เนเธอร์แลนด์ยอมเปิดประตูรับต่างชาติครั้งแรกในรอบ 48 ปี! ทาบ “มาร์ตีเนซ” นั่งเก้าอี้ร้อน หลัง 5 เทรนเนอร์แดนกังหันลมปฏิเสธเรียงแถว
48 ปี คือตัวเลขที่สมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ (KNVB) ไม่เคยแตะต้องมาตั้งแต่ปี 1978 นั่นคือจำนวนปีที่ “อัศวินสีส้ม” ไม่เคยมอบเก้าอี้ผู้จัดการทีมชาติให้กับกุนซือต่างชาติแม้แต่คนเดียว แต่วันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อทีมชาติเนเธอร์แลนด์ตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการดวลจุดโทษให้กับโมร็อกโก จนทำให้ รอนัลด์ คูมัน ประกาศอำลาตำแหน่งทันทีหลังจบเกม และเปิดฉากวิกฤตการหาผู้สืบทอดที่ยืดเยื้อมานานนับเดือน
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ไนเจล เดอ ย็อง ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลระดับสูงของ KNVB ได้เดินสายทาบทามกุนซือชาวดัตช์แท้ๆ มาแล้วถึง 5 คน ทั้ง ปีเตอร์ บอสซ์, เอริค เทน ฮาก, อาร์เน่อ สล็อต, มิชาเอล ไรซีเกอร์ และแม้กระทั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา แต่ไม่มีใครเลยที่เดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง เมื่อทางเลือกในบ้านหมดลง คำถามที่ทุกคนตั้งไว้ก็คือ เนเธอร์แลนด์จะยอมทำลายกำแพงประเพณีที่ยึดถือมานานเกือบครึ่งศตวรรษเพื่อความอยู่รอดหรือไม่ และคำตอบที่กำลังปรากฏขึ้นในตอนนี้คือชื่อของ โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ เทรนเนอร์ชาวสเปนวัย 53 ปี ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งจากทีมชาติโปรตุเกสหมาดๆ
เส้นทางแห่งการถูกปฏิเสธ: ทำไม KNVB ถึงต้องมองออกนอกประเทศ
การตัดสินใจของ KNVB ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากทำอะไรแปลกใหม่ แต่เกิดจากความจำเป็นที่ถูกบีบให้ต้องเดินทางนี้ หลังจากทีมชาติเนเธอร์แลนด์ตกรอบฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการแพ้จุดโทษให้โมร็อกโกในรอบ 32 ทีมสุดท้าย คูมันตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งแทบจะทันที ทิ้งให้ KNVB ต้องเร่งหาผู้สืบทอดอย่างเร่งด่วน รายชื่อแรกที่ถูกเสนอออกมาล้วนเป็นความหวังของแฟนบอลดัตช์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโค้ชดาวรุ่งของสโมสรในประเทศ หรือกุนซือดัตช์ที่ประสบความสำเร็จในต่างแดน แต่ ทั้งปีเตอร์ บอสซ์, เอริค เทน ฮาก, อาร์เน่อ สล็อต, มิชาเอล ไรซีเกอร์ และเป๊ป กวาร์ดิโอลา ต่างถูกทาบทามแต่ไม่มีใครเข้าสู่การเจรจาขั้นลึกกับ KNVB เลย
ที่น่าสนใจคือชื่อของกวาร์ดิโอลาไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะสื่อดัตช์เคยรายงานว่า อดีตดาวเตะทีมชาติดัตช์อย่าง แฟรงค์ เดอ บัวร์ เคยเปิดเผยว่ากวาร์ดิโอลาแอบพูดส่วนตัวว่าอยากคุมทีมชาติเนเธอร์แลนด์สักครั้งในชีวิต แต่สุดท้ายความฝันนั้นก็ยังไปไม่ถึงจุดที่เป็นจริง ขณะเดียวกัน เทน ฮากเองก็เพิ่งผ่านช่วงเวลาสั้นๆ กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และปัจจุบันทำงานอยู่ในบทบาทเบื้องหลังกับสโมสร เอฟซี ทเว็นเต้ ส่วนสล็อตก็ยังอยากปักหลักทำงานสโมสรในยุโรปต่อไป เมื่อทุกประตูในบ้านถูกปิดลงทีละบาน เดอ ย็องจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ และหันไปคุยกับกุนซือต่างชาติเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ทศวรรษ
