บัคส์กับพันธกิจฟื้นฟูอาณาจักร: เจนกิ้นส์คือคำตอบหรือแค่ทางเลือกสุดท้าย?

มีทีมน้อยมากในประวัติศาสตร์ NBA ที่เดินทางจากยอดบัลลังก์ลงสู่ก้นเหวได้เร็วเท่ากับ มิลวอคกี บัคส์ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทีมที่เคยครองแชมป์ NBA ปี 2021 และมีผู้เล่นระดับ MVP สองสมัยอย่าง จานนิส อันเทโทคุนโป้ กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่อาจกำหนดอนาคตของแฟรนไชส์ทั้งหมดไปอีกทศวรรษ และคำถามที่ทุกคนในวงการ NBA อยากรู้คำตอบตอนนี้มีเพียงข้อเดียว: เทย์เลอร์ เจนกิ้นส์ โค้ชวัย 41 ปีที่เพิ่งถูกไล่ออกจาก เมมฟิส กริซซ์ลี่ส์ คือชายที่จะพลิกชะตากรรมของทีมนี้ได้จริงหรือ?


จากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่สู่ความสับสนอลหม่าน: บัคส์ถึงทางตันได้อย่างไร

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี มิลวอคกี บัคส์ คือทีมที่ทุกคนในลีกเกรงขาม ฤดูกาล 2018-19 พวกเขาทำสถิติ 60 ชนะในฤดูกาลปกติ ครองอันดับหนึ่งสายตะวันออกได้อย่างสง่างาม ก่อนจะคว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จในปี 2021 ด้วยการนำของจานนิสที่เล่นในระดับที่นักกีฬาไม่กี่คนในประวัติศาสตร์เคยทำได้

แต่ทุกอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีจุดเสื่อมถอย และบัคส์ก็ไม่ต่างกัน หลังจากยุคทองของ ไมค์ บูเดนโฮลเซอร์ สิ้นสุดลง องค์กรก็เดินทางผ่านโค้ชหลายคนโดยไม่สามารถสร้างเสถียรภาพที่แท้จริงได้ ล่าสุด ด็อค ริเวอร์ส ยื่นใบลาออกหลังจากสามฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายทั้งในสนามและนอกสนาม ทิ้งตำแหน่งหัวหน้าโค้ชว่างลงในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของแฟรนไชส์

ความซับซ้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องโค้ช เพราะหัวใจสำคัญของปัญหาคือความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนระหว่างองค์กรกับจานนิส อันเทโทคุนโป้ ดาวเด่นที่ทำให้บัคส์มีความหมายในโลก NBA ฟอร์เวิร์ดวัย 31 ปีออกมากล่าวอ้างว่าทีมกีดกันเขาไว้ทั้งที่เขาต้องการลงเล่น ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการโดยสำนักงานลีกที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ และที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นคือสัญญาขยายเวลา 4 ปี มูลค่ามหาศาลถึง 275 ล้านดอลลาร์ ที่รอการตัดสินใจในเดือนตุลาคม

นี่คือบริบทที่หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของบัคส์ต้องก้าวเข้าไป ไม่ใช่งานสบายๆ แต่เป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุดในลีกตอนนี้


เทย์เลอร์ เจนกิ้นส์ คือใคร และทำไมบัคส์ถึงสนใจเขา

เทย์เลอร์ เจนกิ้นส์ ไม่ใช่ชื่อที่แฟนกีฬาไทยทุกคนจะคุ้นเคย แต่ในวงการโค้ชของ NBA เขาคือบุคคลที่ถูกจับตามองมาตลอด เจนกิ้นส์เริ่มต้นอาชีพโค้ชของเขาในฐานะผู้ช่วยของไมค์ บูเดนโฮลเซอร์ ที่ แอตแลนตา ฮอว์กส์ ก่อนจะติดตามเขาไปที่มิลวอคกีในฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่บัคส์ทำสถิติ 60 ชนะนั้นเอง

ความเชื่อมโยงกับมิลวอคกีและความคุ้นเคยกับระบบที่สร้างความสำเร็จของบัคส์จึงเป็นจุดขายสำคัญของเจนกิ้นส์ในสายตาของผู้บริหาร แต่ประวัติของเขาที่น่าสนใจกว่านั้นคือสิ่งที่เขาทำในเมมฟิสในฐานะหัวหน้าโค้ชคนแรก

เมื่อ กริซซ์ลี่ส์ จ้างเขาในปี 2019 ไม่นานหลังจากที่บัคส์แพ้โตรอนโต แรปเตอร์ส ในรอบชิงชนะเลิศของคอนเฟอเรนซ์ หลายคนมองว่านั่นคือการพนันที่เสี่ยงสำหรับทีมที่กำลังสร้างตัวใหม่ แต่เจนกิ้นส์พิสูจน์ตัวเองด้วยการนำกริซซ์ลี่ส์ก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาสร้างวัฒนธรรมทีมที่แข็งแกร่ง ปั้น จา โมแรนท์ ให้กลายเป็นดาวดังระดับลีก และพา เดสมอนด์ เบน พร้อมกับ จาเรน แจ็กสัน จูเนียร์ ไปสู่ระดับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้

