กรณีดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณช่วงบ่าย ณ บริเวณริมถนนสุขุมวิท ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อกเต็มใบเข้าหานักท่องเที่ยวชาวอินเดียสองราย และแอบอ้างตัวเองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะขอตรวจค้นและเรียกดูเอกสารพาสปอร์ต จากนั้นก็ได้ชิงเงินสดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 300 ดอลลาร์ไปจากผู้เสียหาย ก่อนจะหลบหายไปอย่างรวดเร็ว
ผู้เสียหายเดินทางแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่
หลังจากเกิดเหตุการณ์ประมาณสี่วัน นายกาแกนดีป ซิงห์ (Mr. Gaganddeep Singh) อายุ 32 ปี และนายพราบดีป ซิงห์ (Mr. Prabhdeep Singh) อายุ 20 ปี นักท่องเที่ยวชาวอินเดียทั้งสองราย ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรบางละมุงเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กับ ร้อยตำรวจโท อภินันท์ ศรีทองรุ่งทิพย์ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบางละมุง
ผู้เสียหายทั้งสองรายให้การว่า ขณะที่กำลังเดินเที่ยวชมเมืองพัทยาบริเวณถนนสุขุมวิท มีชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์มาจอดขวางทาง ชายทั้งสองสวมหมวกกันน็อกเต็มใบปิดหน้ามิดชิด และได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งขอตรวจค้นตัวและขอดูเอกสารพาสปอร์ต เมื่อผู้เสียหายหยิบพาสปอร์ตให้ดู ผู้ต้องหาก็ได้เอาเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าเงินของผู้เสียหายไป โดยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 300 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป จากนั้นผู้ต้องหาทั้งสองก็รีบขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปทันที ทำให้ผู้เสียหายตกใจและไม่สามารถทำอะไรได้ทันเวลา
เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น
หลังจากได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย พันตำรวจโท กรณ์พงษ์ สุขวิสิฏฐ์ รองผู้กำกับการกองกำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรบางละมุง ได้มีคำสั่งการให้ พันตำรวจโท วุฒิพงษ์ กาสา สารวัตรกองกำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรบางละมุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลและติดตามจับกุมผู้ต้องหาให้ได้โดยเร็ว
ทีมสืบสวนได้เริ่มต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด (CCTV) ในบริเวณที่เกิดเหตุและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งพบภาพชัดเจนของรถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาใช้ในการก่อเหตุ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นรถเช่าจากร้านเช่ารถภายในซอยนาเกลือ 16 ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเมืองพัทยา
ร่องรอยจากกล้องวงจรปิดนำไปสู่ตัวผู้ต้องหา
จากการติดตามกล้องวงจรปิดอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าหลังจากก่อเหตุ ผู้ต้องหาได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปยังร้านแลกเงินตราบริเวณเขาพระตำหนัก พัทยา เพื่อนำเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปล้นมาได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทย กล้องวงจรปิดของร้านแลกเงินได้บันทึกภาพของผู้ต้องหาไว้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงใบหน้าและรูปร่างลักษณะของบุคคลที่นำเงินดอลลาร์มาแลกเปลี่ยน
จากนั้นผู้ต้องหาได้นำรถจักรยานยนต์เช่ากลับไปส่งคืนที่ร้านเช่ารถในซอยนาเกลือ 16 ตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่รอบคอบของผู้ต้องหา แต่กลับกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวได้ในที่สุด
การบุกจับกุมผู้ต้องหาคาร้านอาหาร
หลังจากติดตามและรวบรวมหลักฐานต่างๆ อย่างครบถ้วน ในวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ชุดเจ้าหน้าที่สืบสวนได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องหาเป็นชาวอิหร่าน และพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณซอยเย็นสบาย พัทยาใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าว และพบบุคคลที่มีรูปร่างลักษณะตรงตามที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดอยู่ภายในร้านอาหารประจำชาติของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแห่งหนึ่งในย่านพัทยาใต้
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวและดำเนินการตรวจค้นจับกุมตัวผู้ต้องหา ก่อนที่จะควบคุมตัวกลับมายังสถานีตำรวจภูธรบางละมุงเพื่อดำเนินการสอบสวน จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาชื่อ นายนูเรดดิน (Mr. Noureddin Morteza Imanai) อายุ 43 ปี สัญชาติอิหร่าน
การสอบสวนและการให้การของผู้ต้องหา
ในการสอบสวนเบื้องต้นที่สถานีตำรวจภูธรบางละมุง นายนูเรดดิน มอร์เทซา อิมานาอี ผู้ต้องหาชาวอิหร่าน ได้ให้การว่าในวันที่เกิดเหตุตนได้ไปกับเพื่อนคนหนึ่ง แต่การก่อเหตุครั้งนี้เป็นฝีมือของเพื่อนคนนั้น ไม่ใช่ตนเอง โดยพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเอกสารเดินทางของผู้ต้องหาและพบว่า พาสปอร์ตของนายนูเรดดินมีสถานะที่ผิดกฎหมาย โดยอยู่เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายอนุญาตถึง 39 วัน ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศไทยอีกประการหนึ่ง
เจ้าหน้าที่เชื่อมั่นในหลักฐาน
แม้ว่าผู้ต้องหาจะปฏิเสธความผิดและอ้างว่าเป็นฝีมือของเพื่อน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนไม่เชื่อตามคำให้การของผู้ต้องหา เนื่องจากมีหลักฐานที่ชัดเจนจากกล้องวงจรปิดของร้านแลกเงินตรา แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่นำเงินดอลลาร์สหรัฐไปแลกเปลี่ยนในวันเกิดเหตุคือนายนูเรดดิน ผู้ต้องหาเอง ไม่ใช่บุคคลอื่น
