“อิทธิมนต์ ทิพเนตร” ไขก๊อกทิ้งไทยลีก บินลัดฟ้าซบเจลีก 2 กับซัปโปโร ดาวรุ่งวัย 18 คนนี้จะกลายเป็นตำนานคนใหม่ของวงการลูกหนังไทยหรือไม่

เปิดฉากด้วยตัวเลขที่บอกทุกอย่าง

ในวันที่วงการฟุตบอลไทยเต็มไปด้วยคำถามว่า “ทำไมนักเตะเยาวชนของเราถึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน” เรื่องราวของเด็กหนุ่มวัยเพียง 18 ปีคนหนึ่งกำลังเขียนคำตอบใหม่ให้กับวงการ เขาชื่อ อิทธิมนต์ ทิพเนตร หรือที่แฟนบอลเรียกติดปากว่า “เจ้าโต้” นักเตะแนวรุกจากรั้ว บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวให้ไปร่วมทัพ ฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร สโมสรดังในศึกเจลีก 2 ของประเทศญี่ปุ่น ด้วยสัญญายืมตัวความยาว 1 ฤดูกาลเต็ม

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เขาเพิ่งลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของบีจีไปเพียง 5 นัดในทุกรายการ แต่กลับทำได้ถึง 2 ประตู นั่นหมายความว่าอัตราการทำประตูของเขาอยู่ในระดับที่สโมสรใหญ่มองข้ามไม่ได้ และที่สำคัญกว่านั้น เขาไม่ได้เดินทางไปญี่ปุ่นแบบไร้ข้อมูล เพราะก่อนเซ็นสัญญา เจ้าตัวได้พิสูจน์ฝีเท้าผ่านการไปฝึกซ้อมร่วมกับต้นสังกัดใหม่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนสื่อกีฬาญี่ปุ่นต้องเขียนถึง คำถามคือ อะไรที่ทำให้สโมสรจากแดนปลาดิบยอมเปิดประตูต้อนรับนักเตะไทยวัยรุ่นคนนี้ และเส้นทางข้างหน้าของเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเต็มไปด้วยขวากหนาม บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ

ที่มาที่ไปของดีลนี้: จากห้องซ้อมสู่สนามจริง

การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละขั้น ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2026 มีรายงานจากสื่อไทยว่า คอนซาโดเล่ ซัปโปโร แสดงความสนใจอยากเจรจาขอยืมตัวอิทธิมนต์จากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด หลังจากที่สโมสรจากเกาะฮอกไกโดมีสายสัมพันธ์อันดีกับวงการฟุตบอลไทยอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยดึงตัว สุภโชค สารชาติ ปีกซ้ายทีมชาติไทยไปร่วมทีม และยังมี ธีรภัทร ปรือทอง นักเตะดาวรุ่งอีกคนที่เพิ่งเซ็นสัญญายืมตัวถาวรต่อเนื่องอีก 1 ฤดูกาล หลังพิสูจน์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกเมจิ ยาสึดะ เจ2/เจ3 ด้วยการลงเล่น 11 นัด ยิง 1 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีก 4 ครั้ง

เมื่อสายสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรแน่นแฟ้นอยู่แล้ว การเปิดทางให้อิทธิมนต์เดินตามรอยรุ่นพี่จึงไม่ใช่เรื่องยาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฐานะสโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดาวรุ่งและกล้าปล่อยนักเตะไปหาประสบการณ์ในลีกที่สูงกว่า จึงตอบรับข้อเสนอ และจัดส่งเจ้าตัวไปทดสอบฝีเท้าที่ญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม โดยเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมอีกคนคือธีรภัทร ปรือทอง ระหว่างการฝึกซ้อม อิทธิมนต์มีโอกาสได้ลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับ วิสเซล โกเบ และผลงานที่เขาโชว์ในนัดนั้นเองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้สื่อกีฬาญี่ปุ่นอย่าง Sports Hochi ต้องรายงานข่าวว่าคอนซาโดเล่เตรียมปิดดีลยืมตัวอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ทั้งสองสโมสรจะบรรลุข้อตกลงกันในที่สุดสำหรับฤดูกาล 2026/27