ตามรายงานของเด เทเลกราฟ โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซได้เดินทางไปพบกับเดอ ย็องด้วยตัวเองที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการมารับตำแหน่งนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเจรจาไม่ได้อยู่แค่ในระดับข่าวลือ แต่เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนที่จริงจังแล้ว
ย้อนอดีต 1978: เอิร์นสต์ ฮัปเปล กุนซือต่างชาติคนสุดท้ายที่ครองใจแดนกังหันลม
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการตัดสินใจครั้งนี้ถึงสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลดัตช์ขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปที่ปี 1977-1978 เมื่อ เอิร์นสต์ ฮัปเปล เทรนเนอร์ชาวออสเตรียเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางยุคทองของ “โททัลฟุตบอล” ที่ โยฮัน ครัฟฟ์ และ รินุส มิเชลส์ ได้วางรากฐานไว้ ฮัปเปลพาทีมเข้าสู่ฟุตบอลโลกที่อาร์เจนตินา และพาเนเธอร์แลนด์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายให้กับเจ้าภาพอาร์เจนตินาในช่วงต่อเวลาพิเศษ นับตั้งแต่วันนั้น ไม่เคยมีชื่อกุนซือต่างชาติคนใดได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นี้อีกเลย ไม่ว่าโลกฟุตบอลจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน หรือทีมชาติเนเธอร์แลนด์จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม
เหตุผลเบื้องหลังความเชื่อนี้ฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของฟุตบอลดัตช์เอง นั่นคือแนวคิดที่ว่าปรัชญาการเล่นแบบ “โททัลฟุตบอล” หรือฟุตบอลที่เน้นการครองบอล การสลับตำแหน่ง และการเล่นเชิงบวกอย่างสวยงาม เป็นสิ่งที่ต้องซึมซับมาจากรากเหง้าของสโมสรอย่างอาแจ็กซ์หรือระบบเยาวชนดัตช์เท่านั้น จึงจะถ่ายทอดจิตวิญญาณนั้นให้กับนักเตะทีมชาติได้อย่างแท้จริง การที่ KNVB ยอมเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมธรรมดา แต่เป็นการยอมรับว่าโครงสร้างเดิมกำลังขาดแคลนบุคลากรที่จะสานต่อความสำเร็จ และถึงเวลาต้องมองหาความเชี่ยวชาญจากภายนอกแล้ว
เมื่อปรัชญาครัฟฟ์อยู่ในสายเลือดของมาร์ตีเนซ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อของมาร์ตีเนซไม่ได้ดูแปลกแยกไปจากวัฒนธรรมฟุตบอลดัตช์เลยสักนิด คือความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเขากับตระกูลครัฟฟ์ โดยเฉพาะกับ จอร์ดี้ ครัฟฟ์ บุตรชายของตำนานผู้ล่วงลับ โยฮัน ครัฟฟ์ ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะเยาวชน เมื่อครัฟฟ์เล่นให้บาร์เซโลนา ส่วนมาร์ตีเนซค้าแข้งอยู่กับเรอัล ซาราโกซา และความผูกพันนั้นก็แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนมาร์ตีเนซได้รับเกียรติเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งงานของครัฟฟ์ และเป็นพ่อทูนหัวให้ลูกชายของเขาด้วย
ความสัมพันธ์ระดับนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันสะท้อนถึงแนวคิดฟุตบอลที่มาร์ตีเนซเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตการทำงาน นั่นคือการเล่นฟุตบอลเชิงรุกที่เน้นการครองบอลเป็นหลัก การจัดวางตำแหน่งที่สร้างสามเหลี่ยมส่งบอลตลอดเวลา และการให้ความสำคัญกับนักเตะที่มีทักษะทางเทคนิคเหนือความแข็งแกร่งทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ระบบที่เขาใช้บ่อยที่สุดตลอดอาชีพการคุมทีมคือแผน 4-2-3-1 และ 3-4-3 ซึ่งเป็นรูปทรงที่เปิดพื้นที่ให้แบ็กสามารถดันขึ้นไปเป็นตัวสร้างเกมได้ คล้ายคลึงกับแนวคิดที่ครัฟฟ์เคยปลูกฝังไว้ที่อาแจ็กซ์และบาร์เซโลนา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟนบอลดัตช์สายอนุรักษนิยมบางส่วนรู้สึกว่า แม้จะเป็นคนสเปน แต่มาร์ตีเนซก็เข้าใจ “จิตวิญญาณลูกหนังสีส้ม” ในแบบที่ไม่ต่างจากโค้ชท้องถิ่นเลย
