ตำรวจบุกทลายขบวนการรับจำนำรถยนต์ ส่งขายข้ามแดนเมียนมา จับผู้ต้องหา 11 ราย พบผู้เสียหายเพียบ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาย (บช.ก.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หลังจากสำเร็จในการจับกุมขบวนการหลอกลวงรับจำนำรถยนต์ ก่อนนำไปส่งขายยังประเทศเมียนมาผ่านชายแดน ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเป็นการดำเนินการภายใต้ยุทธการ “พิฆาตเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์” ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

เริ่มต้นจากการแจ้งความของผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งได้เดินทางมายังสถานีตำรวจทางหลวงชลบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่ตนเองถูกหลอกลวงจากขบวนการรับจำนำรถยนต์ และได้ดำเนินการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ผู้เสียหายได้ให้การว่า ได้นำรถยนต์ของตนเองยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเรนเจอร์ สีเทา ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ติดต่อจำนำผ่านเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยได้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวบริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตามที่ผู้รับจำนำได้นัดหมายไว้

หลังจากส่งมอบรถยนต์ไปแล้ว ผู้เสียหายได้รับแจ้งจากบุคคลที่รู้จักว่า รถยนต์คันดังกล่าวกำลังจะถูกนำไปส่งขายยังประเทศเมียนมา โดยจะผ่านชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี ผู้เสียหายจึงรีบพยายามติดต่อกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวเพื่อขอไถ่รถคืน แต่ไม่สามารถติดต่อได้เลย จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินการสกัดจับกุมผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบ พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนป้ายทะเบียนแล้ว และได้ถูกนำออกผ่านชายแดนไปยังประเทศเมียนมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่สามารถสกัดกั้นได้ทัน สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับผู้เสียหาย

เปิดโปงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

จากการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรี พบว่าเป็นการกระทำของขบวนการอาชญากรรมที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในการสร้างความน่าเชื่อถือและหารถยนต์ที่มีสเปกตามความต้องการของนายทุนชาวเมียนมา

เมื่อได้รถยนต์ตามที่ต้องการแล้ว ขบวนการจะดำเนินการดัดแปลงรถ เปลี่ยนป้ายทะเบียน และส่งขายข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมาต่อไป ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า สเปกรถยนต์ที่ได้รับความต้องการมากที่สุดจากนายทุนเมียนมา คือรถกระบะ 4 ประตู และรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV

สาเหตุที่รถยนต์ประเภทดังกล่าวเป็นที่ต้องการของนายทุนเมียนมา เนื่องจากจะนำไปใช้ในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือกลุ่มมิจฉาชีพที่ตั้งอยู่ในฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งมักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกล และเหมาะสมกับการใช้รถยนต์เหล่านี้ในการเดินทางและขนย้าย

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การรับจำนำรถยนต์ของขบวนการดังกล่าวจะรับจำนำเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ขายกันในท้องตลาดเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของรถยนต์ แต่เนื่องจากเจ้าของรถส่วนใหญ่ต้องการเงินด่วน จึงยอมตกลงจำนำรถในราคาที่ต่ำมาก โดยไม่รู้ว่ารถของตนจะถูกนำไปขายต่อในราคาที่สูงกว่ามากในประเทศเมียนมา

โครงสร้างการทำงานของขบวนการ

จากการสืบสวนอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน เป็นระบบ และมีความเป็นมืออาชีพสูง โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มที่ 1 : กลุ่มเปิดเพจหรือนายทุน เป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของขบวนการ มีหน้าที่ในการจัดหาเงินทุน สร้างเพจเฟซบุ๊กเพื่อหลอกลวง และติดต่อกับนายทุนชาวเมียนมาเพื่อรับออเดอร์รถยนต์ที่ต้องการ รวมถึงการจัดการด้านการเงินและการแบ่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกในขบวนการ

กลุ่มที่ 2 : กลุ่มรับจ้างหารถหรือรับรถตามจุดต่างๆ เป็นกลุ่มที่มีหน้าที่สำคัญในการหลอกลวงเจ้าของรถ โดยจะติดต่อกับผู้ที่ต้องการจำนำรถผ่านทางออนไลน์ สร้างความน่าเชื่อถือ และนัดหมายรับรถในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ กลุ่มนี้จะมีความชำนาญในการพูดจาและสร้างความมั่นใจให้กับเหยื่อ

กลุ่มที่ 3 : กลุ่มรับจ้างขับรถ เป็นกลุ่มพนักงานขับรถที่มีหน้าที่ขับรถยนต์ที่ได้มาจากการหลอกลวงไปยังจุดที่กำหนด มักจะเป็นการขับไปยังจุดเปลี่ยนป้ายทะเบียนหรือไปยังคลังรถก่อนจะส่งต่อไปยังชายแดน กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้ง

กลุ่มที่ 4 : กลุ่มนายทุนที่รับรถมาส่งยังชายแดน เป็นกลุ่มสำคัญที่มีหน้าที่รับรถยนต์ที่ผ่านการดัดแปลงและเปลี่ยนป้ายทะเบียนแล้ว นำไปส่งยังชายแดนจังหวัดกาญจนบุรีและจุดอื่นๆ เพื่อส่งข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ชายแดน

การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย

หลังจากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดทำข้อมูลและประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรหนองขาม เพื่อดำเนินการขอหมายจับผู้ต้องหาจากศาลจังหวัดชลบุรี ทั้งหมด 12 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลเท็จหรือข้อมูลปลอมโดยมีเจตนาที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ร่วมกันนำเข้าหรือส่งออกของที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปโดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานศุลกากรและซ่องโจร”

กระทั่งวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังพล โดยมีสถานีตำรวจทางหลวงชลบุรีเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับตำรวจทางหลวงจากหลายจังหวัด ได้แก่ ตำรวจทางหลวงกาญจนบุรี, ตำรวจทางหลวงกาฬสินธุ์, ตำรวจทางหลวงขอนแก่น และตำรวจทางหลวงนครปฐม เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งหมด 11 ราย จากผู้ต้องหา 12 ราย โดยมีผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ 1 ราย

รายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ประกอบด้วย นายกฤษณะ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี, นายบุญญาฤทธิ์ อายุ 49 ปี, นางสาวสิริวรรณ อายุ 38 ปี, นางสาวนุศรา อายุ 28 ปี, นางสาวศศิมา อายุ 28 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 30 ปี, นางสาวหนึ่งธิดา อายุ 24 ปี, นายสุภชาติ อายุ 34 ปี, นางสาวกัญญา อายุ 27 ปี, นางสาวบี อายุ 40 ปี และนางสาวรจนา อายุ 59 ปี

โดยผู้ต้องหามีภูมิลำเนาอยู่กระจายตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ 6 ราย, จังหวัดกาญจนบุรี 4 ราย และจังหวัดนครปฐม 1 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของการดำเนินงานของขบวนการที่กระจายไปทั่วหลายจังหวัด

ของกลางและพยานหลักฐาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดของกลางที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นอัลเมร่า สีแดง ทะเบียนจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผู้ต้องหาใช้ในการออกตระเวนหารถยนต์ตามพื้นที่ต่างๆ และใช้ในการรับรถจากผู้เสียหายเพื่อไปส่งมอบให้กับนายทุนที่จะนำไปส่งขายต่อ

นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้รถยนต์ยี่ห้อมาสด้า สีเทา ทะเบียนจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นรถลำเลียงสำหรับนำพารถยนต์ของผู้เสียหายไปยังชายแดน โดยรถคันนี้จะทำหน้าที่เป็นรถนำทางหรือรถติดตามเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งรถยนต์ที่ได้มาจากการหลอกลวงไปยังจุดหมายปลายทาง

ความเสียหายและจำนวนรถยนต์ที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ

จากการขยายผลสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2568 ขบวนการนี้ได้นำรถยนต์จากประเทศไทยส่งขายข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมาจำนวนทั้งสิ้น 8 คัน ซึ่งล้วนเป็นรถยนต์ที่ได้มาจากการหลอกลวงเจ้าของรถที่ต้องการนำรถมาจำนำเพื่อแลกกับเงินสด

