วลาโฮวิช ปิดดีลเบซิคตัส! ทิ้งซานซิโร่-เอมิเรตส์ รับค่าเหนื่อยหลักร้อยล้าน คัมแบ็กหาอิตาเลียโน่ที่ตุรกี

“เมื่อทีมยักษ์ใหญ่ยุโรปเมินเฉย แต่เงินสดจากตุรกีพร้อมจ่ายจริง นี่คือบทเรียนเรื่องมูลค่าตัวเองที่นักฟุตบอลทุกคนต้องเรียนรู้”

ลองจินตนาการดูว่า คุณคือนักเตะวัย 26 ปีที่เคยเป็นดาวรุ่งพันล้านของยุโรป เคยถูกขายด้วยราคาเกือบ 3,000 ล้านบาท เคยยิงประตูทำลายสถิติในกัลโช เซเรีย อา แต่วันหนึ่งกลับต้องตกงาน ไม่มีสโมสรใดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรปกล้าเซ็นสัญญาด้วย นี่คือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับ ดูซาน วลาโฮวิช กองหน้าทีมชาติเซอร์เบียที่เพิ่งกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์หลังหมดสัญญากับ ยูเวนตุส

และในที่สุด บทสรุปของดราม่าตลาดนักเตะที่ยืดเยื้อมาตลอดฤดูร้อนก็จบลง เมื่อ เบซิคตัส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งตุรกี บรรลุข้อตกลงคว้าตัวเขามาร่วมทีมด้วยสัญญา 3 ปี พร้อมกลับไปหาโค้ชคนสนิทอย่าง วินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ อีกครั้ง เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่ข่าวย้ายทีมธรรมดา แต่มันคือกรณีศึกษาเรื่องมูลค่าของนักกีฬา วินัยในการต่อรอง และทิศทางใหม่ของวงการฟุตบอลโลกที่กำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจจากยุโรปตะวันตกไปสู่ตลาดใหม่อย่างตุรกีและตะวันออกกลาง

ดีลปิดแล้ว: รายละเอียดสัญญาที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง

อดีตกองหน้ายูเวนตุสและฟิออเรนติน่าอย่างวลาโฮวิชได้ตกลงเซ็นสัญญา 3 ปีกับเบซิคตัส ตามรายงานจากสื่อตุรกี ซึ่งถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับวินเชนโซ่ อิตาเลียโน่อีกครั้ง โดยกองหน้าทีมชาติเซอร์เบียกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์หลังสัญญากับยูเวนตุสหมดลงในวันที่ 30 มิถุนายน ทั้งที่เขาเคยคาดหวังว่าจะมีข้อเสนอมากมายจากทีมในเซเรีย อา อย่างมิลาน นาโปลี และโรม่า รวมถึงแอตเลติโก มาดริด อาร์เซน่อล หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจากต่างแดน แต่สุดท้ายไม่มีทีมใดพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยตามที่เขาเรียกร้อง

ในแง่ตัวเลข ยาจิซ ซาบุนชูโอกลู ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายทีมชาวตุรกี ระบุว่าวลาโฮวิชตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับเบซิคตัสไปแล้ว โดยคาดว่าจะเป็นสัญญา 3 ปี มูลค่า 8 ล้านยูโรต่อฤดูกาล บวกกับโบนัสตามผลงาน ขณะที่สื่อบางสำนักในตุรกีอย่าง Fanatik รายงานตัวเลขที่สูงกว่านั้น โดยระบุว่าเบซิคตัสตกลงจ่ายค่าเซ็นสัญญาให้วลาโฮวิช 10 ล้านยูโร พร้อมค่าเหนื่อยรายปีอีก 10 ล้านยูโร ซึ่งไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะลงตัวที่จุดไหน สิ่งที่ชัดเจนคือ นี่คือหนึ่งในสัญญาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ซูเปอร์ลีกตุรกี

