เปิดตำนาน 24 ไฟต์ไร้พ่าย น็อก 22 หน แต่ทำไมถึงหาคู่ชกไม่ได้
ลองจินตนาการถึงนักกีฬาที่เก่งจนไม่มีใครกล้าเผชิญหน้า สถิติสวยหรูขนาดชนะรวด 24 ไฟต์ อัตราการน็อกคู่ต่อสู้สูงถึง 22 ครั้ง คิดเป็นเกือบ 92 เปอร์เซ็นต์ของทุกไฟต์ที่เคยขึ้นชก นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่มาจากเกมคอมพิวเตอร์ แต่คือสถิติจริงของ เวอร์จิล ออร์ติซ จูเนียร์ นักชกหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันวัย 28 ปี เจ้าของฉายา “เดอะ เท็กซัส แมชชีน” ที่ตอนนี้กลายเป็นชื่อที่แชมป์โลกหลายคนพยายามเลี่ยงที่จะเจอ
คำถามที่น่าสนใจคือ นักชกที่เก่งขนาดนี้ ทำไมถึงต้องรอคอยคู่ต่อกรมานานเป็นปี หลังคว้าตำแหน่งแชมป์เฉพาะกาลรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต (154 ปอนด์) ของสภามวยโลก WBC ออร์ติซกลับต้องเผชิญกับศึกนอกสังเวียนที่หนักหนากว่าคู่ชกคนไหน นั่นคือข้อพิพาททางกฎหมายกับต้นสังกัด โกลเดน บอย โปรโมชันส์ ของ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ซึ่งฉุดรั้งไม่ให้เขาได้ขึ้นชกมานานเกือบปีเต็ม
ข่าวดีคือ ปัญหาสัญญาที่ว่านี้ได้รับการสะสางเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึง เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ ริค มิริเกียน ผู้จัดการส่วนตัวของออร์ติซ ยืนยันหนักแน่นว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์” จะได้เห็นยอดกำปั้นรายนี้กลับสู่สังเวียนผ้าใบอีกครั้ง พร้อมโจทย์ใหญ่ที่ทีมงานต้องตัดสินใจ นั่นคือจะเดินหน้าต่อในรุ่น 154 ปอนด์ หรือจะขยับขึ้นไปล่าเข็มขัดในรุ่นมิดเดิลเวต 160 ปอนด์
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของนักชกไร้พ่ายรายนี้ ตั้งแต่เส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นชื่อที่วงการมวยหวาดกลัว ไปจนถึงเบื้องหลังพลังหมัดน็อกที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักชกทั่วไป และทิศทางธุรกิจที่จะพาเขาไปสู่จุดสูงสุดของวงการ
ย้อนเส้นทาง จากเด็กหนุ่มเท็กซัส สู่ผู้ท้าชิงที่ไม่มีใครอยากเจอ
เรื่องราวของออร์ติซเริ่มต้นที่เมืองแกรนด์ แพรรี รัฐเท็กซัส เขาก้าวขึ้นชกอาชีพครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี และไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยสไตล์การชกที่ดุดัน กดดันคู่ต่อสู้ตลอดเวลา และมีพลังหมัดที่ทำให้คู่ชกล้มลงได้แม้ในยกแรกๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางนักชกรายนี้ไม่ได้อยู่แค่บนสังเวียน แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาที่เขาต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะภาวะ “แรบโดไมโอไลซิส” (Rhabdomyolysis) ซึ่งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายจนปล่อยโปรตีนและเกลือแร่เข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เขาต้องห่างหายจากสังเวียนไปนานถึง 17 เดือน การกลับมาในครั้งนั้นเปรียบเสมือนบททดสอบทางจิตใจครั้งใหญ่ เพราะนักกีฬาหลายคนที่เผชิญปัญหาสุขภาพร้ายแรงมักจะสูญเสียความมั่นใจหรือฟอร์มการเล่นไปอย่างถาวร แต่ออร์ติซกลับใช้ช่วงเวลานั้นเป็นแรงผลักดันให้กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