ในทางเทคนิค การเปลี่ยนผ่านทีมชาติที่ผ่านการวางระบบมาจากโค้ชดัตช์รุ่นแล้วรุ่นเล่ามาสู่โค้ชต่างชาติ ก็มีความท้าทายที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารในห้องแต่งตัวที่นักเตะดัตช์ขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาและกล้าแสดงความเห็น มาร์ตีเนซเองก็เคยพิสูจน์ฝีมือในจุดนี้มาแล้วกับทีมชาติเบลเยียมและโปรตุเกส สองชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีอีโก้สูงไม่แพ้กัน
มิติจิตใจ: ทำไมโลกฟุตบอลถึงคลั่งไคล้เรื่องราวของมาร์ตีเนซ
หากจะเข้าใจว่าทำไมมาร์ตีเนซถึงเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับนี้ ต้องย้อนดูเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดดราม่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกจดจำเขาคือช่วงเวลาที่คุมทีมวีแกน แอธเลติก สโมสรเล็กๆ ในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 81 ปีของสโมสร ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ที่สนามเวมบลีย์ แต่เพียงไม่กี่วันถัดมา ทีมของเขากลับต้องเผชิญกับความเจ็บปวดสุดขั้ว เมื่อวีแกนกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ แล้วตกชั้นในฤดูกาลเดียวกัน เรื่องราวสองด้านนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์การทำทีมแบบมาร์ตีเนซ นั่นคือความกล้าเล่นเกมเชิงรุกจนสุดทาง แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาลก็ตาม
หลังจากนั้น เขาก้าวขึ้นไปคุมทีมชาติเบลเยียม และพานักเตะยุคทองอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, เอเดน อาซาร์, ตีโบต์ กูร์กตัวส์ และแวงซองต์ กอมปานี ขึ้นไปครองอันดับหนึ่งของโลก พร้อมจบอันดับสามในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ก่อนที่ผลงานจะตกลงในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เรื่องราวของมาร์ตีเนซจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของยุทธวิธี แต่เป็นเรื่องของแรงบันดาลใจในสไตล์ “ฝันให้ใหญ่ กล้าเสี่ยง” ที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ผู้เชื่อในเรื่องการพัฒนาตัวเองแบบไม่หยุดนิ่ง
แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญก็มีคำถามที่ต้องตอบเช่นกัน เพราะล่าสุดเขาเพิ่งพ้นจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติโปรตุเกสไปหมาดๆ หลังทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และวิตินญ่า ต้องมาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ให้กับสเปนแบบเฉียดฉิว มาร์ตีเนซยอมรับเองว่าเป้าหมายของเขาคือการพาโปรตุเกสคว้าแชมป์โลกให้ได้ และเมื่อไปไม่ถึงฝัน เขาจึงเลือกที่จะยุติบทบาททันทีที่สัญญาสิ้นสุดลง แม้ว่าตลอดสามปีครึ่งกับทีมชาติโปรตุเกส เขาจะทำสถิติชนะ 27 นัด เสมอ 3 นัด และแพ้เพียง 6 นัดจากทั้งหมด 36 นัดก็ตาม ตัวเลขที่สวยหรูนี้กลับสวนทางกับความรู้สึกของแฟนบอลที่มองว่าทีมที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ควรไปได้ไกลกว่านี้ นี่คือปมที่ทำให้แฟนบอลดัตช์บางส่วนยังลังเลใจ เพราะกลัวว่าประวัติศาสตร์แบบเดียวกันอาจเกิดขึ้นซ้ำกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่เต็มไปด้วยดาวเด่นไม่แพ้กัน