ด้านกระบวนการปิดดีลก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ประธานสโมสรเบซิคตัส เซอร์ดาล อดาลี่ ถึงกับบินไปเบลเกรดด้วยตัวเองเพื่อสะสางเรื่องเอกสารให้เสร็จสิ้น ก่อนเดินทางกลับสู่สนามบินอตาเติร์ก เจเนอรัล แอวิเอชั่น ในอิสตันบูล เพื่อให้วลาโฮวิชเข้ารับการตรวจร่างกายและเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ความเร่งรีบระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่าเบซิคตัสมองดีลนี้เป็น “ภารกิจสำคัญของฤดูกาล” ไม่ใช่แค่การเสริมทัพธรรมดา

ย้อนรอยเส้นทาง: จากเด็กหนุ่มปาร์ติซาน สู่นักเตะที่แพงที่สุดคนหนึ่งของยุโรป

จะเข้าใจว่าทำไมดีลนี้ถึงเป็นข่าวใหญ่ เราต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางที่ไม่ธรรมดาของวลาโฮวิช นักเตะทีมชาติเซอร์เบียวัย 26 ปีคนนี้ก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลยุโรปด้วยการย้ายจากปาร์ติซาน เบลเกรด สโมสรบ้านเกิดมาอยู่กับฟิออเรนติน่าในปี 2018 ด้วยค่าตัวเพียงหลักล้านยูโรเท่านั้น แทบไม่มีใครคาดคิดว่าดีลเล็กๆ นี้จะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสรจากเมืองฟลอเรนซ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในฤดูกาล 2020-21 เมื่อวลาโฮวิชในวัยเพียง 21 ปี ระเบิดฟอร์มด้วยการยิง 21 ประตูในเซเรีย อา จากการลงสนาม 37 นัด กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมและเป็นแสงสว่างเดียวในฤดูกาลที่ฟิออเรนติน่าเล่นได้ไม่สม่ำเสมอ ความร้อนแรงของเขายังดำเนินต่อไปในปีถัดมา เมื่อเขายิงประตูในลีกครบ 27 ลูกภายในปีปฏิทินเดียว เทียบเท่าสถิติเดิมของ Kurt Hamrin ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 1960 และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ไล่ตามจนเสมอสถิติ 33 ประตูในปีปฏิทินเดียวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในเซเรีย อา ได้สำเร็จ นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้ทั่วยุโรปต่างจับตามองดาวรุ่งเซอร์เบียคนนี้อย่างจริงจัง

ผลจากฟอร์มที่ร้อนแรงทำให้ยูเวนตุสตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัวเขามาร่วมทีมในเดือนมกราคม ปี 2022 ด้วยราคา 85.4 ล้านยูโร ท่ามกลางสถานการณ์ที่วลาโฮวิชกำลังมีข้อพิพาทเรื่องสัญญากับฟิออเรนติน่าอยู่พอดี ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นแพทเทิร์นที่น่าสนใจ เพราะครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน คือการหมดสัญญาโดยไม่มีข้อตกลงต่อสัญญาที่ลงตัว จนต้องออกไปหาบ้านใหม่ในฐานะฟรีเอเยนต์

ทำไม “ยักษ์ใหญ่” ถึงเมินเฉย: บทเรียนเรื่องมูลค่าตลาดที่ทุกคนต้องเข้าใจ

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองของคนทำงานยุคนี้ เพราะเรื่องราวของวลาโฮวิชสะท้อนบทเรียนสำคัญเรื่อง “การประเมินมูลค่าตัวเอง” ได้อย่างชัดเจน ในทางเทคนิคแล้ว วลาโฮวิชยังคงเป็นกองหน้าเป้าที่มีจุดแข็งชัดเจน ทั้งความสูงใหญ่ที่ได้เปรียบในเกมลูกกลางอากาศ ความสามารถในการยิงจากหลากหลายมุม และสัญชาตญาณนักล่าประตูที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในลีกระดับท็อปของยุโรป

แต่ปัญหาคือ ฟอร์มการเล่นในช่วงปีหลังของเขาที่ยูเวนตุสไม่ได้สม่ำเสมอเท่าช่วงพีคที่ฟิออเรนติน่า บวกกับการที่เขาเคยเป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดคนหนึ่งของเซเรีย อา ในซีซั่นสุดท้าย ทำให้สโมสรใหญ่ๆ เริ่มมองว่าความเสี่ยงทางการเงินไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่จะได้ ทั้งที่ยูเวนตุสเองก็พยายามเจรจาต่อสัญญาในเงื่อนไขค่าเหนื่อยที่ลดลงมาตลอดทั้งปี แต่ก็ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้ นี่คือสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า “ช่องว่างระหว่างการรับรู้คุณค่ากับราคาที่เรียกร้อง” ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล

สิ่งที่น่าทึ่งคือ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ วลาโฮวิชก็ไม่ได้ยอมลดราคาตัวเองในทันที เขาใช้เวลาประเมินข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบคอบ แม้จะมีข้อเสนอจากสโมสรในซาอุดีอาระเบียเข้ามาซึ่งเป็นตัวเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะยังต้องการอยู่ในทวีปยุโรปเพื่อรักษาโอกาสในทีมชาติและการแข่งขันระดับสูงเอาไว้ นี่คือความคิดแบบ “นักลงทุนระยะยาว” ที่มองข้ามผลตอบแทนระยะสั้น เพื่อรักษาคุณค่าของแบรนด์ส่วนตัวในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนทำงานยุคใหม่ควรนำไปปรับใช้ในการตัดสินใจเรื่องอาชีพของตัวเองเช่นกัน

มิติจิตใจ: ทำไมการกลับไปหา “อิตาเลียโน่” ถึงสำคัญกว่าตัวเลขในสัญญา

หากมองผ่านมุมมองด้านจิตวิทยากีฬา การตัดสินใจครั้งนี้ของวลาโฮวิชไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่อง “ความคุ้นเคยและความไว้วางใจ” เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะวินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ คือโค้ชที่ปั้นเขาขึ้นมาในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพที่ฟิออเรนติน่า การได้กลับไปทำงานร่วมกับคนที่เข้าใจสไตล์การเล่นของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ย่อมช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ได้มาก

ในโลกของนักกีฬาอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับโค้ชมักถูกมองข้ามไปเมื่อพูดถึงเรื่องการย้ายทีม ทั้งที่จริงแล้วมันคือปัจจัยที่ส่งผลต่อผลงานในสนามโดยตรง นักจิตวิทยาการกีฬาหลายคนเคยชี้ให้เห็นว่า นักกีฬาที่เล่นภายใต้โค้ชที่ตนเองไว้ใจและเข้าใจวิธีคิด มักจะแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่กว่าการอยู่ในระบบที่แม้จะมีชื่อเสียงแต่ขาดความเข้าใจในตัวนักเตะ ดังนั้นการเลือกกลับไปหาอิตาเลียโน่ จึงอาจเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดในเชิงจิตวิทยา มากกว่าการไล่ตามชื่อเสียงของสโมสรใหญ่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเรื่อง “แรงกดดันและโอกาสพิสูจน์ตัวเอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง หลังจากช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์และความไม่แน่นอนเรื่องอนาคตตลอดทั้งซัมเมอร์ การได้ย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องการตัวเขาอย่างแท้จริง และมีโค้ชที่พร้อมสนับสนุนเต็มที่ อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้วลาโฮวิชกลับมาปลดปล่อยศักยภาพในแบบที่เคยทำได้ที่ฟิออเรนติน่าอีกครั้ง เพราะสุดท้ายแล้ว วินัยและแรงจูงใจภายในต่างหาก ที่มักเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนักกีฬามากกว่าตัวเลขในสัญญาเสียอีก

ธุรกิจและอนาคต: เบซิคตัสกำลังเปลี่ยนตุรกีให้เป็นตลาดฟุตบอลระดับโลก

การคว้าตัววลาโฮวิชมาได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่เบซิคตัสวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ก่อนหน้านี้ ประธานสโมสรเซอร์ดาล อดาลี่เคยประกาศชัดเจนว่าได้เตรียมงบประมาณสำหรับตลาดนักเตะไว้สูงถึง 200 ล้านยูโร โดยระบุว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญของการบริหารงานของเขา หลังจากที่ผ่านมาการเปลี่ยนโค้ชถึงสองครั้งยังไม่สามารถพาทีมกลับสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

