เวียร์ตซ์ประกาศกร้าว “เบอร์ 10 คือของผม” เปิดเกมใหม่หงส์แดงยุคอีราโอล่า จะพลิกชะตาปีสองได้จริงหรือ?

116 ล้านปอนด์ คือตัวเลขที่ทำให้ทั้งโลกลูกหนังต้องหันมามอง เมื่อ ลิเวอร์พูล ทุ่มเงินมหาศาลดึงตัว โฟลเรียน เวียร์ตซ์ จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์เมื่อซัมเมอร์ปีก่อน กลายเป็นการซื้อขายที่แพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกอยากรู้คือ… ทำไมนักเตะที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทาเลนต์เยอรมันที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ ถึงยังไม่สามารถทิ้งรอยเท้าความยิ่งใหญ่ไว้บนสนามหญ้าแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ฝีเท้าของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่อยู่ที่ “ตำแหน่ง” ต่างหาก และตอนนี้ เวียร์ตซ์ได้ออกมาพูดชัดเจนแล้วว่า เขาต้องการกลับไปเล่นในบทบาทที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ตัวรุกหมายเลข 10 พร้อมเปิดเผยว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กับ อันโดนี่ อีราโอล่า เฮดโค้ชคนใหม่ของทีมเรียบร้อยแล้ว นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมทั้งตัวเวียร์ตซ์เองและทั้งทีมหงส์แดงในฤดูกาลใหม่

จากบาเยอร์ เลเวอร์คูเซ่น สู่แอนฟิลด์ เส้นทางของเด็กมหัศจรรย์ที่เกิดมาเพื่อเป็นเบอร์ 10

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมตำแหน่งเบอร์ 10 ถึงสำคัญกับเวียร์ตซ์ขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางการเติบโตของเขาก่อน เวียร์ตซ์ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของวงการลูกหนังเยอรมันตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เขาถูกปั้นมาในระบบของเลเวอร์คูเซ่นที่วางบทบาทให้เขาเป็นตัวเชื่อมเกมระหว่างแนวรับคู่แข่งกับแนวรุก เป็นคนที่รับบอลกลางสนามแล้วมองเห็นช่องว่างที่คนอื่นมองไม่เห็น

ตลอดอาชีพค้าแข้งในบุนเดสลีกา เวียร์ตซ์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทตัวรุกตัวกลางหรือปีกซ้ายตัวใน ทำสถิติรวมกว่า 57 ประตูและ 65 แอสซิสต์ ตลอด 197 นัดกับเลเวอร์คูเซ่น ตัวเลขที่การันตีว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะสร้างสรรค์เกมที่อันตรายที่สุดของยุโรปในช่วงเวลานั้น เมื่อลิเวอร์พูลตัดสินใจทุ่มเงินก้อนมหาศาลเพื่อดึงตัวเขามาร่วมทีม ทุกคนต่างมั่นใจว่านี่คือการลงทุนที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเกมรุกของทีมไปตลอดกาล

แต่ฟุตบอลอังกฤษไม่ใช่บุนเดสลีกา ภายใต้ อาร์เน่ ส๊อต ผู้จัดการทีมในตอนนั้น เวียร์ตซ์ถูกใช้งานทั้งในตำแหน่งเบอร์ 10 และปีกซ้าย ตลอดฤดูกาลเปิดตัวที่ลงเล่นไปถึง 49 นัด ผลงานมีทั้งช่วงเวลาเปล่งประกายและช่วงที่ต้องปรับตัวกับความหนักหน่วงทางร่างกายของฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งทำให้บทบาทการเป็นผู้สร้างความแตกต่างของเขาไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ตลอดฤดูกาลเปิดตัวที่ยาวถึง 49 นัด เขาต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องความแข็งแกร่งทางร่างกายและการเป็นผู้สร้างความแตกต่างให้ทีมอยู่บ้าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดสองฤดูกาลสุดท้ายในบุนเดสลีกา เวียร์ตซ์ถูกใช้งานในตำแหน่งตัวรุกฝั่งซ้ายในระบบ 3-4-2-1 มากกว่าตำแหน่งเบอร์ 10 แบบตายตัวเสียอีก นั่นหมายความว่าแม้แต่ตอนที่ยังอยู่เยอรมนี เขาก็ไม่ได้เล่นตำแหน่งที่ตัวเองบอกว่า “ถนัดที่สุด” แบบสม่ำเสมอนัก การที่เขายืนยันจุดยืนนี้อย่างชัดเจนตอนนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่าเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้นหลังผ่านประสบการณ์การปรับตัวในลีกใหม่มาแล้วหนึ่งปีเต็ม