หลังจากนั้นเขาก็ขยับขึ้นมาชกในรุ่น 154 ปอนด์อย่างเต็มตัว และไต่อันดับจนได้ครองตำแหน่งแชมป์เฉพาะกาลของ WBC ในที่สุด ไฟต์ล่าสุดที่สร้างกระแสฮือฮาไปทั่ววงการคือการปราบ เอริคสัน ลูบิน อดีตผู้ท้าชิงแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวต ด้วยการน็อกภายในยกที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ความน่ากลัวของชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้อยู่แค่ผลการชก แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ลูบิน คือนักชกเพียงคนเดียวในเวลานั้นที่ “กล้า” ขึ้นชกกับเขา ขณะที่ชื่อดังคนอื่นๆ ต่างพากันบ่ายเบี่ยง แม้จะมีการเสนอค่าตัวระดับเปลี่ยนชีวิตให้ก็ตาม
นี่คือสิ่งที่ทำให้วงการมวยเริ่มมองออร์ติซในสถานะพิเศษ เขาไม่ใช่แค่นักชกที่เก่ง แต่กลายเป็น “ปัญหาทางการตลาด” สำหรับคู่ต่อกรทุกคน เพราะการขึ้นชกกับเขามีความเสี่ยงสูงที่จะเสียสถิติไร้พ่าย ในขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องแบก
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เบื้องหลังหมัดน็อก ทำไมออร์ติซถึงจบเกมได้เร็วขนาดนี้
หลายคนอาจสงสัยว่า อัตราการน็อกคู่ต่อสู้ที่สูงถึงเกือบ 92 เปอร์เซ็นต์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา พลังหมัดที่ทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงไม่ได้มาจากแรงกล้ามเนื้อแขนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของ “จลนศาสตร์ลูกโซ่” หรือการส่งต่อพลังงานจากปลายเท้า ผ่านสะโพก ลำตัว ไหล่ ไปจนถึงหมัดที่กระทบเป้าหมาย นักชกที่มีเทคนิคดีจะสามารถบิดสะโพกและหมุนลำตัวได้อย่างสอดประสาน ทำให้แรงที่ส่งออกไปมากกว่านักชกที่ใช้แค่กล้ามเนื้อแขนหลายเท่าตัว
จุดเด่นของออร์ติซที่นักวิเคราะห์มวยพูดถึงบ่อยครั้งคือความสามารถในการกดดันคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียจังหวะการทรงตัว เขามีระยะเอื้อมที่ดีสำหรับความสูงของตัวเอง ผสมกับการเคลื่อนตัวเข้าออกที่ฉับไว ทำให้สามารถเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุกได้ในเสี้ยววินาที นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า “อัตราเร่งเชิงมุม” หรือความสามารถในการสร้างความเร็วในการหมุนตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกฝนยากที่สุดในกีฬาชกมวย
อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือความอึด ทนทาน และการฟื้นตัวของร่างกาย โดยเฉพาะหลังจากที่เขาผ่านช่วงเวลาป่วยหนักจากภาวะกล้ามเนื้อสลาย การกลับมาฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นภายใต้การดูแลของทีมโค้ชและทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้ร่างกายของเขาสามารถรองรับความหนักของโปรแกรมฝึกซ้อมได้ดีขึ้นกว่าเดิม นักชกยุคใหม่อย่างออร์ติซจึงไม่ได้พึ่งพาแค่พรสวรรค์ แต่ยังอาศัยองค์ความรู้ด้านโภชนาการ การจัดการน้ำหนักตัว และการฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ทันสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แฟนกีฬายุคปัจจุบันให้ความสำคัญไม่แพ้ผลการแข่งขัน เพราะมันสะท้อนถึงวินัยและความเป็นมืออาชีพที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
