ดีน เฮาเซ่น เพิ่งได้รับสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการได้สวมเสื้อหมายเลข 4 ของ เรอัล มาดริด หมายเลขที่ผูกติดอยู่กับตำนานกองหลังของสโมสรมาหลายทศวรรษ และที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือหมายเลขเดียวกับไอดอลในวัยเด็กอย่าง เซร์คิโอ รามอส แต่เบื้องหลังความสุขที่เขาโพสต์ลงอินสตาแกรมนั้น มีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น ทั้งการอำลาของทหารผ่านศึกที่เคยครองเบอร์นี้มาห้าปี การเปลี่ยนแปลงกุนซือครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปีของสโมสร และแรงกดดันมหาศาลที่มาพร้อมกับตัวเลขเพียงหลักเดียวบนหลังเสื้อสีขาว
ประกาศอย่างเป็นทางการ ความฝันที่เป็นจริงหลังรอคอยมานานกว่าหนึ่งปี
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เรอัล มาดริด ประกาศรายชื่อหมายเลขเสื้อประจำฤดูกาล 2026-27 อย่างเป็นทางการโดยเฮาเซ่นได้รับหมายเลข 4 ร่วมกับกองหลังคนอื่นๆ อย่างอาเซนซิโอเบอร์ 2 มิลิเตาเบอร์ 3 เทรนต์เบอร์ 12 คูนาเตเบอร์ 16 คูร์เซยาเบอร์ 17 การ์เรราสเบอร์ 18 รือดิเกอร์เบอร์ 22 เมนดี้เบอร์ 23 และดัมฟรีส์เบอร์ 24 ทันทีที่ทราบข่าว กองหลังหนุ่มวัย 21 ปีก็โพสต์ข้อความยาวลงอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อแสดงความรู้สึก โดยระบุว่าการได้สวมเสื้อหมายเลขนี้คือความฝันของเขามาตั้งแต่เด็ก และย้อนความหลังถึงผู้เล่นทุกคนที่เคยสวมเบอร์ 4 มาก่อนหน้าเขา ทั้งเฟร์นานโด เอียร์โร่ เซร์คิโอ รามอส และดาวิด อลาบา พร้อมกล่าวขอบคุณสโมสร ประธานสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลที่ให้โอกาสนี้กับเขา
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแฟนบอลที่ติดตามเฮาเซ่นมาตั้งแต่วันแรกที่เขาย้ายมาซานติอาโก เบร์นาเบว เพราะย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2025 ตอนที่เขาเพิ่งเซ็นสัญญากับมาดริด เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเลือกใช้เบอร์ 24 เพราะเป็นเบอร์ที่ว่างในตอนนั้น แต่หากเบอร์ 4 ว่างลงเมื่อไหร่ในอนาคต การได้สวมมันจะเป็นเรื่องพิเศษมาก นั่นหมายความว่าเขารอคอยโอกาสนี้มานานกว่าหนึ่งปีเต็ม ก่อนที่ความฝันจะกลายเป็นจริงในที่สุด
ย้อนรอยเบอร์ 4 เบร์นาเบว จากเอียร์โร่ถึงรามอส มรดกที่หนักอึ้งที่สุดในแผงหลัง
การสวมเบอร์ 4 ที่ เรอัล มาดริด ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหมายเลขนี้ถูกส่งต่อกันมาจากตำนานกองหลังระดับโลกสามคนติดต่อกัน คนแรกคือ เฟร์นานโด เอียร์โร่ ผู้เกิดที่เบเลซ-มาลากา เมืองใกล้เคียงกับบ้านเกิดของเฮาเซ่นเอง เอียร์โร่อยู่กับมาดริดนานถึง 14 ปีระหว่างปี 1989-2003 และได้เป็นกัปตันทีมในช่วงสามปีสุดท้ายเขาลงเล่นให้สโมสรรวม 601 นัด ทำได้ 127 ประตู ถือเป็นหนึ่งในกองหลังที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล พร้อมคว้าแชมป์ลาลีกา 5 สมัยและแชมป์ยุโรป 3 สมัยร่วมกับสโมสร