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ามีรถยนต์คันอื่นๆ ในเครือข่ายที่กระทำในลักษณะเดียวกัน ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2568 ได้มีการลำเลียงและนำพารถยนต์ไปส่งยังชายแดนเพิ่มเติมอีกจำนวน 17 คัน รวมเป็นจำนวนรถยนต์ที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศทั้งสิ้น 25 คัน ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากรถยนต์แต่ละคันมีมูลค่าอยู่ที่หลักแสนถึงหลายล้านบาท และเจ้าของรถได้รับเงินจำนำเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาตลาดเท่านั้น ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียทรัพย์สินไปอย่างมหาศาล

การดำเนินคดีและการส่งตัวผู้ต้องหา

หลังจากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 11 รายสำเร็จ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมด้วยของกลางที่ยึดได้ ส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะนี้ผู้ต้องหาทุกรายได้ถูกควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำผู้ต้องหาแต่ละรายอย่างละเอียด เพื่อขยายผลจับกุมตัวผู้ต้องหาอีก 1 รายที่ยังหลบหนีการจับกุมอยู่ รวมถึงการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมนายทุนระดับสูงและผู้ประสานงานในฝั่งประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทุกรายจะถูกดำเนินคดีในความผิดหลายข้อหา ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมาย โดยความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานอื่นๆ ก็มีโทษที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของการกระทำความผิด

มาตรการป้องกันและคำเตือนสำหรับประชาชน

จากกรณีนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจทางหลวงได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการนำรถยนต์ไปจำนำผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ที่ไม่มีหน้าร้านจริง

ทางเจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากมีความจำเป็นต้องจำนำรถยนต์ ควรติดต่อกับสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือร้านรับจำนำที่มีใบอนุญาตและมีหน้าร้านที่ชัดเจน ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ให้ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่ต้องตรวจสอบเอกสารมาก เพราะอาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ

นอกจากนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการรับจำนำรถยนต์ที่ผิดปกติ หรือหากตนเองตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในลักษณะนี้ ควรรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อที่จะได้ดำเนินการสืบสวนและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จของยุทธการพิฆาตเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

การจับกุมขบวนการรับจำนำรถยนต์ส่งขายข้ามแดนในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของยุทธการ “พิฆาตเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์” ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ริเริ่มขึ้น เพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ในการหลอกลวงประชาชน

พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ทางหน่วยงานจะเร่งขยายผลการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ รวมถึงตัวการสำคัญและนายทุนระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ทั้งในประเทศไทยและในประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางยังได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร กองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคอมพิวเตอร์ และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อติดตามเฝ้าระวังและปิดล้อมเครือข่ายอาชญากรรมที่คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเมียนมา เพื่อดำเนินการติดตามและสกัดกั้นรถยนต์ที่ถูกลักลอบนำเข้าไปในประเทศ และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในฝั่งประเทศเมียนมาด้วย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากในทางปฏิบัติเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและอำนาจการบังคับใช้กฎหมายข้ามประเทศ

บทสรุป

การจับกุมขบวนการรับจำนำรถยนต์ส่งขายข้ามแดนเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมอย่างมาก เนื่องจากเป็นรูปแบบอาชญากรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดได้ถึง 11 รายจาก 12 ราย ในระยะเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพของหน่วยงานในการปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานตำรวจจากหลายจังหวัดที่ประสานงานกันได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีมากมายในปัจจุบัน ประชาชนควรตระหนักและระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะการจำนำหรือขายทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ควรติดต่อกับสถาบันที่เชื่อถือได้และมีหน้าร้านจริง ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ดูดีเกินจริง และหากพบเห็นหรือตกเป็นเหยื่อควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางยืนยันว่า จะดำเนินการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่และขยายผลไปยังขบวนการอื่นๆ ที่อาจมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกับทางราชการในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้