ตัวเลข 250 ชนะ 214 แพ้ในช่วงหกฤดูกาลที่เมมฟิส บอกเล่าเรื่องราวของโค้ชที่มีความสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือการพาทีมเข้าเพลย์ออฟได้หลายครั้งด้วยงบประมาณและทรัพยากรที่น้อยกว่าบัคส์อย่างมีนัยสำคัญ


บทเรียนจากเมมฟิส: ความสำเร็จและความล้มเหลวที่บัคส์ต้องเรียนรู้

การถูกปลดออกจากกริซซ์ลี่ส์ในเดือนมีนาคม 2025 แบบกะทันหันในช่วงท้ายฤดูกาลที่หกของเขา ทิ้งเครื่องหมายคำถามใหญ่เอาไว้ ในขณะนั้น กริซซ์ลี่ส์แพ้ไป 5 จาก 7 เกมหลังสุด และตกอันดับจาก 4 ลงมาอยู่ที่ 6 ในฝั่งตะวันตก แม้จะยังมีเส้นทางไปสู่เพลย์ออฟอยู่ แต่ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดคือการตกไปอยู่ใน เพลย์-อิน ทัวร์นาเมนต์ และถูก โอกลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ กวาดเรียบในรอบแรก

การพิจารณาบริบทนี้อย่างเป็นธรรมต้องยอมรับว่ากริซซ์ลี่ส์ในฤดูกาลนั้นเผชิญกับปัญหาบาดเจ็บที่ไม่ใช่เรื่องที่โค้ชสามารถควบคุมได้ทั้งหมด การตัดสินใจปลดเขาออกในช่วงท้ายฤดูกาลในลักษณะนั้นจึงถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเป็นการตัดสินใจที่เร่งรีบและไม่ยุติธรรมต่อโค้ชที่สร้างฐานให้ทีมมาตลอด

สำหรับบัคส์ บทเรียนสำคัญที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของเจนกิ้นส์ที่เมมฟิสมีอยู่สองข้อ ข้อแรกคือเขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างวัฒนธรรมทีมที่ยั่งยืนได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ข้อที่สองซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือเขายังไม่เคยพาทีมไปถึงระดับที่บัคส์คาดหวัง นั่นคือการแข่งขันเพื่อแหวนแชมป์ NBA


ภารกิจสูงสุด: โค้ชใหม่ต้องทำอะไรเพื่อรักษาจานนิสเอาไว้

ทุกการตัดสินใจของบัคส์ในช่วงซัมเมอร์นี้วนเวียนอยู่รอบคำถามเดียวกันคือ จานนิส อันเทโทคุนโป้ จะอยู่หรือจะไป

ในเดือนตุลาคม จานนิสจะมีสิทธิเซ็นสัญญาขยายเวลา 4 ปี มูลค่า 275 ล้านดอลลาร์ เงินจำนวนนั้นคือหนึ่งในสัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาอาชีพ แต่เงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับนักกีฬาที่อยู่ในช่วงขาสุดท้ายของยุคสูงสุดของเขาและยังต้องการแหวนชิ้นที่สองอย่างเจ็บปวด

หัวหน้าโค้ชคนใหม่จึงต้องทำมากกว่าการวางกลยุทธ์เชิงยุทธวิธีในสนาม เขาต้องเป็นสะพานเชื่อมความไว้วางใจระหว่างจานนิสกับองค์กร ต้องแสดงให้เห็นว่าแผนของบัคส์ในอนาคตยังมีเส้นทางไปสู่การแข่งขันเพื่อแชมป์ได้จริง

นี่คือจุดที่เจนกิ้นส์มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อด้อยในเวลาเดียวกัน ข้อได้เปรียบคือเขาคุ้นเคยกับมิลวอคกีและระบบที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ เขาเคยทำงานใกล้ชิดกับวิธีคิดของบูเดนโฮลเซอร์ที่นำบัคส์สู่แชมป์ ข้อด้อยคือเขาไม่เคยพาทีมไปถึงระดับที่จำเป็นต้องใช้เพื่อโน้มน้าวนักกีฬาระดับ MVP สองสมัยว่าเขาคือคนที่จะพาแชมป์กลับมา


มิติของการบริหารองค์กร: การประชุมสำคัญที่เปิดเผยแล้ว

รายงานจาก ดิ แอธเลติค เอ็นบีเอ ระบุว่า เจนกิ้นส์ได้พบกับ เวส เอเดนส์ และ จิมมี่ แฮสแลม เจ้าของทีมบัคส์ รวมถึง จอน ฮอร์สต์ ผู้จัดการทั่วไป ที่เมืองเมมฟิสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะนัดพบกันอีกครั้ง

การที่เจ้าของทีมและผู้จัดการทั่วไปเดินทางไปพบโค้ชถึงเมืองเมมฟิสแทนที่จะเชิญให้มาพบที่มิลวอคกีนั้น อ่านได้หลายนัยในเชิงการบริหาร ฝ่ายหนึ่งมองว่านั่นแสดงถึงความจริงจังและความสนใจในตัวเจนกิ้นส์อย่างแท้จริง อีกฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะทางเลือกอื่นๆ ของบัคส์ในการหาโค้ชไม่ได้มีมากเท่าที่ควรในตลาดปัจจุบัน