เปลี่ยนตัวเฮดโค้ช เปลี่ยนทิศทาง ทำไมอีราโอล่าถึงมองเห็นสิ่งที่ส๊อตมองไม่เห็น

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อลิเวอร์พูลตัดสินใจปลด อาร์เน่ ส๊อต ออกจากตำแหน่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้เขาจะเพิ่งพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลแรกที่คุมทีมเมื่อปี 2024-25 แต่ผลงานฤดูกาลถัดมากลับดิ่งลงจนจบเพียงอันดับที่ห้า ทำให้สโมสรตัดสินใจแยกทางกันเพียงหนึ่งปีให้หลังจากการคว้าแชมป์

สโมสรจึงตัดสินใจดึงตัว อันโดนี่ อีราโอล่า โค้ชชาวบาสก์วัย 43 ปี เข้ามารับตำแหน่งแทน หลังจากที่เขาสร้างชื่อเสียงอย่างมากจากการคุม เอเอฟซี บอร์นมัธ มาสามฤดูกาล อีราโอล่าเซ็นสัญญาสองปีเพื่อเข้ามารับช่วงต่อจากส๊อต โดยเป็นตัวเลือกที่หลายฝ่ายมองว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับทีมในเวลานี้ จุดเด่นของโค้ชรายนี้คือสไตล์การเล่นแบบกดดันสูง (High-Press) ที่เข้มข้นดุดัน จนพาทีมเล็กอย่างบอร์นมัธทะยานขึ้นไปเล่นบอลถ้วยยุโรปได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

หลายฝ่ายมองว่านี่คือการดึงจิตวิญญาณของยุค เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับคืนสู่แอนฟิลด์ เพราะฟุตบอลแบบควบคุมบอลช้าๆ ของส๊อตไม่ถูกใจแฟนบอลนัก แม้จะพาทีมคว้าแชมป์ได้ก็ตาม การมาของอีราโอล่าจึงเหมือนเป็นการรีเซ็ตปรัชญาเกมรุกใหม่ทั้งหมด และในการรีเซ็ตครั้งนี้เอง เก้าอี้เบอร์ 10 ที่เคยเป็นปริศนาก็เริ่มมีคำตอบชัดเจนขึ้น

จากรายงานของสื่อกีฬาหลายสำนัก อีราโอล่าให้สัมภาษณ์กับทางสโมสรอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาวางแผนจะดึงศักยภาพของเวียร์ตซ์ออกมาด้วยการปรับตำแหน่งใหม่ แม้ในบางเกมเวียร์ตซ์เคยถูกจับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้ายมากกว่า แต่โค้ชคนใหม่ตัดสินใจเริ่มปรับให้เขากลับมายืนในตำแหน่งหลังกองหน้าตัวเป้าอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายคือการต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังตำแหน่งเบอร์ 10 ทำไมพื้นที่ระหว่างเส้นถึงเปลี่ยนเกมได้

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแค่การขยับตำแหน่งบนสนามไม่กี่เมตรถึงส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของนักเตะได้มากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและมิติเชิงพื้นที่ของฟุตบอลสมัยใหม่

ตำแหน่งเบอร์ 10 หรือที่เรียกกันในเชิงยุทธวิธีว่า “พื้นที่ระหว่างเส้น” (Half-Space ระหว่างแนวรับกับแนวกองกลางของฝ่ายตรงข้าม) คือจุดที่นักเตะสามารถหันหน้าเข้าหาประตูได้อย่างอิสระ มีมุมมองการเล่นกว้างกว่าการยืนติดเส้นข้างสนามซึ่งถูกจำกัดด้วยเส้นสนามด้านหนึ่งอยู่เสมอ นักเตะที่เล่นริมเส้นต้องอาศัยความเร็วและการไล่บอลลงไปตามแนวยาว ขณะที่นักเตะเบอร์ 10 อาศัยการมองเกม การตัดสินใจเร็ว และการส่งบอลทะลุแนวรับในระยะสั้นถึงกลาง

จุดแข็งของเวียร์ตซ์ตลอดอาชีพที่เลเวอร์คูเซ่นคือความสามารถในการรับบอลหันตัวได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่แคบ ประกอบกับการอ่านเกมที่เฉียบคมจนสามารถหาช่องว่างระหว่างกองหลังคู่แข่งได้อยู่เสมอ ทักษะเหล่านี้จะถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อเขายืนอยู่ตรงกลางสนามใกล้กรอบเขตโทษ ไม่ใช่ยืนรอรับบอลอยู่ริมเส้นที่ต้องเสียเวลาเลี้ยงบอลเข้ามาก่อนจะสร้างโอกาสได้

