“ซิเมโอเน่” แม่ทัพผู้ไม่ได้ยินเสียงระเบิด: ถอดรหัสไฟในตัวโค้ชที่ดุที่สุดในโลกลูกหนัง ก่อนภารกิจกู้กำแพงเหล็ก แอตเลติโก มาดริด

“แม้จะมีระเบิดลงห่างจากสนามไป 200 เมตร ผมก็คงไม่ได้ยิน”

ลองจินตนาการดูว่าต้องมีสมาธิและความหลงใหลมากขนาดไหน มนุษย์คนหนึ่งถึงจะสามารถตัดขาดตัวเองออกจากโลกภายนอกได้ถึงขนาดนั้น นี่ไม่ใช่คำพูดในหนังแอ็กชันฮอลลีวูด แต่คือคำสารภาพตรงไปตรงมาจาก ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนตินาผู้คุมทัพ แอตเลติโก มาดริด มาอย่างยาวนานเกือบ 15 ปี ในบทสัมภาษณ์ฉบับเจาะลึกกับนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล ที่สื่อดังอย่าง ลีกิ๊ป นำมาเผยแพร่ต่อ

คำถามคือ อะไรคือเชื้อเพลิงที่ทำให้ชายคนหนึ่งยืนข้างสนามด้วยพลังดุดันแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานเกือบสองทศวรรษ ในยุคที่วงการฟุตบอลหมุนเร็วจนโค้ชส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่เกินสามปีต่อทีม และทำไมตอนนี้เขาถึงประกาศภารกิจใหม่ นั่นคือการกู้คืน “กำแพงเหล็ก” เกมรับอันเป็นเอกลักษณ์ที่หายไปในฤดูกาลที่ผ่านมา บทความนี้จะพาไปเจาะทุกมิติ ตั้งแต่จิตวิทยาข้างสนาม วิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงอนาคตทางธุรกิจของทีม “ที่รักที่สุดของกรุงมาดริด”

จุดกำเนิดของ “เอล โชโล่” นักสู้ที่ไม่เคยรู้จักคำว่ายอมแพ้

ก่อนจะมาเป็นโค้ชที่ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นของวงการลูกหนังยุคใหม่ ซิเมโอเน่คือนักเตะที่ขึ้นชื่อเรื่องหัวใจนักสู้มาตั้งแต่สมัยค้าแข้งให้ทีมชาติอาร์เจนตินา เขาผ่านสนามรบมาแล้วทั้งในลีกอิตาลีกับอินเตอร์ มิลาน และวนกลับมาคุมทีมแอตเลติโก มาดริด สโมสรที่เขาผูกพันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ

การเข้ามารับตำแหน่งกุนซือของแอตเลติโกเมื่อปลายปี 2011 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟุตบอลสเปน เพราะเขาคือคนที่พลิกโฉมทีมจากม้ามืดให้กลายเป็นหนึ่งในสามเสาหลักที่ยืนหยัดท้าทายอำนาจของสองยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลนา ได้อย่างสมศักดิ์ศรี จนเกิดคำเรียกปรัชญาการเล่นเฉพาะตัวว่า “เอล โชโล่ลิสโม” (Cholismo) ซึ่งหมายถึงฟุตบอลที่เน้นความเป็นระเบียบ วินัยในเกมรับ ความกระชับของแผงหลัง และจิตวิญญาณการสู้แบบไม่มีวันยอมแพ้จนกว่านกหวีดจะดังหมดเวลา

การอยู่คุมทีมเดียวนานขนาดนี้ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบันถือเป็นเรื่องหายาก ซิเมโอเน่เองก็ยอมรับตรงๆ ว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การชนะเกมในแต่ละสัปดาห์ แต่คือการรักษาความสดใหม่ของทีมให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เขาเล่าว่าตัวเองต้อง “สร้างทีมขึ้นใหม่หลายต่อหลายครั้ง” โดยอาศัยจุดแข็งของนักเตะที่เข้ามาใหม่ในแต่ละยุคสมัย และมองว่านี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โค้ชคนหนึ่งสามารถอยู่กับสโมสรเดิมได้อย่างยาวนาน