คนต่อมาคือ เซร์คิโอ รามอส ผู้ที่กลายเป็นชื่อที่ผูกติดกับเบอร์ 4 มากที่สุดในความทรงจำของแฟนบอลยุคใหม่ รามอสย้ายมาจากเซบีย่าในปี 2005 และอยู่กับมาดริดยาวนานถึง 16 ฤดูกาลลงเล่นให้สโมสร 671 นัด ทำประตูได้ถึง 101 ลูก ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งมากสำหรับผู้เล่นตำแหน่งกองหลัง เขาคว้าแชมป์รวมกัน 22 รายการกับสโมสร รวมถึงแชมป์แชมเปียนส์ลีก 4 สมัยและลาลีกา 5 สมัย และเป็นเจ้าของประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 93 ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกปี 2014 ที่ลิสบอน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่คนจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร รามอสออกจากทีมในปี 2021 หลังหมดสัญญาและย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง
จากนั้นเบอร์ 4 ก็ตกไปอยู่ในมือของ ดาวิด อลาบา กองหลังชาวออสเตรียที่ย้ายมาแบบไร้ค่าตัวจากบาเยิร์น มิวนิค ในปีเดียวกัน โดยมีรายงานว่าอลาบาถึงขั้นขอพรจากรามอสก่อนตัดสินใจสวมเบอร์นี้ต่อ แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักของหมายเลขนี้ในสายตาผู้เล่นเองก็ไม่ธรรมดา
เส้นทางของเฮาเซ่น จากอัมสเตอร์ดัมสู่มาลากา และการกลับบ้านในนามทีมชาติสเปน
แม้จะเติบโตมาในสเปนและเป็นทีมชาติสเปนในวันนี้ แต่จุดเริ่มต้นของเฮาเซ่นแท้จริงแล้วอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2005 ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาปักหลักที่เมืองมาร์เบยา ประเทศสเปนตั้งแต่เขาอายุเพียง 5 ขวบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเป็นครั้งแรก ก่อนจะย้ายเข้าสู่อคาเดมีของสโมสรมาลากา นี่คือเหตุผลที่ในโพสต์อินสตาแกรมของเขา เขาถึงพูดถึงเอียร์โร่ว่า “รู้สึกพิเศษกว่า” เพราะมาจากมาลากาเหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วเขาเกิดที่เนเธอร์แลนด์ แต่ผูกพันกับแคว้นอันดาลูเซียมาตั้งแต่วัยเด็กจนหล่อหลอมตัวตนความเป็นนักเตะของเขา
ในวัย 16 ปี เขาตัดสินใจออกจากมาลากาเพื่อไปร่วมทีมยูเวนตุส โดยให้เหตุผลว่าต้องการพัฒนาเกมรับของตัวเองให้ดีขึ้น ทีมจากตูรินจ่ายค่าตัวเพียงหลักแสนยูโรเท่านั้นสำหรับเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีใครรู้จักในตอนนั้น เขาใช้เวลาสองฤดูกาลครึ่งไต่เต้าในระบบเยาวชนและทีมสำรองของยูเวนตุส ก่อนถูกส่งไปยืมตัวเล่นให้โรม่าในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2023-24 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพ เพราะที่นั่นเขาได้ทำงานภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้ที่ชื่นชมความสามารถของเขาอย่างมาก และเชื่อว่าเฮาเซ่นจะกลายเป็นกองหลังระดับท็อปของยุโรปในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ เพราะมูรินโญ่กลับมาคุมทีมเรอัล มาดริด อย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และตอนนี้กลายเป็นผู้จัดการทีมของเฮาเซ่นโดยตรงในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ฤดูกาล 2024-25 เฮาเซ่นย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกกับบอร์นมัธด้วยค่าตัวราว 15 ล้านยูโรและกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของลีกฤดูกาลนั้น ด้วยผลงาน 34 นัดในทุกรายการและทำประตูได้ 3 ลูก ช่วยให้บอร์นมัธทำคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรในพรีเมียร์ลีก เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย ระหว่างช่วงเวลานี้เองที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติทีมชาติจากเนเธอร์แลนด์มาเป็นสเปน หลังได้รับสัญชาติสเปนในปี 2024 และลงเล่นให้ทีมชาติสเปนนัดแรกในเดือนมีนาคม 2025
