เมื่อชายคนหนึ่งรู้ว่านี่คือการแข่งขันสุดท้ายในชีวิต เขาจะเล่นด้วยใจที่ต่างออกไปแค่ไหน? สำหรับ อักเซิ่ล วิตเซล กองกลางวัย 37 ปีของทีมชาติเบลเยียม คำตอบนั้นชัดเจนมาก เขาจะเล่นราวกับว่าเป็นทัวร์นาเมนต์แรกในชีวิต
จากเด็กหนุ่มเมือง Liège สู่ผู้อาวุโสสุดในทีม
เส้นทางของ วิตเซล ในวงการฟุตบอลระดับสโมสรพาเขาเดินทางครอบคลุมเกือบทั้งโลก ตั้งแต่บ้านเกิดที่ Standard Liège, Benfica ในโปรตุเกส, Zenit Saint Petersburg ในรัสเซีย, Tianjin Quanjian ในจีน, Borussia Dortmund ในเยอรมนี, Atlético Madrid ในสเปน ก่อนจะปักหลักอยู่กับ Girona ในปัจจุบัน
แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดในโลก สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือเสื้อสีแดงของทีมชาติเบลเยียม
เขาสวมเสื้อชาติครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 และสะสมสถิติลงสนามให้ทีมชาติมาแล้วถึง 138 นัด ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้เล่นระดับทีมชาติทั่วไป แต่คือกระดูกสันหลังที่ช่วยพยุงทีม ‘ปีศาจแดง’ มาตลอดสองทศวรรษ
ฟุตบอลโลก 2026 ในครั้งนี้ เขาเป็นผู้เล่นอาวุโสสุดในหมู่ 26 แข้งของเบลเยียม คนที่อายุน้อยสุดในทีมนั้นเกิดในปี 2548 ตอนที่ วิตเซล อยู่ในระดับเยาวชนทีมชาติเสียแล้ว นั่นบอกเราได้มากพอเกี่ยวกับสิ่งที่เขาผ่านมาในอาชีพนักเตะ
“จะเล่นเหมือนนี่คือทัวร์นาเมนต์แรก ทั้งที่รู้ว่ามันคือครั้งสุดท้าย”
ประโยคนี้ของ วิตเซล ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนเปิดฉากการแข่งขัน ฟังดูเรียบง่าย แต่หากใครเข้าใจบริบทอย่างแท้จริง มันเต็มไปด้วยความหนักแน่นของนักสู้ที่เข้าใจคุณค่าของเวลา
ผู้เล่นส่วนใหญ่ในวัยเกือบ 40 ปีมักจะลดระดับความทุ่มเทลง ร่างกายไม่เหมือนเดิม ความเร็วลดลง แต่สิ่งที่ วิตเซล มีและไม่อาจซื้อหาได้ด้วยเงินทองคือ “ประสบการณ์และจิตใจ” ที่ผ่านการเดือดดาลในทุกสนามรบสำคัญมาแล้ว
เขาเคยยืนบนสนามในฟุตบอลโลก 2557 ที่บราซิล เคยเห็นเบลเยียมจบอันดับสามในปี 2561 ที่รัสเซีย สนามที่ ‘ปีศาจแดง’ เอาชนะบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และช่วยพิชิตอังกฤษในการชิงอันดับสาม ช่วงเวลาที่สูงสุดของรุ่นทอง
จากนั้นคือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด ฟุตบอลโลก 2565 ที่กาตาร์ เบลเยียมกลับบ้านตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลกพ่ายแพ้ความคาดหวังของตัวเอง
“ยังมีรอยแผลจากฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ อยู่” วิตเซล กล่าวยอมรับ บ่งบอกว่าเขาไม่ได้ลืมความเจ็บปวดนั้น แต่เอามันมาเป็นแรงผลักดัน
สมดุลระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คือกุญแจของเบลเยียม
หนึ่งในประเด็นที่ วิตเซล พูดถึงอย่างตรงไปตรงมาคือเรื่องของการผสมผสานระหว่างผู้เล่นรุ่นเก่าและรุ่นใหม่
รุ่นเก่าที่ยังอยู่: เขา, โธมัส เมอนิเยร์, ติโบล กูร์กตัวส์ (ผู้รักษาประตูระดับโลก), เควิน เดอ บรอยน์ (นักเตะที่ครองสถิติ 117 นัดทีมชาติ) และ โรเมลู ลูกากู กองหน้าที่สะสมมาแล้ว 124 นัดพร้อมประตูระดับตำนาน
รุ่นใหม่ที่มาแรง: เฌเรมี่ โดกู ปีกซ้ายไฟแรงที่สร้างโอกาสได้อย่างอัศจรรย์ในเกมที่ผ่านมา, ชาร์ลส์ เดอ เคตแลร์ กองกลางสร้างสรรค์ที่เพิ่งผ่านฤดูกาลยอดเยี่ยม รวมถึง อามาดู โอนาน่า กองกลางตัวทำลายที่นำพลังทางกายภาพสูงให้ทีม
“มันสำคัญที่จะต้องมีความสมดุล การมีนักเตะรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าที่ผสมผสานกันดีเป็นสิ่งสำคัญมาก รุ่นใหญ่อย่างผมอยู่ที่นี่เพื่อทำให้ชีวิตของนักเตะรุ่นน้องง่ายขึ้น สำหรับฟุตบอลโลก การมีประสบการณ์เพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญเสมอ” เขากล่าวอย่างเต็มอกเต็มใจ