นี่คือบทเรียนที่ทรงพลังสำหรับคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้มาจากการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่มาจากความสามารถในการ “รีสตาร์ทตัวเอง” อยู่เสมอ โดยไม่ทิ้งรากฐานและตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความดุเดือด: ทำไมสมองถึง “ปิดสวิตช์” โลกภายนอกได้สนิท

คำพูดที่ว่าต่อให้มีระเบิดลงใกล้สนามก็ไม่ได้ยินนั้น ฟังดูเกินจริง แต่ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาและจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ชัดเจน นักจิตวิทยาการกีฬาเรียกสภาวะนี้ว่า “ภาวะลื่นไหลสุดขีด” (Flow State) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสมองส่วนที่ควบคุมสมาธิทำงานหนักมากจนแทบไม่เหลือทรัพยากรให้กับการประมวลผลสิ่งเร้ารอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจตรงหน้า

สำหรับโค้ชข้างสนามที่ต้องตัดสินใจแบบเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะเป็นการปรับแผน สั่งเปลี่ยนตัว หรืออ่านเกมของคู่แข่ง สมองจะหลั่งสารอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลออกมาในปริมาณสูง ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมด “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) แบบเฉพาะทาง ที่ไม่ได้มุ่งหนีจากอันตราย แต่มุ่งเข้าสู่การควบคุมสถานการณ์ในสนามให้ได้มากที่สุด นี่คือเหตุผลที่นักกีฬาหรือโค้ชระดับสูงหลายคนเล่าประสบการณ์คล้ายกันว่าในช่วงเวลาวิกฤตของเกม โลกภายนอกราวกับเงียบสนิทลงไปเลย

แต่ที่น่าสนใจคือ ตัวซิเมโอเน่เองก็ไม่ได้ภูมิใจกับด้านดุดันของตัวเองไปเสียทั้งหมด เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมอยากจะสงบเยือกเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่ และผมก็กำลังพยายามทำมันอยู่” พร้อมหวังว่าสักวันจะสามารถเป็นเหมือนโค้ชที่นั่งดูเกมอย่างเงียบๆ ได้บ้าง คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่คนที่ดูเหมือนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ที่สุดในวงการ ก็ยังตระหนักถึงคุณค่าของการฝึกฝนความนิ่งภายใน ซึ่งเป็นทักษะที่คนทำงานทุกสายอาชีพสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ความกดดันแบบไหนก็ตาม

กำแพงที่ถล่ม: เจาะลึกวิกฤตเกมรับที่แอตเลติโกต้องเร่งแก้ไข

ประเด็นที่ซิเมโอเน่ให้น้ำหนักมากที่สุดในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้คือการยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า จุดแข็งที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของทีมอย่างเกมรับที่แน่นหนานั้น เสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเวทีสูงสุดของยุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หากย้อนดูฤดูกาล 2025-26 ที่ผ่านมา แม้ภาพรวมของทีมจะดูเหมือนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะแอตเลติโกเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับอาร์เซนอลด้วยสกอร์รวมสองนัด 1-2 แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นกลับแฝงไปด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างในแผงหลังที่รั่วง่ายกว่าที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ ในประเทศทีมยังพลาดโอกาสคว้าแชมป์รายการโกปา เดล เรย์ ด้วยการแพ้จุดโทษให้กับเรอัล โซเซียดัดในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้ฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความหวังจบลงแบบมือเปล่า

นี่คือเหตุผลที่ซิเมโอเน่พูดถึงประเด็นนี้อย่างจริงจังว่า “ผมอยากให้พวกเราเรียกความแข็งแกร่งในเกมรับที่สูญเสียไปกลับคืนมา เพราะฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉพาะในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเรามีสถิติที่แย่มากในเรื่องนั้น” และยิ่งน่าทึ่งไปกว่านั้นคือการที่เขาชี้ให้เห็นว่า “แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ยังทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ ดังนั้นลองจินตนาการดูแล้วกันว่าพวกเราต้องเปิดเกมรุกมากแค่ไหน”