ผลงานที่โดดเด่นทำให้หลายสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเชลซี ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล และนิวคาสเซิล ต่างสนใจตัวเขา แต่สุดท้ายเรอัล มาดริด ก็เป็นฝ่ายที่ได้ตัวไปครองด้วยการจ่ายค่าฉีกสัญญาราว 50 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 59.5 ล้านยูโร ทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรทันที พร้อมเซ็นสัญญาห้าปีถึงเดือนมิถุนายน 2030 นับเป็นการเดินทางที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่งสำหรับเด็กหนุ่มที่เพิ่งออกจากมาลากาด้วยค่าตัวไม่ถึงล้านยูโรเมื่อห้าปีก่อน
ทำไมเบอร์ 4 ถึงว่าง ปิดฉากยุคอลาบาที่เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ
เหตุผลที่เบอร์ 4 ว่างลงให้เฮาเซ่นได้ครอบครองในที่สุดนั้น มาจากการที่ ดาวิด อลาบา ออกจากสโมสรอย่างเป็นทางการหลังหมดสัญญาในเดือนมิถุนายน 2026 ตลอดสี่ฤดูกาลหลังของเขาที่เบร์นาเบว อลาบาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะการฉีกเอ็นไขว้หน้าเข่าในเดือนธันวาคม 2023 ที่ทำให้เขาต้องพักรักษาตัวนานถึง 13 เดือน ก่อนจะกลับมาเจอปัญหากล้ามเนื้อและหมอนรองกระดูกฉีกอีกครั้งจนพลาดฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ตัวเลขการลงสนามของเขาลดลงเรื่อยๆ จาก 17 นัดในฤดูกาล 2023-24 เหลือเพียง 14 และ 15 นัดในสองฤดูกาลถัดมา จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับที่ห้าในตำแหน่งกองหลังกลาง รองจากเฮาเซ่น มิลิเตา รือดิเกอร์ และอาเซนซิโอ แม้ตัวเขาจะพยายามกลับมาสู้เพื่อทวงตำแหน่งตัวจริงคืนก็ตาม สุดท้ายสโมสรตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้ ปิดฉากการอยู่กับทีมนาน 5 ปีที่คว้าแชมป์รวมกัน 9 รายการ รวมถึงลาลีกา 2 สมัยและแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย
การจากไปของอลาบาเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในห้องบอร์ดบริหารและห้องแต่งตัวของมาดริด เพราะฤดูกาล 2025-26 เป็นฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ซาบี อลอนโซ่ ผู้จัดการทีมที่เพิ่งคุมทีมได้ไม่ถึงแปดเดือนถูกปลดออกจากตำแหน่งทันทีหลังพ่ายให้บาร์เซโลนาในนัดชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพ เดือนมกราคม 2026 และถูกแทนที่ด้วย อัลบาโร่ อาร์เบโลอา อดีตกองหลังของสโมสรที่คุมทีมชุดสำรองมาก่อน แต่สุดท้ายทีมก็จบฤดูกาลโดยไม่มีถ้วยแชมป์ใดๆ เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน จนนำไปสู่การกลับมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยสัญญาสามปีถึงปี 2029 ซึ่งถือเป็นการกลับมาครั้งที่สองของเขาหลังเคยคุมทีมช่วงปี 2010-2013 และเคยพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้หนึ่งสมัย