มิติธุรกิจและอนาคต: เดิมพันครั้งใหญ่ในยุคที่ทุกวินาทีถูกจับตา
ในโลกฟุตบอลยุคดิจิทัลที่ทุกการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลถูกจับตาผ่านโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง การเปิดประตูรับโค้ชต่างชาติของ KNVB ครั้งนี้มีมิติทางธุรกิจที่ลึกซึ้งกว่าที่คิด เพราะมันคือการยอมรับว่าในตลาดแรงงานผู้จัดการทีมฟุตบอลระดับโลก คุณภาพและประสบการณ์สำคัญกว่าสัญชาติ เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วยุโรป เมื่อสมาคมฟุตบอลระดับท็อปหลายชาติเริ่มมองข้ามพรมแดนเพื่อหาโค้ชที่ใช่ที่สุดสำหรับทีม แทนที่จะยึดติดกับกรอบความเป็นชาตินิยมแบบเดิม
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเรื่องของเวลา เพราะศึกเนชั่นส์ลีกกำลังจะเปิดฉากในวันที่ 24 กันยายน โดยเนเธอร์แลนด์ต้องเปิดสนามพบกับเยอรมนีทันที ความกดดันเรื่องเวลาจึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ KNVB ไม่สามารถรอคอยการเจรจากับผู้เล่นดัตช์ต่อไปได้อีกแล้ว ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีกุนซือคนใหม่ คือความเสี่ยงที่จะทำให้ทีมขาดความพร้อมทั้งในเชิงยุทธวิธีและจิตวิทยา นี่จึงเป็นเดิมพันทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าที่ใครจะจินตนาการ เพราะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไม่ได้เป็นแค่ทีมฟุตบอล แต่เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์มหาศาล ตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ ไปจนถึงสินค้าที่ระลึก
หากมองไปข้างหน้า การตัดสินใจครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการโค้ชฟุตบอลดัตช์ในระยะยาว เพราะถ้าหากมาร์ตีเนซประสบความสำเร็จ มันจะเป็นการเปิดประตูให้ KNVB กล้าตัดสินใจแบบนี้อีกในอนาคต และอาจปลดล็อกความคิดที่ว่าฟุตบอลดัตช์ต้องผูกติดกับกุนซือดัตช์เท่านั้นตลอดไป ในทางกลับกัน หากผลงานไม่เป็นไปตามคาด นี่ก็อาจกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้สมาคมกลับไปยึดมั่นกับแนวทางเดิมอย่างเหนียวแน่นยิ่งกว่าเก่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาทางไหน เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญของวงการฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน
บทสรุป: การพนันครั้งใหญ่ที่สุดของแดนกังหันลมในรอบครึ่งศตวรรษ
การเจรจากับโรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ ไม่ใช่แค่ข่าวการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมธรรมดา แต่มันคือการทำลายกำแพงความเชื่อที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมฟุตบอลดัตช์มานานเกือบ 50 ปี เป็นการยอมรับว่าบางครั้งความสำเร็จก็ต้องแลกมาด้วยการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ที่เคยยึดถือ แม้มาร์ตีเนซจะมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับปรัชญาฟุตบอลแบบครัฟฟ์ และมีผลงานที่พิสูจน์ฝีมือมาแล้วในหลายเวที แต่คำถามที่ยังคงค้างคาใจแฟนบอลก็คือ เขาจะสามารถพาทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งอย่าง โคดี้ กักโป้, ซาเวียร์ ซิมอนส์ หรือ นาธาน อาเก้ ไปถึงจุดสูงสุดได้จริงหรือไม่ หรือประวัติศาสตร์แบบที่เกิดขึ้นกับโปรตุเกสจะย้อนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว บททดสอบที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นทันทีที่นัดเปิดสนามเนชั่นส์ลีกมาถึง คำถามคือ เนเธอร์แลนด์พร้อมแล้วหรือยังที่จะเชื่อใจคนนอกให้มาสานฝันทวงคืนความยิ่งใหญ่ในแบบที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อนตลอดชีวิต
