5 ตัวเต็งที่อาจเป็นคนคุมปีศาจแดงต่อไปของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังอโมริมสิ้นสุดโครงการแค่ปีเศษ

บรรยากาศที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดในตอนนี้เปรียบเสมือนเรือยักษ์ที่กำลังเผชิญพายุโหมกระหน่ำ หลังจากที่ทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจเด็ดขาดประกาศปลดรูเบน อโมริมออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างกะทันหัน ภายหลังเสมอลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ที่เอลแลนด์ โรด ปิดฉากอำนาจการบริหารทีมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดของอดีตกุนซือสปอร์ติ้ง ลิสบอนเอาไว้เพียง 14 เดือนเท่านั้น

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทของความวุ่นวายที่ผู้บริหารปีศาจแดงสร้างขึ้นหลังยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยุติลง โดยอโมริมคือกุนซือคนที่ 6 ที่ไม่สามารถฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของยุคทองคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ ทิ้งให้แมนฯ ยูฯ ติดอยู่ในอันดับ 13 ของพรีเมียร์ลีก ห่างจากโซนยุโรปคัพถึง 11 คะแนน ซึ่งเป็นฟอร์มที่ต่ำกว่าความคาดหวังอย่างมหาศาล

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ สโมสรได้แต่งตั้งดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตหัวหอกศูนย์กลางผู้เล่นให้ทีมมากกว่า 340 นัดในช่วงยุคทองเฟอร์กี้ ขึ้นบริหารทีมชั่วคราว และจะได้ทดสอบฝีมือกับการบุกไปเยือนเบิร์นลีย์ในศึกเอฟเอคัพ รอบที่สาม ในวันที่ 7 มกราคมนี้ เป็นนัดแรก

ขณะที่แวดวงสื่อมวลชนฟุตบอลทั่วโลกต่างจับตามองว่าใครจะเป็นคนต่อไปที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารให้มาจัดการทีมอันเป็นตำนานแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ โดยล่าสุดมีชื่อของผู้จัดการทีม 5 ราย ที่ถูกจับตามองว่าอาจเป็นคนที่จะมานั่งบัญชาการทัพปีศาจแดงในฤดูกาลหน้า และนี่คือรายละเอียดเชิงลึกของทั้ง 5 ตัวเต็ง พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ในทุกมิติ

1. โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ – กุนซือมือหนึ่งที่พร้อมหลุดพ้นจากคริสตัล พาเลซ

ผู้ทำงานชาวออสเตรียวัย 51 ปีคนนี้ถือเป็นเต็งลำดับหนึ่งในการมาคุมแมนฯ ยูฯ ในขณะนี้ ด้วยประวัติการทำงานที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาคุมไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ตคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกในฤดูกาล 2021-22 ด้วยการเอาชนะเรนเจอร์สในนัดชิงชนะเลิศด้วยจุดโทษ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปิติยินดีที่ราม่อน ซานเชซ พิซฆวน สเตเดี้ยม เซบีญ่า

กลาสเนอร์เป็นผู้นำทีมด้วยรูปแบบการเล่นที่เน้นการกดตีบเร็วในพื้นที่สูง มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีระหว่างเกมได้ชัดเจน และเก่งในการพัฒนาฟอร์มของนักเตะรายบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่แมนฯ ยูฯ ต้องการในขณะนี้ นั่นคือการฟื้นฟูความมั่นใจของขุมกำลังที่กำลังหดหู่ และสร้างเอกลักษณ์การเล่นที่ชัดเจน

ปัจจุบันเขากำลังทำงานกับคริสตัล พาเลซ แต่กำลังจะหมดสัญญาในช่วงปลายฤดูกาลนี้ ซึ่งหมายความว่าแมนฯ ยูฯ สามารถเจรจาค่าชดเชยที่ไม่สูงมากนัก หรืออาจรอให้หมดสัญญาก่อนก็ได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเขาไม่มีประสบการณ์ในการบริหารทีมขนาดใหญ่ระดับแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างสม่ำเสมอ และการทำงานในลีกอังกฤษก็ยังถือเป็นบททดสอบใหม่สำหรับเขา

2. เอ็นโซ่ มาเรสก้า – กุนซือหนุ่มที่เพิ่งหลุดจากสะเก็ดเชลซี

ชื่อที่ร้อนแรงรองลงมาคือเอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือชาวอิตาลี-สเปนวัย 45 ปี ที่เพิ่งถูกเชลซีประกาศปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ หลังทำงานมาได้ไม่ถึง 2 ฤดูกาล แม้จะประสบความสำเร็จในการพาทีมกลับเข้าสู่โซนยุโรปได้ แต่ก็ไม่สามารถสร้างความมั่นคงในฟอร์มได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้บอร์ดบลูส์ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง

มาเรสก้าเคยทำงานภายใต้ร่มเงาของเป๊ป กวาร์ดิโอลาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมและโค้ชทีมเยาวชน ซึ่งทำให้เขาซึมซับหลักการเล่นแบบพอเซสชันฟุตบอลได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงมีความเข้าใจในระบบการบีบพื้นที่สูงและการสร้างโครงสร้างแผนการเล่นในทุกโซนของสนามได้ดี ซึ่งอาจเป็นหนทางหนึ่งในการฟื้นฟูสไตล์การเล่นของแมนฯ ยูฯ ให้กลับมามีเอกลักษณ์ที่ทันสมัย

ประเด็นที่น่าสนใจคือมาเรสก้ายังมีช่วงอายุที่เหมาะสมและพร้อมสำหรับความท้าทายครั้งใหม่ เขาเป็นคนที่กล้าคิดกล้าทดลองกับการปรับแผนการเล่น และมีความรู้สึกทางการยุทธวิธีที่แหลมคม อย่างไรก็ตาม ผลงานที่เชลซีอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของบอร์ดแมนฯ ยูฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ความมั่นคงของผลงานระยะยาว

3. ชาบี เอร์นานเดซ – ตำนานบาร์ซ่าที่ว่างงานพร้อมเปิดศักราชใหม่

ชาบี เอร์นานเดซ อดีตกุนซือบาร์เซโลน่าวัย 45 ปี ถือเป็นหนึ่งในชื่อที่น่าสนใจที่สุด แม้จะเพิ่งถูกปลดจากบาร์ซ่าไปในฤดูกาลที่แล้วก็ตาม เพราะเขาเคยประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ลาลีกากับบาร์ซ่า และยังคงมีชื่อเสียงในฐานะนักเตะในตำนานของฟุตบอลโลก ผู้ครองบอลและควบคุมจังหวะเกมได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงยุคทองของทีมชาติสเปนและบาร์เซโลน่า

รูปแบบการเล่นของชาบีในฐานะผู้จัดการทีมเน้นการครองบอล การเคลื่อนไหลของนักเตะที่ไม่มีบอลเพื่อสร้างพื้นที่ช่องว่าง และการสร้างความกดดันตลอดเกม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความสวยงามและมีประสิทธิภาพ แต่ต้องการเวลาในการปลูกฝังและนักเตะที่เข้าใจหลักการเล่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจเป็นความท้าทายสำหรับทีมที่กำลังตกต่ำอย่างแมนฯ ยูฯ ในขณะนี้

สถานะว่างงานของชาบีทำให้เขาพร้อมจะรับงานใหม่ได้ทันที และอาจเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองในลีกที่แข็งแกร่งอย่างพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การทำงานของเขาส่วนใหญ่อยู่ในลาลีกาและลีกในตะวันออกกลาง การปรับตัวเข้ากับความเข้มข้นและความกดดันในแบบพรีเมียร์ลีกอาจเป็นอีกหนึ่งทดสอบสำหรับเขา

4. โลร็องต์ บล็องก์ – อดีตสุภาพบุรุษแห่งปีศาจแดงที่มีใจสู้แกร่งกล้า

โลร็องต์ บล็องก์ อดีตแข้งตัวยงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุค 90 วัย 60 ปี เป็นชื่อที่มีน้ำหนักทางอารมณ์และความผูกพันกับสโมสรอย่างมาก เขาเคยลงเล่นให้ปีศาจแดงมากกว่า 200 นัด ในช่วงปี 1992-1997 และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในยุคแรกๆ ภายใต้การนำของเฟอร์กูสัน

นอกจากนี้ บล็องก์ยังมีประสบการณ์ในการเป็นผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศส พาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ก่อนจะพ่ายให้กับอิตาลีในจุดโทษอย่างน่าเสียดาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการทีมในระดับสูงสุด และมีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันจากสื่อมวลชนและแฟนบอล

รูปแบบการฝึกสอนของบล็องก์เน้นความมีระเบียบวินัยในการรักษาทรงตัวของทีม การป้องกันที่มีความแข็งแกร่ง และการเปิดเกมรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่แมนฯ ยูฯ ต้องการในขณะนี้คือความมั่นคงทางโครงสร้าง ประเด็นคำถามสำคัญคือในวัย 60 ปีแล้ว เขายังมีพลังและความทันสมัยในแนวคิดการฝึกสอนเพียงพอหรือไม่ และการที่เขาเคยเป็นคนของแมนฯ ยูฯ อาจทำให้เกิดแรงกดดันทางอารมณ์ที่มากเกินไปได้

