจริงมาผลักดันตัวเองไปข้างหน้าได้อย่างไรต่างหาก

สรุปประเด็นสำคัญ

  • สตีฟ บรูซ มองว่ายูไนเต็ดยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แม้จะพัฒนาการดีขึ้นชัดเจน
  • เบน ฟอสเตอร์ เป็นผู้จุดกระแสด้วยการทำนายว่ายูไนเต็ดมีสิทธิ์คว้าแชมป์ได้
  • อาร์เซน่อลยังเป็นทีมเต็งอันดับหนึ่ง หลังเสริมทัพกลางสนามด้วยบรูโน่ กีมาไรส์ คู่กับเดแคลน ไรซ์
  • ไมเคิ่ล คาร์ริค พาทีมจบอันดับสามฤดูกาลก่อน และได้รับตำแหน่งกุนซือใหญ่แบบถาวร
  • ราคาต่อรองในตลาดพนันจัดให้ยูไนเต็ดเป็นเต็งอันดับสี่ของการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้

คำถามที่พบบ่อย

สตีฟ บรูซ พูดอะไรเกี่ยวกับโอกาสคว้าแชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด A: บรูซมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ายูไนเต็ดจะคว้าแชมป์ได้ และเชื่อว่าอาร์เซน่อลยังคงเป็นทีมเต็งอันดับหนึ่งของฤดูกาลนี้

ใครคือคนที่ทำนายว่ายูไนเต็ดจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก A: เบน ฟอสเตอร์ อดีตผู้รักษาประตูของยูไนเต็ด เป็นผู้ออกมาทำนายอย่างกล้าหาญว่าสโมสรเก่ามีสิทธิ์คว้าแชมป์ได้

ทำไมบรูซถึงมองว่าอาร์เซน่อลเป็นทีมเต็ง A: เพราะอาร์เซน่อลเป็นแชมป์เก่าและยังเสริมทัพกลางสนามด้วยบรูโน่ กีมาไรส์ ให้มาเล่นคู่กับเดแคลน ไรซ์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของทีมอย่างมาก

ไมเคิ่ล คาร์ริค เป็นใครและทำไมถึงมารับตำแหน่งกุนซือยูไนเต็ด A: คาร์ริคเป็นอดีตกองกลางของยูไนเต็ดที่เข้ามาคุมทีมแบบชั่วคราวก่อน และได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชแบบถาวรหลังพาทีมจบอันดับสามในฤดูกาลก่อน

ยูไนเต็ดจบอันดับเท่าไรในฤดูกาลที่แล้ว A: ยูไนเต็ดจบอันดับสามของตารางพรีเมียร์ลีก ทำให้ได้สิทธิ์กลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลนี้

ยูไนเต็ดตามหลังแชมป์เก่ากี่แต้มในฤดูกาลก่อน A: ยูไนเต็ดจบฤดูกาลด้วยแต้มตามหลังอาร์เซน่อลแชมป์เก่าอยู่ 14 คะแนน

ราคาต่อรองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เป็นอย่างไร A: ตลาดพนันจัดให้อาร์เซน่อลเป็นเต็งอันดับหนึ่ง ตามด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตามลำดับ

บรูโน่ กีมาไรส์ ย้ายมาเล่นให้อาร์เซน่อลจากทีมไหน A: กีมาไรส์เป็นกองกลางที่มีชื่อเสียงเรื่องวิสัยทัศน์การจ่ายบอลและความแข็งแกร่งในการแย่งบอลคืน ซึ่งเข้ามาเสริมแนวกลางสนามของอาร์เซน่อลในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อน

ยูไนเต็ดต้องปรับปรุงจุดไหนถึงจะลุ้นแชมป์ได้จริง A: ตามมุมมองของบรูซ ยูไนเต็ดยังต้องการความลึกของขุมกำลังและผู้เล่นระดับโลกในตำแหน่งกลางสนามเพิ่มเติม เพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่างอาร์เซน่อล

ไอเนออสมีบทบาทอย่างไรกับการพัฒนาทีมยูไนเต็ด A: ไอเนออสเข้ามาบริหารด้านกีฬาของสโมสรและปรับแนวทางการทำตลาดนักเตะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีมพัฒนาผลงานในฤดูกาลก่อนได้ดีขึ้น

สโมสรใดที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว A: อาร์เซน่อลคือทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลก่อนหน้านี้

เดแคลน ไรซ์เล่นตำแหน่งไหนให้อาร์เซน่อล A: ไรซ์เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ช่วยให้อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลก่อน