ในทางกลับกัน การถูกดันไปเล่นริมเส้นซ้ายเมื่อฤดูกาลที่แล้วทำให้จุดแข็งเรื่องการมองเกมของเขาถูกลดทอนลง เพราะต้องเผชิญกับสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่งกับแบ็กขวาคู่แข่งบ่อยครั้งกว่า ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่นที่เน้นพลังกายและความเร็วมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ นี่คือเหตุผลเชิงเทคนิคที่อธิบายได้ว่าทำไมนักเตะเก่งระดับโลกคนหนึ่งถึงดูจืดชืดไปทั้งฤดูกาลเพียงเพราะตำแหน่งไม่ตรงกับ “DNA” การเล่นของตัวเอง

อีราโอล่าเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจหลักการนี้ดี เพราะสไตล์การเล่นเพรสซิ่งสูงของเขาต้องการนักเตะที่ตัดสินใจเร็วในพื้นที่จำกัดกลางสนาม ซึ่งตรงกับความสามารถตามธรรมชาติของเวียร์ตซ์พอดิบพอดี การนำเขากลับมายืนกลางจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองคำขอของนักเตะ แต่เป็นการวางแผนเชิงยุทธวิธีที่มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน

แรงกดดัน 116 ล้านปอนด์ กับสงครามในหัวใจของนักเตะดาวรุ่ง

นอกเหนือจากมิติเชิงเทคนิคแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือมิติทางจิตใจ เพราะการแบกรับสถานะ “นักเตะแพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร” นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครก็ตาม โดยเฉพาะนักเตะที่อายุเพิ่งจะ 23 ปี และเพิ่งย้ายมาเผชิญกับวัฒนธรรมฟุตบอลใหม่ที่แตกต่างจากบ้านเกิดโดยสิ้นเชิง

ทุกครั้งที่เวียร์ตซ์ลงสนาม สายตาของแฟนบอลนับล้านคนต่างจับจ้องไปที่ตัวเลขค่าตัวมหาศาล และเปรียบเทียบทุกการสัมผัสบอลกับความคาดหวังที่สูงลิ่ว แรงกดดันแบบนี้สามารถทำลายความมั่นใจของนักเตะได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อผลงานในสนามไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้น

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ เวียร์ตซ์เลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างตรงไปตรงมาแทนที่จะหลีกเลี่ยง เขายอมรับเปิดใจว่ามีหลายเกมที่ตัวเองไม่พอใจกับผลงาน แต่ก็มีหลายเกมเช่นกันที่รู้สึกดีกับตัวเอง เขายืนยันว่าปีที่แล้วเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากสำหรับทั้งสโมสร แต่หวังว่าทีมจะมีพลังงานและความฮึกเหิมที่ถูกต้องในฤดูกาลนี้ เพื่อให้นักเตะทุกคนได้เปล่งประกายมากขึ้น นี่คือทัศนคติแบบมืออาชีพที่สำคัญมากสำหรับคนหนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังเผชิญความกดดันในเส้นทางอาชีพของตัวเองเช่นกัน

ประเด็นเรื่องความยืดหยุ่นทางจิตใจก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้จะยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าตำแหน่งเบอร์ 10 คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเอง แต่เขาก็ยอมรับว่าท้ายที่สุดแล้วต้องเล่นในตำแหน่งที่โค้ชจัดวางให้ พร้อมทั้งย้ำว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กันแล้วและต้องรอดูกันต่อไปว่าฤดูกาลนี้จะเป็นอย่างไร ความสมดุลระหว่างการยืนหยัดในความต้องการของตัวเอง กับการเปิดใจรับฟังและปรับตัวตามระบบทีม คือบทเรียนสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้กับชีวิตการทำงานในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในองค์กรหรือการสร้างธุรกิจส่วนตัว

การได้เห็นเวียร์ตซ์กลับมายิงประตูได้ในเกมกระชับมิตรพรีซีซั่นทั้งสองนัดที่ผ่านมา และเริ่มสร้างความเข้าใจร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าที่ย้ายมาพร้อมกันในซัมเมอร์เดียวกัน ก็เป็นสัญญาณบวกที่บ่งบอกว่าความมั่นใจของเขากำลังกลับมาทีละน้อย