5. แกเร็ธ เซาธ์เกต – สุภาพบุรุษผู้นำอังกฤษเกือบจะถึงฝัน

แกเร็ธ เซาธ์เกต อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษวัย 54 ปี ผู้พาทัพราชสีห์คำรามเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย และรอบชิงชนะเลิศยูโร 2020 และยูโร 2024 ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติอังกฤษในรอบหลายสิบปี แม้จะยังไม่สามารถคว้าแชมป์มาครองได้สักครั้ง แต่เขาได้สร้างวัฒนธรรมของความสามัคคีและการเล่นเป็นทีมอย่างแท้จริง

เซาธ์เกตเป็นผู้จัดการทีมที่มีความสงบเยือกเย็น มีความรอบคอบในการตัดสินใจ และเก่งในการจัดการอารมณ์ของผู้เล่นและบรรยากาศภายในทีม รูปแบบการเล่นของเขาเน้นความมั่นคงในแนวรับก่อน และค่อยๆ สร้างโอกาสในการทำประตูอย่างแม่นยำ ซึ่งอาจไม่ใช่สไตล์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด แต่มีประสิทธิภาพในการทำผลงาน

ข้อดีของเซาธ์เกตคือเขามีประสบการณ์ในการทำงานภายใต้แรงกดดันสูงสุดในเวทีระดับโลก และมีความเข้าใจในวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจช่วยให้เขาสามารถจัดการกับแรงกดดันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้ดี อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีมสโมสรมาระยะหนึ่งแล้ว และความสามารถในการจัดการกับตลาดซื้อขายนักเตะและเกมทุกสัปดาห์ในลีกอาจเป็นความท้าทายใหม่สำหรับเขา

มิติสำคัญที่บอร์ดแมนฯ ยูฯ ต้องพิจารณา

การเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดอนาคตของสโมสรในระยะยาว บอร์ดผู้บริหารต้องพิจารณาหลายปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์การเล่นที่ชัดเจน การจัดการกับนักเตะดาวรุ่งและซูเปอร์สตาร์ที่มีราคาสูง ความสามารถในการทำงานร่วมกับแผนกสอดแนมและพัฒนาผู้เล่น และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันจากสื่อมวลชนและแฟนบอลที่คาดหวังสูง

ปัจจุบันแมนฯ ยูฯ ติดอันดับ 13 ของพรีเมียร์ลีก ห่างจากโซนยุโรปคัพถึง 11 คะแนน ซึ่งหมายความว่าการฟื้นฟูทีมให้กลับมาแข่งขันในระดับท็อปโฟร์อาจต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งฤดูกาล กุนซือคนใหม่จะต้องมีความอดทนและวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบอร์ดผู้บริหารและแฟนบอล

นอกจากนี้ การจัดการกับขุมกำลังที่มีทั้งนักเตะรุ่นเก๋าและรุ่นหนุ่มก็เป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างการให้โอกาสกับดาวรุ่งจากสถาบันการฝึกนักเตะเยาวชนและการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในตลาดซื้อขายนักเตะ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแมนฯ ยูฯ มีประวัติในการใช้เงินซื้อนักเตะอย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ผลกระทบต่ออันดับคะแนนและทิศทางในอนาคต

การปลด รูเบน อโมริม และการแต่งตั้งกุนซือคนใหม่จะส่งผลกระทบต่อแมนฯ ยูฯ ในหลายมิติ ในระยะสั้น ทีมอาจได้รับพลังใหม่จากการเปลี่ยนผู้บัญชาการ ซึ่งเรียกว่า “new manager bounce” ที่มักเกิดขึ้นในฟุตบอล แต่ในระยะยาว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่ากุนซือคนใหม่สามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงและพัฒนาทีมได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

หากเลือกกุนซือที่เน้นการครองบอลและสร้างเกมอย่างชาบีหรือมาเรสก้า อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวและอาจต้องลงทุนซื้อนักเตะที่เหมาะสมกับระบบ แต่ถ้าเลือกกุนซือที่เน้นความมั่นคงและความเป็นระเบียบอย่างบล็องก์หรือเซาธ์เกต อาจได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นแต่อาจขาดความน่าตื่นเต้นในระยะยาว

สิ่งที่แน่นอนคือแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าบอร์ดผู้บริหารจะเลือกใครเป็นผู้นำทีมในยุคต่อไป และพวกเขาหวังว่าครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่จะนำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังจากที่ล่องลอยในความไม่แน่นอนมานานกว่าทศวรรษ

ทั้งหมดนี้คือมิติทางยุทธวิธี ประสบการณ์ และความเหมาะสมของทั้ง 5 ตัวเต็งที่อาจมาเป็นผู้นำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุคใหม่ คำถามสำคัญคือใครจะเป็นผู้โชคดีที่จะได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดผู้บริหาร และสามารถฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของปีศาจแดงได้อย่างยั่งยืน เราคงต้องติดตามกันต่อไปในสัปดาห์ข้างหน้า