ประโยคสุดท้ายนี้น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงปรัชญาที่กำลังเกิดขึ้นภายในทีม จากเดิมที่แอตเลติโกในยุคซิเมโอเน่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นแบบเป็นระเบียบ ตั้งรับแน่น รอจังหวะสวนกลับ กลายมาเป็นทีมที่ต้องพึ่งพาเกมรุกมากขึ้นเพื่อชดเชยเกมรับที่รั่วไหล ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณว่าโลกฟุตบอลยุคใหม่กำลังบีบให้แม้แต่โค้ชที่ยึดมั่นในปรัชญาเกมรับที่สุดคนหนึ่ง ต้องปรับตัวตามกระแสฟุตบอลบุกที่ครองความนิยมทั่วยุโรป

แรงกดดันจากสองยักษ์ใหญ่: เมื่อ “หนึ่งจังหวะ” ตัดสินเกมได้ทั้งนัด

อีกหนึ่งประเด็นที่ซิเมโอเน่พูดถึงอย่างตรงไปตรงมาคือความยากลำบากของการทำทีมแข่งขันในลาลีกา สเปน ที่ทุกวันนี้มีสองทีมระดับโลกยืนคุมเกมอยู่ นั่นคือเรอัล มาดริด ที่มีคิลิยัน เอ็มบัปเป้ และบาร์เซโลนา ที่มีลามีน ยามาล สองนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ในเสี้ยววินาที

ซิเมโอเน่กล่าวว่าทั้งสองทีมนั้นต้องการเพียงประตูเดียวก็สามารถเอาชนะได้ เพราะเอ็มบัปเป้หรือลามีน ยามาล อาจโผล่มาทำประตูได้แบบไม่ทันตั้งตัว และเสริมว่าการที่แอตเลติโกทุ่มเทสุดกำลังในการเล่นนั้นยังไม่เพียงพอ เพราะเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนานั้นแทบไม่เคยตกฟอร์มพร้อมกันทั้งคู่ คำพูดนี้สะท้อนความเป็นจริงอันโหดร้ายของฟุตบอลสเปนยุคปัจจุบัน ที่ทีมอันดับสามอย่างแอตเลติโกต้องเล่นด้วยมาตรฐานที่แทบไม่มีที่ว่างให้ผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ต่างจากยักษ์ใหญ่ทั้งสองที่มีตัวเปลี่ยนเกมระดับโลกไว้เป็นตัวช่วยยามวิกฤต

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ในบทสัมภาษณ์นี้ ซิเมโอเน่เลือกที่จะไม่พูดถึงประเด็นการเจรจาย้ายทีมของฮูเลียน อัลบาเรซ นักเตะดาวเด่นร่วมชาติอาร์เจนตินาที่มีข่าวเชื่อมโยงไปยังบาร์เซโลนา การเงียบในประเด็นนี้ถูกมองว่าเป็นการรักษาบรรยากาศภายในทีมและความสัมพันธ์กับผู้เล่นคนสำคัญ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ร้อนแรงในตลาดซื้อขายนักเตะ

ทำไมโลกถึงคลั่งไคล้ “เอล โชโล่”: มิติจิตใจที่เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้ซิเมโอเน่กลายเป็นไอคอนที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกชื่นชอบ ไม่ใช่แค่ผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่คือ ปรัชญาชีวิตที่แฝงอยู่เบื้องหลังสไตล์การทำงานของเขา ในยุคที่คนวัยทำงานต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งเรื่องการเปลี่ยนงาน การแข่งขันในตลาดแรงงาน หรือแรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย เรื่องราวของโค้ชที่ยืนหยัดต่อสู้ในสภาพแวดล้อมที่ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกฟุตบอลมาเกือบ 15 ปี กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จับต้องได้

หลักคิดเรื่อง “วินัย” ที่ซิเมโอเน่ปลูกฝังในทีมมาตลอด ไม่ต่างจากหลักการพัฒนาตัวเองที่คนรุ่นใหม่กำลังให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้าฝึกซ้อม การรักษาความสม่ำเสมอแม้ในวันที่ไม่มีแรงจูงใจ หรือความสามารถในการยอมรับความผิดพลาดแล้วลุกขึ้นแก้ไขทันที เหล่านี้คือทักษะที่สามารถถอดบทเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสายอาชีพไหนก็ตาม