สิ่งที่ยืนยันความจริงจังของยุทธศาสตร์นี้คือ ก่อนดีลวลาโฮวิชจะเกิดขึ้น เบซิคตัสได้เดินหน้าเสริมทัพด้วยดาวดังระดับโลกมาแล้วหลายราย ทั้งการดึงตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าทีมชาติอียิปต์มาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัวจากลิเวอร์พูล และการคว้าตัว ลีอันโดร ทรอสซาร์ด จากอาร์เซน่อลมาร่วมทัพด้วย ซึ่งชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นระดับที่เคยเล่นให้กับสโมสรในลีกใหญ่ของยุโรปมาก่อนทั้งสิ้น การรวมตัวของนักเตะระดับนี้ในทีมเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าซูเปอร์ลีกตุรกีกำลังก้าวขึ้นมาเป็นตลาดปลายทางใหม่ที่มีอำนาจซื้อสูงไม่แพ้ลีกในตะวันออกกลางที่เคยครองความโดดเด่นในเรื่องนี้มาก่อน

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ของวงการฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบัน ที่เม็ดเงินไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในอังกฤษ สเปน หรืออิตาลีอีกต่อไป สโมสรจากตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการดึงดูดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่ผ่านจุดพีคของอาชีพมาแล้ว ด้วยการเสนอค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการสร้างเรื่องราวและภาพลักษณ์ของลีกให้น่าสนใจในสายตาแฟนบอลทั่วโลก ผ่านช่องทางดิจิทัลและโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายกว่าเดิมมาก

สำหรับเบซิคตัสเอง การได้วลาโฮวิชมาเสริมทัพในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ถือเป็นการปิดจุดอ่อนสำคัญที่ทีมเผชิญมาตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา หลังจากที่ผลงานในลีกยังไม่สามารถกลับไปทวงบัลลังก์คืนจากคู่แข่งอย่างกาลาตาซาราย และเฟเนร์บาห์เช่ได้สำเร็จ การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงเป็นทั้งการพนันและการประกาศความทะเยอทะยานในเวลาเดียวกัน ว่าเบซิคตัสพร้อมที่จะกลับมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของทวีปยุโรปอีกครั้งในอนาคตอันใกล้

บทสรุป: บทเรียนจากสนามหญ้าสู่ชีวิตจริง

เรื่องราวการย้ายทีมของดูซาน วลาโฮวิชในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวกีฬาธรรมดาที่จบลงด้วยตัวเลขค่าเหนื่อยและโบนัส แต่มันคือภาพสะท้อนของโลกการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางเศรษฐกิจ และความสำคัญของการเลือกเส้นทางที่ใช่ มากกว่าการไล่ตามชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าผลลัพธ์ในสนามจะออกมาเป็นอย่างไร บทเรียนเรื่องความอดทนในการรอคอยข้อเสนอที่เหมาะสม และความกล้าที่จะเลือกสภาพแวดล้อมที่เข้าใจตัวตนของตัวเองมากกว่าปัจจัยภายนอก คือสิ่งที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม คำถามที่น่าคิดต่อคือ เมื่อดาวรุ่งของวงการฟุตบอลเริ่มมองตุรกีและตะวันออกกลางเป็นจุดหมายปลายทางมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตของสมดุลอำนาจในวงการฟุตบอลโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนต่อไป


สรุปประเด็นสำคัญ

  • ดูซาน วลาโฮวิช บรรลุข้อตกลงสัญญา 3 ปีกับเบซิคตัส หลังหมดสัญญากับยูเวนตุสแบบฟรีเอเยนต์
  • ดีลนี้มีมูลค่าราว 8-10 ล้านยูโรต่อฤดูกาล พร้อมค่าเซ็นสัญญาก้อนใหญ่และโบนัสตามผลงาน
  • เป็นการกลับมาร่วมงานกับโค้ชวินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ ที่เคยปั้นเขาให้โด่งดังที่ฟิออเรนติน่า
  • แม้ทีมใหญ่ในยุโรปสนใจ แต่ไม่มีใครยอมจ่ายค่าเหนื่อยตามที่เขาต้องการ
  • ดีลนี้สะท้อนความทะเยอทะยานของเบซิคตัสที่ทุ่มงบกว่า 200 ล้านยูโรเสริมทัพซูเปอร์สตาร์