รองเท้า SR4s และไอดอลในวัยเด็ก เมื่อความฝันวัยเยาว์กลายเป็นภาระบนบ่า
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเฮาเซ่นน่าสนใจเป็นพิเศษคือมิติด้านความรู้สึกส่วนตัว เขาเล่าว่าสมัยเด็กเคยใส่รองเท้าฟุตบอลรุ่น SR4s ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบตามชื่อของรามอสโดยเฉพาะ เพราะอยากเลียนแบบไอดอลของตัวเอง นี่ไม่ใช่แค่คำพูดเอาใจสื่อ แต่เป็นความรู้สึกที่เขาเคยพูดถึงมาแล้วตั้งแต่ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมมาดริดด้วยซ้ำ เคยให้สัมภาษณ์ว่ารามอสคือนักเตะที่เขาอยากเป็นให้ได้มากที่สุดเพราะความสมบูรณ์แบบในทุกด้านของเกม
ในมุมจิตวิทยาการกีฬา การที่นักเตะดาวรุ่งได้สวมเบอร์เสื้อของไอดอลตัวเองมักเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันคือแรงบันดาลใจและแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้ผู้เล่นอยากพิสูจน์ตัวเองให้สมกับหมายเลขนั้น แต่อีกด้านหนึ่งมันก็มาพร้อมการเปรียบเทียบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่เฮาเซ่นลงสนามในเสื้อเบอร์ 4 นับจากนี้ แฟนบอลและสื่อจะเปรียบเทียบเขากับรามอสโดยอัตโนมัติ ทั้งในแง่ความเป็นผู้นำ ความดุดัน และผลงานประตูจากลูกเซตพีซที่รามอสเคยทำได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดที่เฮาเซ่นในวัย 21 ปียังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก เพราะสไตล์การเล่นของเขาเน้นไปทางกองหลังที่เล่นบอลจากแดนหลังได้ดีและอ่านเกมเก่ง มากกว่าความดุดันแบบนักรบอย่างรามอส
เบอร์ 4 มาพร้อมความคาดหวังระดับตำนาน ศึกแย่งชิงตำแหน่งในทีมมูรินโญ่
นอกจากมิติทางอารมณ์ เบอร์ 4 ยังมาพร้อมนัยยะทางธุรกิจและการแข่งขันในทีมที่ดุเดือดไม่แพ้กัน เพราะเฮาเซ่นในฐานะกองหลังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรต้องแบกรับความคาดหวังมหาศาลอยู่แล้ว และการได้เบอร์ 4 ยิ่งตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะเสาหลักระยะยาวของแนวรับทีมชุดขาว ก่อนหน้านี้ในยุคของซาบี อลอนโซ่ มีรายงานว่าโค้ชวางตัวให้ มิลิเตา กับ เฮาเซ่น เป็นคู่เซ็นเตอร์แบ็กชุดใหญ่ แต่เมื่อมูรินโญ่เข้ามาคุมทีมพร้อมการเสริมทัพครั้งใหญ่ในตำแหน่งกองหลังอย่าง อิบราฮิม่า คูนาเต จากลิเวอร์พูล และ มาร์ค คูร์เซยา จากเชลซี การแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงในแนวรับก็ยิ่งดุเดือดกว่าเดิม เฮาเซ่นจึงไม่สามารถวางใจได้แม้จะมีเบอร์เสื้อในตำนานอยู่บนหลังก็ตาม เขาต้องพิสูจน์ผลงานในสนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาตำแหน่งตัวจริงเอาไว้ให้ได้ตลอดฤดูกาล