นอกจากนี้ ความตรงไปตรงมาในการยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง อย่างการพูดถึงความอยากสงบนิ่งลงบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูมีมิติมนุษย์มากขึ้น ต่างจากภาพจำแบบ “แม่ทัพเดือดดาล” ที่สื่อทั่วโลกมักนำเสนอ นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำยุคใหม่ทุกวงการ นั่นคือ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีจุดอ่อน แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะยอมรับและพัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

อนาคตของ “แอตเลติโก” ในยุคดิจิทัลและธุรกิจฟุตบอลที่เปลี่ยนไป

เมื่อมองไปข้างหน้า คำถามใหญ่ที่แฟนบอลทั่วโลกอยากรู้คือ แอตเลติโก มาดริด จะไปในทิศทางไหนต่อในยุคที่วงการฟุตบอลถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากทั้งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ระดับโลก และตลาดซื้อขายนักเตะที่ทำลายสถิติทุกปี

การที่สโมสรต้องแข่งขันกับเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนาที่มีกำลังทรัพย์เหนือกว่าอย่างชัดเจน ทำให้แอตเลติโกต้องพึ่งพากลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป นั่นคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักเตะผ่านการพัฒนาฝีเท้าในระบบของสโมสร ก่อนจะขายทำกำไรในราคาสูงเพื่อนำเงินกลับมาลงทุนต่อ ซึ่งกรณีของฮูเลียน อัลบาเรซ ที่กลายเป็นดาวเด่นและมีข่าวเชื่อมโยงไปยังบาร์เซโลนา ก็สะท้อนภาพของโมเดลธุรกิจแบบนี้ได้เป็นอย่างดี

ในมุมของแบรนด์ส่วนตัว ตัวซิเมโอเน่เองก็กลายเป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่ทรงคุณค่าของสโมสรไปแล้ว ภาพลักษณ์ “เอล โชโล่ลิสโม” ถูกนำไปต่อยอดในหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่สารคดี คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงสินค้าที่ระลึก การที่เขายังคงเป็นข่าวใหญ่ในสื่อระดับโลกอย่างฟร้องซ์ ฟุตบอลและลีกิ๊ป แม้จะผ่านมาเกือบ 15 ปีแล้ว ก็ยืนยันได้ว่าเรื่องราวความดุดันและหัวใจนักสู้ของเขายังคงเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจไม่เสื่อมคลาย

สำหรับฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง ภารกิจของซิเมโอเน่จึงไม่ใช่แค่การพาทีมกลับไปแข่งขันเพื่อแชมป์เท่านั้น แต่คือการพิสูจน์ว่าปรัชญาฟุตบอลที่เน้นเกมรับแบบดั้งเดิมยังสามารถอยู่รอดและปรับตัวได้ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความเร็วและเกมรุกที่ดุดันขึ้นทุกวัน

บทสรุป

เรื่องราวของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของโค้ชฟุตบอลคนหนึ่ง แต่คือกรณีศึกษาเรื่องความหลงใหล วินัย และความสามารถในการปรับตัวที่ยั่งยืนที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการกีฬาโลก จากชายผู้ไม่ได้ยินเสียงระเบิดข้างสนาม สู่ผู้นำที่ยอมรับจุดอ่อนของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และตอนนี้กำลังเผชิญภารกิจสำคัญในการกู้คืนกำแพงเหล็กที่เคยเป็นตัวตนแท้จริงของแอตเลติโก มาดริด

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกฟุตบอลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน ปรัชญาแบบ “เอล โชโล่ลิสโม” จะยังคงยืนหยัดอยู่ได้อีกนานแค่ไหน และซิเมโอเน่จะสามารถพาทีมกลับไปทวงคืนความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหรือไม่ คำตอบคงต้องรอพิสูจน์กันตลอดฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงนี้