นอกจากนี้ หลักฐานจากร้านเช่ารถจักรยานยนต์ก็ยืนยันว่านายนูเรดดินเป็นผู้เช่ารถในวันเกิดเหตุและเป็นผู้นำรถมาคืนหลังจากนั้น รวมทั้งรูปพรรณสัณฐานและร่างกายของผู้ต้องหาก็ตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิดหลายจุดที่บันทึกไว้
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงมั่นใจว่านายนูเรดดินเป็นผู้ก่อเหตุคนหนึ่ง หรืออาจเป็นผู้ก่อเหตุหลัก และได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข้อหาทางกฎหมายที่ผู้ต้องหาต้องรับผิดชอบ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ต้องหามีความผิดหลายประการ ได้แก่ ความผิดฐานแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดแอบอ้างว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน หรือใช้ยศ ตำแหนง หรือเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 ที่กำหนดว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นส่งมอบทรัพย์สินให้ หรือเพื่อให้บุคคลนั้นทำ ละเว้น หรือยอมให้กระทำการใดๆ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท”
รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในกรณีที่อยู่เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายอนุญาต ซึ่งอาจมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และอาจถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักร
ผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวพัทยา
เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในพื้นที่พัทยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมืองพัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี การเกิดอาชญากรรมโดยเฉพาะที่มีลักษณะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างมาก
ทั้งนี้ การที่ผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ต้องหายังมีสถานะการพักอาศัยที่ผิดกฤหมายอีกด้วย
การป้องกันและแนวทางในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
หลังจากเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาแนะนำมาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและวิธีการปฏิบัติเมื่อพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แท้จริงจะมีบัตรประจำตัวและจะปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่มีการเรียกเงินหรือชิงทรัพย์สินจากประชาชนหรือนักท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวควรระมัดระวังและหากมีความสงสัยสามารถติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของตำรวจท่องเที่ยว หรือศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ การเดินทางในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น การระวังทรัพย์สินส่วนตัว และการไม่โชว์ของมีค่าอย่างเปิดเผย ก็เป็นวิธีการป้องกันที่นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติ
บทบาทของเทคโนโลยีในการติดตามผู้กระทำความผิด
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระบบกล้องวงจรปิดในการช่วยเหลือการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรม โดยกล้อง CCTV ได้บันทึกภาพการเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาตั้งแต่การก่อเหตุ การนำเงินไปแลกเปลี่ยน ไปจนถึงการนำรถเช่าไปคืน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยได้พัฒนาไปอย่างมาก มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆ ทั่วเมืองพัทยา รวมทั้งมีการเชื่อมต่อระบบกล้องเข้ากับศูนย์ควบคุมของตำรวจ ทำให้สามารถติดตามเหตุการณ์และประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือจากภาคประชาชนและผู้ประกอบการ
ความสำเร็จในการจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้ยังมีส่วนสำคัญจากความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะร้านเช่ารถจักรยานยนต์และร้านแลกเงินตราที่ให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่ รวมทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพของสถานประกอบการต่างๆ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสหากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย โดยสามารถแจ้งความผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลข 1155 หรือสายด่วนตำรวจ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
การดำเนินคดีและบทเรียนที่ได้รับ
ปัจจุบันนายนูเรดดิน มอร์เทซา อิมานาอี ผู้ต้องหาชาวอิหร่าน ถูกควบคุมตัวไว้ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางละมุง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ยังคงสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาตัวผู้ต้องหารายที่สองที่ยังคงลอยนวล และเพื่อตรวจสอบว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้ก่ออาชญากรรมในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนหรือไม่
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคนต่างชาติที่เข้ามาในพื้นที่ การติดตามผู้ที่อยู่เกินกำหนด และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับสิทธิและวิธีการป้องกันตนเองจากอาชญากรรม
นอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือเชื้อชาติของผู้กระทำผิด ทุกคนที่ก่ออาชญากรรมในประเทศไทยจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม
ทางสถานีตำรวจภูธรบางละมุงขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวทุกท่านในการระมัดระวังทรัพย์สินและความปลอดภัยส่วนตัว พร้อมทั้งขอให้แจ้งเบาะแสหรือเหตุการณ์ที่น่าสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ทราบทันที เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้เมืองพัทยายังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและน่าเที่ยวชมสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่อไป