จากสนามหญ้าสู่โลกธุรกิจ อนาคตของหงส์แดงในยุคดิจิทัลจะเดินไปทางไหน

เรื่องราวของเวียร์ตซ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมฟุตบอลยุคใหม่ที่การลงทุนในตัวนักเตะกลายเป็นเกมธุรกิจระดับโลก การทุ่มเงินกว่า 116 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวนักเตะเพียงคนเดียว คือการวางเดิมพันครั้งใหญ่ที่ต้องได้ผลตอบแทนทั้งในแง่ผลงานบนสนามและมูลค่าทางการตลาด ทั้งนี้ลิเวอร์พูลลงทุนรวมกันมากกว่า 303 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับทั้งเวียร์ตซ์และอิซัคในซัมเมอร์เดียวกัน ซึ่งทั้งคู่ต่างเผชิญความยากลำบากในฤดูกาลเปิดตัวที่อังกฤษเหมือนกัน

ในยุคที่โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกลายเป็นสนามรบใหม่ของสโมสรฟุตบอล นักเตะแต่ละคนไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นในทีมอีกต่อไป แต่คือ “แบรนด์” ที่มีมูลค่าทางการตลาดมหาศาล ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเวียร์ตซ์บนสนามจึงส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าสิทธิ์การถ่ายทอดสด ยอดขายเสื้อแข่ง และภาพลักษณ์ของสโมสรในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชครั้งนี้ก็เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทางธุรกิจที่ชัดเจนของฝ่ายบริหารลิเวอร์พูล พวกเขากล้าตัดสินใจแยกทางกับโค้ชที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์เมื่อปีก่อน เพียงเพราะผลงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ นี่คือวัฒนธรรมองค์กรแบบผลลัพธ์นิยม (Result-Oriented) ที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกธุรกิจสมัยใหม่ ไม่ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีที่พร้อมปรับโครงสร้างผู้บริหารทันทีเมื่อตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้า

สำหรับอนาคตของทีมภายใต้อีราโอล่า สิ่งที่น่าจับตามองคือการผสมผสานระหว่างสไตล์การเล่นแบบเพรสซิ่งสูงที่เขานำมาจากบอร์นมัธ เข้ากับทรัพยากรนักเตะระดับโลกที่ลิเวอร์พูลมีอยู่ในมือ หากเวียร์ตซ์สามารถกลับมาทำผลงานได้อย่างที่คาดหวังในตำแหน่งเบอร์ 10 นี่จะไม่ใช่แค่ชัยชนะส่วนตัวของนักเตะคนหนึ่ง แต่จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าโมเดลการบริหารจัดการทีมแบบใหม่ของสโมสรมาถูกทางแล้ว และอาจกลายเป็นต้นแบบให้สโมสรอื่นทั่วโลกนำไปปรับใช้ในการบริหารนักเตะดาวรุ่งค่าตัวแพงต่อไปในอนาคต

บทสรุป การกลับบ้านของเวียร์ตซ์ในตำแหน่งที่ใช่

เรื่องราวของโฟลเรียน เวียร์ตซ์ ในตอนนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์สำคัญของวงการฟุตบอลยุคใหม่ว่า “พรสวรรค์” อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่ได้อยู่ในระบบและตำแหน่งที่เหมาะสม การที่เขากล้าออกมายืนยันจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเปิดใจพูดคุยกับโค้ชคนใหม่อย่างตรงไปตรงมา คือบทเรียนเรื่องความเข้าใจตัวเองและความกล้าหาญในการสื่อสารที่ใครก็นำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม

คำถามที่เหลืออยู่ตอนนี้คือ เมื่อทุกองค์ประกอบลงตัว ทั้งตำแหน่งที่ใช่ โค้ชที่เข้าใจ และความมั่นใจที่กำลังกลับมา ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่เวียร์ตซ์ระเบิดฟอร์มคืนความคุ้มค่าให้กับเงิน 116 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลทุ่มลงทุนไปหรือไม่ หรือแรงกดดันจากค่าตัวมหาศาลจะยังคงเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนเขาต่อไปอีกฤดูกาล

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เวียร์ตซ์ยืนยันตำแหน่งเบอร์ 10 คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเอง และได้คุยเรื่องนี้กับอีราโอล่าแล้ว
  • ฤดูกาลแรกที่ลิเวอร์พูลเขาถูกใช้งานทั้งเบอร์ 10 และปีกซ้าย ทำให้ผลงานไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
  • อีราโอล่า เฮดโค้ชคนใหม่ วางแผนใช้เวียร์ตซ์ในตำแหน่งหลังกองหน้าตัวเป้าอย่างจริงจังตั้งแต่พรีซีซั่น
  • หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาชี้ว่าพื้นที่ระหว่างเส้นเหมาะกับสไตล์การอ่านเกมและตัดสินใจเร็วของเวียร์ตซ์มากกว่าริมเส้น
  • การเปลี่ยนโค้ชและการปรับตำแหน่งนี้สะท้อนวัฒนธรรมผลลัพธ์นิยมของลิเวอร์พูลยุคใหม่