ฮอร์สต์เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยเช่นกัน การตัดสินใจเลือกโค้ชคนนี้จะเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในอาชีพการงานของเขา ถ้าเจนกิ้นส์ทำงานได้ดีและรักษาจานนิสเอาไว้ได้ นั่นคือชัยชนะ แต่ถ้าทุกอย่างพังทลาย ฮอร์สต์อาจต้องร่วมชะตากรรมเดียวกันกับโค้ชที่เขาเพิ่งจ้างเข้ามา


วิเคราะห์เชิงลึก: จุดแข็งที่เจนกิ้นส์ต้องนำมาใช้กับบัคส์

หากเจนกิ้นส์ได้รับการว่าจ้างในที่สุด สิ่งที่เขาต้องนำมาปรับใช้กับบัคส์มีหลายระดับ

ด้านยุทธวิธีในสนาม เจนกิ้นส์มีชื่อเสียงในเรื่องการเล่นเกมรุกที่มีพลังและการใช้การเคลื่อนไหวของทีมอย่างมีระบบ ที่เมมฟิสเขาสร้างทีมที่เล่นด้วยความเร็วและพลังงานสูง ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสไตล์การเล่นของจานนิสที่ต้องการพื้นที่และการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล การนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับการปกป้องนำ (Defense-first) ที่เป็นรากฐานของบัคส์ในยุคทองจะเป็นโจทย์สำคัญ

ด้านการพัฒนาผู้เล่น หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของเจนกิ้นส์คือการพัฒนาผู้เล่นรุ่นใหม่ บัคส์มีผู้เล่นหนุ่มหลายคนที่ต้องการการพัฒนาที่ถูกทิศทาง และเจนกิ้นส์มีประวัติที่ดีในการทำให้ผู้เล่นอายุน้อยเติบโตได้เร็วกว่าที่คาดไว้

ด้านการจัดการความสัมพันธ์ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดและวัดได้ยากที่สุด การจัดการดาวเด่นอย่างจานนิสต้องการโค้ชที่มีทั้งความมั่นใจในตัวเองและความยืดหยุ่นในการปรับตัว เจนกิ้นส์เคยพิสูจน์ว่าทำงานร่วมกับจา โมแรนท์ในช่วงที่ยากได้ แต่จา และจานนิสต่างกันในหลายมิติทั้งเรื่องอายุ ประสบการณ์ และความคาดหวัง


ผู้อื่นในสนาม: บัคส์มีตัวเลือกอื่นอีกไหม

แม้เจนกิ้นส์จะเป็นชื่อที่โดดเด่นขึ้นมาในขณะนี้ แต่วงการ NBA รู้ดีว่ากระบวนการหาโค้ชมักไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอ บัคส์จำเป็นต้องทำการสัมภาษณ์อย่างครบถ้วนตามมาตรฐานของลีก และยังมีชื่ออื่นๆ ในตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน

สิ่งที่แน่นอนคือบัคส์ต้องการโค้ชที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ทันที ไม่ใช่โค้ชที่ต้องการเวลาหลายฤดูกาลในการสร้างทีม เพราะนาฬิกาของจานนิสในช่วงสูงสุดของเขาในฐานะนักกีฬาไม่ได้รอใคร


บทสรุป: การตัดสินใจที่จะกำหนดอนาคตของบัคส์ไปอีกทศวรรษ

ในโลกของ NBA ทุกการตัดสินใจครั้งใหญ่มีผลกระทบที่ไกลกว่าที่เห็นในตอนแรก การเลือกหัวหน้าโค้ชของ มิลวอคกี บัคส์ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาคนมานั่งจัดการยุทธวิธีในสนาม แต่มันคือการส่งสัญญาณถึงจานนิส อันเทโทคุนโป้ ว่าองค์กรนี้ยังมีความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะไล่ตามแชมป์ต่อไป

เทย์เลอร์ เจนกิ้นส์ มาพร้อมกับประสบการณ์ ความคุ้นเคยกับระบบ และความหิวโหยที่จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหลังจากการถูกปลดออกอย่างกะทันหัน ในบางครั้ง แรงขับดันจากความต้องการพิสูจน์ตัวเองนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่โค้ชคนหนึ่งจะมีได้

แต่คำถามสุดท้ายที่ยังไม่มีคำตอบและแฟนบาสเก็ตบอลทั่วโลกล้วนอยากรู้คือ: ถ้าคุณเป็น จานนิส อันเทโทคุนโป้ ผู้ที่ยังต้องการแหวนชิ้นที่สองและยังอยู่ในวัยที่สามารถแข่งขันได้อีกหลายปี คุณจะเลือกอยู่กับทีมที่กำลังฟื้นฟูตัวเองด้วยโค้ชที่ถูกทีมเก่าไล่ออก หรือจะมองหาทางออกที่พาคุณใกล้ฝันชิ้นสุดท้ายได้เร็วกว่า?