คำถามที่พบบ่อย

วลาโฮวิชย้ายจากยูเวนตุสไปเบซิคตัสจริงหรือไม่ A: ใช่ มีรายงานยืนยันจากสื่อตุรกีและอิตาลีหลายสำนักว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในสัญญา 3 ปีแล้ว โดยรอเพียงขั้นตอนตรวจร่างกายและเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ

วลาโฮวิชหมดสัญญากับยูเวนตุสตั้งแต่เมื่อไหร่ A: สัญญาของเขากับยูเวนตุสสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน ทำให้เขากลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์นับตั้งแต่นั้นมา

ทำไมทีมใหญ่ในยุโรปถึงไม่เซ็นสัญญากับวลาโฮวิช A: แม้จะมีหลายทีมสนใจ ทั้งมิลาน นาโปลี โรม่า อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ไม่มีสโมสรใดพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยตามที่วลาโฮวิชและตัวแทนเรียกร้อง

ค่าเหนื่อยของวลาโฮวิชที่เบซิคตัสเท่าไหร่ A: มีรายงานตัวเลขที่แตกต่างกันไปในแต่ละสำนักข่าว ตั้งแต่ 8 ล้านยูโรจนถึง 10 ล้านยูโรต่อฤดูกาล บวกกับโบนัสตามผลงานและค่าเซ็นสัญญาก้อนใหญ่

วลาโฮวิชเคยเล่นให้เบซิคตัสมาก่อนหรือไม่ A: ไม่เคย นี่คือครั้งแรกที่เขาจะย้ายมาเล่นในซูเปอร์ลีกตุรกี หลังจากค้าแข้งอยู่ในเซเรีย อาของอิตาลีมาตลอดตั้งแต่ปี 2018

ทำไมวลาโฮวิชถึงเลือกกลับไปเล่นให้โค้ชอิตาเลียโน่ A: เพราะอิตาเลียโน่คือโค้ชที่เคยดึงศักยภาพของเขาออกมาได้ดีที่สุดในช่วงที่อยู่ฟิออเรนติน่า ความไว้วางใจและความเข้าใจในตัวนักเตะจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้

วลาโฮวิชเคยยิงกี่ประตูให้ฟิออเรนติน่าในฤดูกาลที่ดีที่สุด A: ในฤดูกาล 2020-21 เขายิงไป 21 ประตูในเซเรีย อา และต่อมายังทำสถิติยิง 27 ประตูภายในปีปฏิทินเดียว เทียบเท่าสถิติเก่าของสโมสรที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 1960

ยูเวนตุสซื้อวลาโฮวิชมาด้วยราคาเท่าไหร่ A: ยูเวนตุสทุ่มเงินคว้าตัวเขามาจากฟิออเรนติน่าในเดือนมกราคม ปี 2022 ด้วยราคา 85.4 ล้านยูโร

เบซิคตัสมีงบประมาณสำหรับตลาดนักเตะเท่าไหร่ในฤดูกาลนี้ A: มีรายงานว่าประธานสโมสรเบซิคตัสเตรียมงบประมาณสำหรับการเสริมทัพไว้สูงถึง 200 ล้านยูโรในช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้

นอกจากวลาโฮวิช เบซิคตัสดึงดาวดังคนไหนมาร่วมทีมอีกบ้าง A: ก่อนหน้านี้เบซิคตัสได้ดึงตัวโมฮาเหม็ด ซาลาห์แบบไร้ค่าตัวจากลิเวอร์พูล และลีอันโดร ทรอสซาร์ดจากอาร์เซน่อลมาร่วมทัพแล้ว

วลาโฮวิชปฏิเสธข้อเสนอจากซาอุดีอาระเบียจริงหรือไม่ A: มีรายงานว่าเขาได้รับข้อเสนอจากสโมสรในซาอุดีอาระเบีย แต่เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะยังต้องการค้าแข้งอยู่ในทวีปยุโรปต่อไป

ดีลนี้จะประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ A: ตามกำหนดการ วลาโฮวิชมีแผนเดินทางถึงอิสตันบูลเพื่อตรวจร่างกายและเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางวันของวันพุธที่ 12 สิงหาคม