คำถามที่พบบ่อย

Q: โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ย้ายมาลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวเท่าไหร่? A: เวียร์ตซ์ย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวราว 116 ล้านปอนด์เมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในดีลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

Q: ทำไมเวียร์ตซ์ถึงต้องการเล่นตำแหน่งเบอร์ 10? A: เพราะเป็นตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุดตลอดอาชีพค้าแข้งที่เยอรมนี ช่วยให้เขาได้ใช้ทักษะการมองเกมและการส่งบอลทะลุแนวรับได้เต็มประสิทธิภาพ

Q: อันโดนี่ อีราโอล่า คือใคร? A: อีราโอล่าคืออดีตกุนซือบอร์นมัธที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชลิเวอร์พูลแทนอาร์เน่ ส๊อต โดยมีสไตล์การเล่นเพรสซิ่งสูงเป็นเอกลักษณ์

Q: ทำไมลิเวอร์พูลถึงปลดอาร์เน่ ส๊อตทั้งที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์? A: เพราะผลงานฤดูกาลถัดมาตกลงไปอย่างมาก จบเพียงอันดับที่ห้า ทำให้สโมสรตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางเพื่อกลับไปสู่ฟุตบอลแบบเข้มข้นดุดัน

Q: ฤดูกาลแรกของเวียร์ตซ์ที่ลิเวอร์พูลเป็นอย่างไร? A: เขาลงเล่นไป 49 นัด ถูกใช้งานทั้งตำแหน่งเบอร์ 10 และปีกซ้าย ผลงานมีทั้งช่วงเปล่งประกายและช่วงที่ต้องปรับตัวกับความหนักหน่วงของพรีเมียร์ลีก

Q: ตำแหน่งเบอร์ 10 ต่างจากปีกซ้ายอย่างไร? A: เบอร์ 10 ยืนกลางสนามใกล้กรอบเขตโทษ เน้นการมองเกมและตัดสินใจเร็ว ส่วนปีกซ้ายเน้นความเร็วและการเลี้ยงบอลปะทะตัวต่อตัวริมเส้น

Q: เวียร์ตซ์เคยเล่นตำแหน่งเบอร์ 10 ที่เลเวอร์คูเซ่นสม่ำเสมอหรือไม่? A: ไม่เชิง ในสองฤดูกาลสุดท้ายที่เลเวอร์คูเซ่นเขาถูกใช้งานฝั่งซ้ายในระบบ 3-4-2-1 บ่อยกว่า แต่ยังยืนยันว่าเบอร์ 10 คือตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุด

Q: ลิเวอร์พูลลงทุนไปเท่าไหร่กับเวียร์ตซ์และอิซัครวมกัน? A: สโมสรลงทุนรวมกันมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับทั้งสองคนในซัมเมอร์เดียวกัน ซึ่งทั้งคู่ต่างเผชิญความยากลำบากในฤดูกาลเปิดตัว

Q: อีราโอล่าเคยทำผลงานอะไรมาก่อนที่บอร์นมัธ? A: เขาพาบอร์นมัธจบอันดับที่หกในพรีเมียร์ลีก และพาทีมได้เล่นบอลถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

Q: เวียร์ตซ์เริ่มเห็นผลจากการปรับตำแหน่งใหม่แล้วหรือยัง? A: ในเกมกระชับมิตรพรีซีซั่นเขาเริ่มยิงประตูได้และสร้างความเข้าใจกับอเล็กซานเดอร์ อิซัคมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกก่อนเปิดฤดูกาลจริง

Q: สัญญาของอีราโอล่ากับลิเวอร์พูลยาวกี่ปี? A: อีราโอล่าเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลเป็นเวลาสองปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่เขามักเลือกเซ็นสัญญาระยะสั้นตลอดอาชีพโค้ช

Q: ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนสไตล์การเล่นไปในทิศทางไหน? A: คาดว่าจะกลับไปสู่ฟุตบอลที่เข้มข้นและกดดันสูงคล้ายยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ มากขึ้น ต่างจากสไตล์ควบคุมบอลช้าๆ ในยุคของอาร์เน่ ส๊อต