สรุปประเด็นสำคัญ
- KNVB เปิดเจรจากับโรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ หลังทาบทามโค้ชดัตช์ 5 คนแล้วไม่มีใครตกลง
- นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปีที่เนเธอร์แลนด์ใช้กุนซือต่างชาติ นับตั้งแต่ยุคเอิร์นสต์ ฮัปเปล ปี 1978
- มาร์ตีเนซมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวลึกซึ้งกับจอร์ดี้ ครัฟฟ์ และยึดมั่นปรัชญาฟุตบอลเชิงรุกแบบครัฟฟ์
- ผลงานล่าสุดกับโปรตุเกสจบลงด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ให้สเปน
- ความกดดันเรื่องเวลาสูงมาก เพราะเนชั่นส์ลีกเปิดสนามพบเยอรมนี 24 กันยายนนี้
คำถามที่พบบ่อย
Q: โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ คือใคร A: เขาคือเทรนเนอร์ชาวสเปนวัย 53 ปี อดีตกุนซือทีมชาติเบลเยียมและโปรตุเกส รวมถึงเคยคุมสโมสรวีแกน แอธเลติก และเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีก
Q: ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงต้องหาโค้ชคนใหม่ A: เพราะรอนัลด์ คูมันลาออกจากตำแหน่งทันทีหลังทีมตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 จากการแพ้จุดโทษให้โมร็อกโก
Q: มีโค้ชคนไหนถูกทาบทามก่อนมาร์ตีเนซบ้าง A: มีทั้งปีเตอร์ บอสซ์, เอริค เทน ฮาก, อาร์เน่อ สล็อต, มิชาเอล ไรซีเกอร์ และเป๊ป กวาร์ดิโอลา แต่ไม่มีใครเข้าสู่การเจรจาขั้นลึก
Q: ครั้งสุดท้ายที่เนเธอร์แลนด์ใช้โค้ชต่างชาติคือเมื่อไหร่ A: คือปี 1978 กับเอิร์นสต์ ฮัปเปล เทรนเนอร์ชาวออสเตรีย ซึ่งพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปีนั้น
Q: มาร์ตีเนซมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลครัฟฟ์อย่างไร A: เขาเป็นเพื่อนสนิทของจอร์ดี้ ครัฟฟ์มาตั้งแต่วัยเยาวชน เคยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งงาน และเป็นพ่อทูนหัวให้ลูกชายของครัฟฟ์
Q: มาร์ตีเนซเคยพาทีมชาติเบลเยียมทำผลงานได้ดีแค่ไหน A: เขาพาเบลเยียมขึ้นไปครองอันดับหนึ่งของโลก และจบอันดับสามในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย
Q: ทำไมมาร์ตีเนซถึงพ้นจากตำแหน่งโค้ชโปรตุเกส A: เพราะโปรตุเกสตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ให้สเปน และมาร์ตีเนซตั้งเป้าหมายไว้ที่แชมป์โลกเท่านั้น เมื่อไปไม่ถึงจึงเลือกยุติบทบาททันที
Q: ผลงานของมาร์ตีเนซกับโปรตุเกสเป็นอย่างไรในเชิงสถิติ A: ตลอดสามปีครึ่ง เขาคุมทีม 36 นัด ชนะ 27 เสมอ 3 และแพ้เพียง 6 นัด
Q: มาร์ตีเนซใช้ระบบการเล่นแบบไหน A: เขานิยมใช้แผน 4-2-3-1 และ 3-4-3 ที่เน้นการครองบอลและเปิดพื้นที่ให้แบ็กขึ้นมาสร้างเกม
Q: เนเธอร์แลนด์จะลงเล่นนัดแรกในเนชั่นส์ลีกเมื่อไหร่ A: วันที่ 24 กันยายน โดยเปิดสนามพบกับเยอรมนีทันที
Q: เรื่องราวที่ทำให้มาร์ตีเนซโด่งดังในอังกฤษคืออะไร A: คือการพาวีแกน แอธเลติก คว้าแชมป์เอฟเอ คัพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะตกชั้นในฤดูกาลเดียวกัน
Q: การเจรจาครั้งนี้จบสมบูรณ์แล้วหรือยัง A: ยังไม่จบ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาตามรายงานของสื่อดัตช์ ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก KNVB