และหลักฐานก็เริ่มปรากฏให้เห็น ในเกมอุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลก เบลเยียมบุกถล่มตูนิเซีย 5-0 โดย โดกู มีส่วนร่วมในโอกาสทำประตูถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ทีมยังยิงได้อย่างน้อย 5 ประตูในแมตช์ 5 ใน 10 เกมล่าสุด ซึ่งทำได้มากเท่ากับ 63 เกมก่อนหน้ารวมกัน ตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
ประวัติศาสตร์ที่รอการเขียน: เบลเยียมกับโรคกลัวแชมป์โลก
ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของเบลเยียมคือเรื่องราวที่เรียกว่า “ขมขื่นเกินพอดี” ชาติที่ผลิตนักเตะระดับโลกได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป แต่ยังไม่เคยได้ยกถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียว
ผลงานดีที่สุดคืออันดับสามในปี 2561 ซึ่งเป็นหลักฐานว่าพวกเขามีศักยภาพ แต่มันก็พิสูจน์ในเวลาเดียวกันว่าพวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านด่านสำคัญในนาทีชี้ขาดได้
ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เบลเยียมอยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับเม็กซิโก, แคนาดา และเปอร์โตริโก ซึ่งถือเป็นสายที่ผ่านเข้ารอบได้ไม่ยากนัก แต่คำถามใหญ่ยังคงเดิมคือ เมื่อถึงรอบน็อกเอาต์ พวกเขาจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่
และสำหรับ วิตเซล ที่รู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้าย คำถามนั้นมีน้ำหนักมากกว่าใครทั้งนั้น
บทเรียนจากตำนาน: สิ่งที่ผู้เล่นวัย 37 ปียังมอบได้
ในยุคที่ฟุตบอลสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะทางกายภาพและความเร็วอย่างยิ่ง การที่ผู้เล่นอายุ 37 ปีอย่าง วิตเซล ยังได้รับเลือกสู่ทีมชาติฟุตบอลโลก มันสะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่าตัวเลขบนกระดาษ
1. การอ่านเกมที่ตกผลึก — ผู้เล่นที่ผ่านสนามมากกว่า 400 นัดระดับสโมสรและ 138 นัดทีมชาตินั้น สมองถูกฝึกมาให้มองเห็นรูปแบบการเล่นได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าใคร เขาไม่ต้องวิ่งหาบอล เพราะเขารู้ว่าบอลจะมาถึงตรงไหน
2. ความเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว — โค้ช รูดี้ การ์เซีย ไม่ได้เลือก วิตเซล เพราะสมรรถนะทางกายอย่างเดียว แต่เพราะเขาคือสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ประสบการณ์ฟุตบอลโลก 3 ครั้งที่ผ่านมาของเขา คือหนังสือเรียนที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมทีมรุ่นน้อง
3. จิตใจที่ผ่านการพิสูจน์ — ในนาทีกดดันสูงสุด ผู้เล่นที่เคยผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในระดับโลกจะมีความมั่นคงทางจิตใจสูงกว่า ความตื่นตระหนกในสนามขนาดใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ วิตเซล ต้องเผชิญอีกต่อไป
ฟุตบอลโลก 2026: บทสุดท้ายของรุ่นทอง
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่บทสุดท้ายของ วิตเซล คนเดียว มันคือบทสุดท้ายของยุคสมัยทั้งยุคสมัย
เมื่อ เดอ บรอยน์, ลูกากู, กูร์กตัวส์ และ วิตเซล เดินออกจากสนามในทัวร์นาเมนต์นี้เป็นครั้งสุดท้าย เบลเยียมจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสี่คนนี้คือรุ่นที่ถูกเรียกขานว่า “รุ่นทอง” ของฟุตบอลเบลเยียม และมันก็น่าเสียดายถ้ายุคนั้นจะจบลงโดยไม่มีถ้วยแชมป์อยู่ในมือ
แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลสวยงาม ความไม่แน่นอน ความเป็นไปได้ที่จะเขียนประวัติศาสตร์ในนาทีที่ไม่มีใครคาดคิด
“การมีอารมณ์ที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ตอนนี้ต้องมีผม!” ประโยคที่ วิตเซล พูดด้วยรอยยิ้มนั้น บอกเราได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อปิดฉากอาชีพ แต่มาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์
37 ปี ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ฝันที่ยังไม่สิ้นสุด อักเซิ่ล วิตเซล พิสูจน์ว่าไฟในใจนักกีฬาไม่มีวันดับลงตามอายุ