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ซิเมโอเน่เผยในบทสัมภาษณ์กับฟร้องซ์ ฟุตบอล ว่าเขาโฟกัสข้างสนามหนักจนแทบไม่รับรู้สิ่งรอบข้าง แต่ก็อยากฝึกตัวเองให้สงบนิ่งขึ้น
  • เป้าหมายหลักฤดูกาลนี้คือการกู้คืนความแข็งแกร่งเกมรับที่เสื่อมถอยลงอย่างชัดเจนในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลที่แล้ว
  • แอตเลติโกจบฤดูกาล 2025-26 แบบมือเปล่า ทั้งตกรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกให้อาร์เซนอล และแพ้จุดโทษเรอัล โซเซียดัดในโกปา เดล เรย์
  • ซิเมโอเน่ชี้ว่าการแข่งกับเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนาที่มีเอ็มบัปเป้และยามาลนั้นแทบไม่มีที่ว่างให้ผิดพลาด
  • เขาเลือกไม่พูดถึงข่าวลือย้ายทีมของฮูเลียน อัลบาเรซ เพื่อรักษาบรรยากาศภายในทีม

คำถามที่พบบ่อย

ซิเมโอเน่คุมแอตเลติโก มาดริดมากี่ปีแล้ว A: ซิเมโอเน่เข้ารับตำแหน่งกุนซือแอตเลติโกตั้งแต่ปลายปี 2011 รวมแล้วคุมทีมมาเกือบ 15 ปีจนถึงปัจจุบัน

ทำไมซิเมโอเน่ถึงพูดถึงปัญหาเกมรับของทีม A: เพราะฤดูกาล 2025-26 ที่ผ่านมา แอตเลติโกมีสถิติเสียประตูที่แย่ลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

แอตเลติโกจบฤดูกาลที่แล้วอย่างไร A: ทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกก่อนแพ้อาร์เซนอลด้วยสกอร์รวม 1-2 และแพ้จุดโทษเรอัล โซเซียดัดในนัดชิงโกปา เดล เรย์

ใครคือคู่แข่งหลักของแอตเลติโกในลาลีกาตอนนี้ A: เรอัล มาดริดที่มีคิลิยัน เอ็มบัปเป้ และบาร์เซโลนาที่มีลามีน ยามาล ถือเป็นสองทีมที่ซิเมโอเน่มองว่าแข่งขันด้วยยากที่สุด

ซิเมโอเน่พูดถึงฮูเลียน อัลบาเรซในบทสัมภาษณ์หรือไม่ A: เขาเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวลือการเจรจาย้ายทีมของอัลบาเรซไปบาร์เซโลนา

“เอล โชโล่ลิสโม” คืออะไร A: เป็นคำที่ใช้เรียกปรัชญาฟุตบอลของซิเมโอเน่ ที่เน้นความเป็นระเบียบ วินัยในเกมรับ และจิตวิญญาณนักสู้ไม่ยอมแพ้

ทำไมซิเมโอเน่ถึงพูดว่าไม่ได้ยินเสียงระเบิดข้างสนาม A: เป็นการอธิบายถึงระดับสมาธิที่เขาทุ่มเทให้กับเกมข้างสนามจนแทบตัดขาดจากสิ่งรบกวนรอบข้างโดยสิ้นเชิง

ซิเมโอเน่มีแผนจะเปลี่ยนสไตล์การเล่นเป็นเกมรุกมากขึ้นหรือไม่ A: เขาบอกเป็นนัยว่าทีมอาจต้องเปิดเกมรุกมากขึ้นเพื่อชดเชยเกมรับที่ยังไม่กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม

บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ที่ไหนเป็นครั้งแรก A: เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารฟร้องซ์ ฟุตบอล ก่อนถูกนำไปรายงานต่อโดยหนังสือพิมพ์ลีกิ๊ปของฝรั่งเศส

ซิเมโอเน่มองตัวเองว่าเป็นโค้ชที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรือไม่ A: เขายอมรับว่าอยากสงบนิ่งกว่านี้และกำลังพยายามฝึกฝนตัวเองให้เป็นแบบนั้นมากขึ้น

แอตเลติโก มาดริดมีเป้าหมายอะไรในฤดูกาลใหม่ A: เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูความแข็งแกร่งเกมรับควบคู่กับการแข่งขันชิงตำแหน่งท็อปสามของลาลีกาให้ได้อย่างสม่ำเสมอ