การตัดสินใจเรื่องพิกัดน้ำหนักระหว่าง 154 หรือ 160 ปอนด์จึงไม่ใช่แค่เรื่องกลยุทธ์การตลาด แต่เกี่ยวโยงกับวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยตรง การขยับขึ้นรุ่นหมายถึงร่างกายต้องปรับตัวรับน้ำหนักที่มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเร็วและความคล่องตัวที่เป็นจุดแข็งของเขา แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้พลังหมัดเพิ่มขึ้นตามมวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นเช่นกัน นี่คือโจทย์ที่ทีมสตาฟฟ์โค้ชต้องคำนวณอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
ทำไมแฟนมวยถึงคลั่งไคล้ออร์ติซ มิติจิตใจที่มากกว่าแค่ชัยชนะ
ในยุคที่กีฬาต่อสู้เต็มไปด้วยการปะทะทางโซเชียลมีเดียมากกว่าบนสังเวียนจริง เสน่ห์ของออร์ติซกลับอยู่ที่ความตรงไปตรงมา เขาไม่ได้เป็นนักชกที่ปั้นภาพลักษณ์ด้วยคำพูดโอ้อวด แต่ให้ผลงานในสังเวียนเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตน สไตล์การชกที่ดุดัน ไม่ประนีประนอม และพร้อมแลกหมัดตลอดเวลา คือสิ่งที่ทำให้แฟนกีฬารุ่นใหม่ที่โตมากับวัฒนธรรม “ของจริงต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ” รู้สึกเชื่อมโยงกับเขาได้ง่าย
สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญแรงกดดันในชีวิตประจำวัน เรื่องราวของออร์ติซสะท้อนบทเรียนที่มีค่าไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องวินัยและความอดทน การที่เขาต้องเผชิญทั้งปัญหาสุขภาพร้ายแรงและข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อเกือบปี แต่ยังคงรักษาระดับความฟิตและความพร้อมทางร่างกายไว้ได้ตลอดเวลา คือตัวอย่างของการบริหารจัดการช่วงเวลาที่ไม่เป็นใจให้กับตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้อุปสรรคนอกสังเวียนทำลายเป้าหมาย เขากลับใช้มันเป็นแรงผลักดันเพื่อกลับมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม
อีกแง่มุมที่น่าสนใจคือความรู้สึก “ถูกท้าทายแต่ไม่มีใครกล้ารับคำท้า” ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสัมผัสได้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือในการแข่งขันทางธุรกิจ การที่ใครสักคนเก่งจนทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าด้วย เป็นสถานการณ์ที่สร้างทั้งความน่าเกรงขามและความน่าเห็นใจไปพร้อมกัน แฟนมวยจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกอินไปกับสถานการณ์ของออร์ติซ เพราะมันคือภาพสะท้อนของคนที่พยายามอย่างเต็มที่แต่กลับต้องรอคอยโอกาสเพราะปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ความคลั่งไคล้ที่มีต่อออร์ติซจึงไม่ได้เกิดจากแค่สถิติน็อกที่สวยหรู แต่เกิดจากเรื่องราวการต่อสู้ทั้งในและนอกสังเวียนที่ผู้คนสามารถนำไปเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองได้ นี่คือสูตรสำเร็จที่ทำให้นักกีฬาคนหนึ่งกลายเป็นมากกว่านักกีฬา แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังฝ่าฟันอุปสรรคของตัวเองอยู่เช่นกัน
ธุรกิจมวยยุคใหม่ อนาคตของออร์ติซจะไปทางไหนต่อ
หนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดในวงการมวยยุคปัจจุบันคือการที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจมักมีอิทธิพลเหนือกว่าการจัดคู่ชกที่แฟนกีฬาต้องการเห็นจริงๆ กรณีของออร์ติซคือตัวอย่างชัดเจนที่สุด เพราะแม้เขาจะเป็นนักชกที่มีพรสวรรค์และผลงานโดดเด่น แต่กลับต้องเผชิญปัญหาในการหาคู่ชกระดับท็อปมาโดยตลอด สาเหตุหลักมาจากการที่คู่แข่งและโปรโมเตอร์ของฝ่ายตรงข้ามมองว่าความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับเขาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทน
ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะคู่ชกในฝันของออร์ติซคือ จารอน “บู๊ทส์” เอนนิส แชมป์โลกรวมเข็มขัดที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักชกฝีมือดีที่สุดของยุคนี้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายเคยเผชิญหน้ากันบนสังเวียนแบบตัวต่อตัวหลังไฟต์ที่ผ่านมา สร้างกระแสให้แฟนมวยทั่วโลกรอคอยไฟต์ระดับ “ยูนิฟิเคชัน” ที่จะช่วยปลดล็อกความเป็นหนึ่งเดียวในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต ทว่าฝั่งของเอนนิสยังคงให้ความสำคัญกับการรวมเข็มขัดแชมป์โลกทุกสถาบันให้ครบก่อนที่จะพิจารณาไฟต์นี้ ทำให้การเจรจายังคงเป็นปริศนาที่ยืดเยื้อมาต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ ทีมงานของออร์ติซจึงต้องเปิดทางเลือกสำรองไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหาคู่ชกรายอื่นในรุ่น 154 ปอนด์ที่พร้อมรับคำท้า หรือแม้แต่การขยับขึ้นไปเปิดศึกในรุ่นมิดเดิลเวต 160 ปอนด์ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีผู้ท้าชิงหลากหลายและอาจเปิดโอกาสให้ได้ไฟต์ใหญ่ที่สร้างรายได้มหาศาลมากกว่า การตัดสินใจนี้สะท้อนแนวคิดทางธุรกิจกีฬายุคดิจิทัลที่นักกีฬาไม่ได้ยึดติดกับเส้นทางเดียวอีกต่อไป แต่ต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดและความต้องการของผู้ชม
ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ขับเคลื่อนวงการมวยในปัจจุบันคือการเข้ามาของแพลตฟอร์มสตรีมมิงและกลุ่มทุนใหญ่จากตะวันออกกลางที่พร้อมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงดูดไฟต์ระดับซูเปอร์ไฟต์ให้เกิดขึ้น การที่มีผู้เสนอค่าตัวระดับเปลี่ยนชีวิตให้กับคู่ชกที่หลีกเลี่ยงออร์ติซ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมวยยุคนี้ไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน แต่ขาดความกล้าตัดสินใจของนักชกและทีมงานที่มองเห็นความเสี่ยงมากกว่าโอกาส
สำหรับแฟนกีฬาที่ติดตามวงการนี้ในฐานะการลงทุนหรือธุรกิจ กรณีของออร์ติซคือกรณีศึกษาที่ดีเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าแบรนด์ส่วนบุคคล แม้จะไม่ได้ขึ้นชกบ่อยเท่าที่ควร แต่ด้วยสถิติที่โดดเด่นและเรื่องราวที่น่าติดตาม ทำให้ชื่อของเขายังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง นี่คือบทเรียนสำคัญว่าการสร้างชื่อเสียงในโลกกีฬายุคใหม่ ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนครั้งที่ลงแข่งขัน แต่วัดกันที่คุณภาพของเรื่องราวและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาตลอดเส้นทาง
บทสรุป เดือนพฤศจิกายนนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
เส้นทางของเวอร์จิล ออร์ติซ จูเนียร์ ในเวลานี้เปรียบเสมือนการยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของอาชีพนักชก ไม่ว่าผลสรุปสุดท้ายจะออกมาเป็นการป้องกันความเป็นเจ้าในรุ่น 154 ปอนด์ หรือการเปิดฉากใหม่ในรุ่น 160 ปอนด์ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นหนึ่งในนักชกที่มีพลังการทำลายล้างสูงที่สุดในยุคนี้ ทั้งด้วยฝีมือบนสังเวียนและความอดทนนอกสังเวียน
เดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ใช่แค่การกลับมาชกครั้งใหม่ธรรมดา แต่คือบทพิสูจน์ว่าหลังผ่านมรสุมทั้งเรื่องสุขภาพและข้อพิพาททางกฎหมาย เขายังคงเป็นนักชกที่น่ากลัวเหมือนเดิมหรือไม่ และคำถามที่แฟนมวยทั่วโลกอยากรู้คำตอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นว่า เมื่อไหร่กันที่ไฟต์ระหว่างเขากับ จารอน เอนนิส จะได้เกิดขึ้นจริงเสียที หรือสุดท้ายแล้วเส้นทางของทั้งคู่จะแยกออกจากกันไปตลอดกาล
สรุปประเด็นสำคัญ
- เวอร์จิล ออร์ติซ จูเนียร์ นักชกไร้พ่าย 24 ไฟต์ น็อก 22 ครั้ง เตรียมคัมแบ็กขึ้นชกเดือนพฤศจิกายนนี้
- ข้อพิพาททางกฎหมายกับ โกลเดน บอย โปรโมชันส์ ที่ฉุดรั้งอาชีพเกือบปีได้รับการสะสางเรียบร้อยแล้ว
- ทีมงานเปิดทางเลือกทั้งป้องกันตำแหน่งในรุ่น 154 ปอนด์ หรือขยับขึ้นล่าเข็มขัดในรุ่น 160 ปอนด์
- ไฟต์ในฝันกับ จารอน “บู๊ทส์” เอนนิส ยังคงเป็นปริศนาเพราะฝ่ายตรงข้ามให้ความสำคัญกับการรวมเข็มขัดแชมป์โลกก่อน
- เรื่องราวการฟันฝ่าปัญหาสุขภาพและกฎหมายของออร์ติซ สะท้อนบทเรียนเรื่องวินัยและความอดทนที่คนทำงานยุคนี้นำไปปรับใช้ได้
คำถามที่พบบ่อย
Q: เวอร์จิล ออร์ติซ จูเนียร์ จะกลับมาชกเมื่อไหร่ A: มีการยืนยันจากทีมผู้จัดการว่าจะได้เห็นเขาขึ้นชกในเดือนพฤศจิกายนนี้แน่นอน หลังจากห่างหายจากสังเวียนมานานเกือบปี
Q: สนามที่จะจัดไฟต์คัมแบ็กของออร์ติซคือที่ไหน A: ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา โดยมีตัวเลือกหลักคือรัฐเท็กซัสหรือมหานครลาสเวกัส
Q: ออร์ติซจะชกในรุ่นน้ำหนักเท่าไหร่ A: ทีมงานกำลังพิจารณาระหว่างการป้องกันตำแหน่งในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต 154 ปอนด์ หรือขยับขึ้นไปชกในรุ่นมิดเดิลเวต 160 ปอนด์
Q: ทำไมออร์ติซถึงหาคู่ชกยาก A: เพราะสถิติชนะรวดและอัตราการน็อกที่สูงมากทำให้คู่ชกส่วนใหญ่มองว่าความเสี่ยงในการเผชิญหน้าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทน
Q: ไฟต์ระหว่างออร์ติซกับเอนนิสจะเกิดขึ้นหรือไม่ A: ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน เพราะฝ่ายเอนนิสให้ความสำคัญกับการรวมเข็มขัดแชมป์โลกทุกสถาบันให้ครบก่อน
Q: ออร์ติซเคยห่างหายจากสังเวียนเพราะอะไร A: ก่อนหน้านี้เขาเคยห่างหายจากปัญหาสุขภาพภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว และล่าสุดคือข้อพิพาททางกฎหมายกับต้นสังกัดที่เพิ่งได้รับการสะสางเรียบร้อย
Q: ไฟต์ล่าสุดของออร์ติซคือใคร A: ไฟต์ล่าสุดคือการปราบ เอริคสัน ลูบิน ด้วยการน็อกภายในยกที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน
Q: สถิติของเวอร์จิล ออร์ติซ จูเนียร์ ตอนนี้เป็นอย่างไร A: เขายังคงรักษาสถิติไร้พ่าย ชนะรวด 24 ไฟต์ โดยเป็นการชนะน็อกถึง 22 ครั้ง
Q: ออร์ติซครองตำแหน่งแชมป์อะไรอยู่ A: เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์เฉพาะกาลรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวตของสภามวยโลก WBC
Q: ใครคือผู้จัดการส่วนตัวของออร์ติซ A: ริค มิริเกียน คือผู้จัดการส่วนตัวที่ดูแลเรื่องการเจรจาคู่ชกและวางแผนอาชีพให้กับออร์ติซ
Q: การขยับขึ้นรุ่นน้ำหนักมีผลต่อฟอร์มการชกหรือไม่ A: การขยับขึ้นรุ่นอาจส่งผลต่อความเร็วและความคล่องตัว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มพลังหมัดตามมวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นเช่นกัน
Q: จะประกาศคู่ชกอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ A: คาดว่าจะมีการประกาศคู่ชกอย่างเป็นทางการภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า