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของเบอร์ 4 กับเฮาเซ่นจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลขบนหลังเสื้อธรรมดา แต่เป็นจุดตัดของความฝันในวัยเด็ก มรดกของตำนานสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และแรงกดดันมหาศาลจากค่าตัวและความคาดหวัง คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เฮาเซ่นจะสามารถเขียนบทของตัวเองให้สมกับหมายเลขที่เอียร์โร่และรามอสเคยสร้างตำนานเอาไว้ได้หรือไม่ และภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่ อดีตโค้ชที่เคยปั้นเขาที่โรม่า เขาจะกลายเป็นเสาหลักแนวรับคนใหม่ของราชันชุดขาวได้อย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้หรือเปล่า
สรุปประเด็นสำคัญ
- เรอัล มาดริด มอบเสื้อเบอร์ 4 ให้ ดีน เฮาเซ่น อย่างเป็นทางการ ต่อจาก เฟร์นานโด เอียร์โร่ เซร์คิโอ รามอส และดาวิด อลาบา
- เฮาเซ่นเปิดใจว่ารามอสคือไอดอลวัยเด็ก เคยใส่รองเท้ารุ่น SR4s เลียนแบบและเฝ้าฝันจะได้สวมเบอร์นี้มาตลอด
- เบอร์ 4 ว่างลงเพราะดาวิด อลาบา ออกจากสโมสรหลังหมดสัญญาปี 2026 จากปัญหาบาดเจ็บสะสมยาวนาน
- เฮาเซ่นเป็นกองหลังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์มาดริด ผ่านเส้นทางจากมาลากาสู่ยูเวนตุส โรม่า บอร์นมัธ และเบร์นาเบว
- ปัจจุบันเขาต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งเสริมทัพกองหลังใหม่หลายคน
คำถามที่พบบ่อย
เบอร์ 4 ของเรอัล มาดริด เคยมีใครใส่มาก่อนดีน เฮาเซ่นบ้าง ก่อนหน้านี้เบอร์ 4 เคยเป็นของเฟร์นานโด เอียร์โร่ (1989-2003) เซร์คิโอ รามอส (2005-2021) และดาวิด อลาบา (2021-2026) ตามลำดับ
ดีน เฮาเซ่น ใส่เบอร์อะไรก่อนเปลี่ยนมาเป็นเบอร์ 4 เขาใส่เบอร์ 24 ตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2025 เนื่องจากเบอร์ 4 ยังเป็นของดาวิด อลาบาในตอนนั้น
ทำไมดาวิด อลาบา ถึงออกจากเรอัล มาดริด เขาหมดสัญญาในเดือนมิถุนายน 2026 และสโมสรตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้ หลังต้องเผชิญปัญหาบาดเจ็บสะสมต่อเนื่องหลายฤดูกาล
เซร์คิโอ รามอส คือไอดอลของเฮาเซ่นจริงหรือไม่ ใช่ เฮาเซ่นเปิดเผยเองว่ารามอสเป็นไอดอลในวัยเด็ก และเคยใส่รองเท้ารุ่น SR4s ของรามอสเพื่อเลียนแบบไอดอลของตัวเอง
ดีน เฮาเซ่น ย้ายมาเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเท่าไหร่ เขาย้ายมาจากบอร์นมัธด้วยค่าฉีกสัญญาประมาณ 50 ล้านปอนด์ หรือราว 59.5 ล้านยูโร ทำให้เป็นกองหลังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
เฮาเซ่นเป็นนักเตะทีมชาติใด สเปนหรือเนเธอร์แลนด์ เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ แต่เติบโตในสเปนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และเปลี่ยนสัญชาติทีมชาติมาเป็นสเปนในปี 2024 ก่อนลงเล่นนัดแรกให้ทีมชาติสเปนในเดือนมีนาคม 2025
ใครคือผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของเรอัล มาดริด โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งกลับมาคุมทีมอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยสัญญาสามปี ซึ่งเคยเป็นโค้ชของเฮาเซ่นตอนอยู่ที่โรม่าด้วย
เฮาเซ่นต้องแข่งกับใครเพื่อตำแหน่งตัวจริงในแนวรับมาดริดฤดูกาลนี้ เขาต้องแข่งขันกับเอแดร์ มิลิเตา อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ราอุล อาเซนซิโอ รวมถึงกองหลังที่เพิ่งเซ็นสัญญาใหม่อย่างอิบราฮิม่า คูนาเต และมาร์ค คูร์เซยา