รู้จัก “เจ้าโต้” ให้มากขึ้น: เส้นทางจากเด็กชลบุรีสู่นักเตะทีมชาติเยาวชน

หากย้อนดูเส้นทางชีวิตของอิทธิมนต์ ทิพเนตร จะพบว่าเขาไม่ใช่นักเตะที่โผล่มาแบบไร้ที่มา แต่ผ่านการบ่มเพาะมาอย่างเป็นระบบ เจ้าตัวเริ่มจับลูกฟุตบอลตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ ก่อนจะเข้าสู่ระบบอคาเดมีของโรงเรียนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “มหาอำนาจลูกหนัง” ระดับเยาวชนของไทยอย่าง อัสสัมชัญ ศรีราชา สถาบันที่ปั้นนักเตะป้อนวงการมาแล้วนับไม่ถ้วน จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพด้วยการเซ็นสัญญากับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด สโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบการพัฒนานักเตะเยาวชนที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของไทยลีก

ปัจจุบันเจ้าตัวอายุ 18 ปี (เกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2007) เล่นในตำแหน่งแนวรุก/ปีก และยังเป็นกำลังสำคัญของ ทีมชาติไทยชุดเยาวชน U19 อีกด้วย ที่น่าสนใจคือช่วงฟีฟ่าเดย์ปลายเดือนมีนาคม 2026 เขาเคยถูกเรียกตัวไปร่วมซ้อมกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่สนามบีจีพียู เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์มาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโค้ชระดับชาติเริ่มจับตามองพัฒนาการของเขาอย่างใกล้ชิด นี่คือเหตุผลที่ทำให้การย้ายไปญี่ปุ่นครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปหาประสบการณ์ธรรมดา แต่เป็นก้าวสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตของทีมชาติไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา: ทำไมเจลีก 2 ถึงเป็นสนามบ่มเพาะที่สมบูรณ์แบบ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เจลีก 2 เป็นเพียงลีกรองของญี่ปุ่น ทำไมการไปเล่นที่นั่นถึงถูกมองว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับนักเตะไทย คำตอบอยู่ที่ ระบบและวัฒนธรรมการฝึกซ้อม ที่แตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง

ฟุตบอลญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดในทุกมิติของวิทยาศาสตร์การกีฬา ตั้งแต่การวางแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล การติดตามข้อมูลจากอุปกรณ์ GPS ระหว่างซ้อมเพื่อวิเคราะห์ระยะทางวิ่งและความเข้มข้นของการเคลื่อนไหว ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายหลังแข่งขันที่เป็นระบบระเบียบ นักเตะทุกคนในระบบเจลีกไม่ว่าจะอยู่ดิวิชั่นไหนต่างถูกฝึกให้มีวินัยในการดูแลร่างกายตัวเองระดับสูง สิ่งเหล่านี้คือช่องว่างสำคัญที่นักเตะไทยหลายคนขาดหายไปเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมอาชีพในเอเชียตะวันออก

นอกจากนี้ เจลีก 2 ยังมีระดับความเข้มข้นของเกมที่สูงกว่าไทยลีกในหลายมิติ ทั้งความเร็วในการเล่น (Tempo) การกดดันคู่แข่งเป็นทีม (Pressing) และความแม่นยำในจังหวะสุดท้ายของเกม การที่นักเตะอายุน้อยอย่างอิทธิมนต์ต้องปรับตัวเข้ากับจังหวะเกมที่เร็วขึ้น รวมถึงต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมทีมชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องระเบียบวินัยและความอดทนสูง จะเป็นบททดสอบที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทักษะเฉพาะตัว การอ่านเกม หรือแม้แต่สภาพจิตใจในการรับมือกับความกดดัน

มิติด้านจิตใจและแรงบันดาลใจ: ทำไมคนไทยถึงคลั่งไคล้เส้นทางสายนี้

ปรากฏการณ์ที่นักเตะไทยรุ่นใหม่ทยอยเดินทางไปค้าแข้งในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยที่เชื่อมโยงกับโลกของกีฬาอย่างลึกซึ้ง สำหรับกลุ่มคนวัยทำงานและวัยรุ่นที่ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาเห็นในตัวอิทธิมนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่คือ บทเรียนเรื่องวินัยและการลงทุนกับตัวเอง

การที่เด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนหนึ่งยอมทิ้งความสบายในบ้านเกิด ที่ที่เขามีชื่อเสียง มีแฟนคลับ และมีโอกาสได้ลงเล่นในไทยลีก 1 อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคยทั้งภาษาและวัฒนธรรม โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ลงสนามเป็นตัวจริงหรือไม่ คือสิ่งที่สะท้อนถึงความกล้าและวิสัยทัศน์ระยะยาว นี่คือแนวคิดแบบเดียวกับที่คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังยึดถือ นั่นคือการยอมเสียสละความสบายระยะสั้นเพื่อแลกกับการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น การที่นักเตะไทยสามคนอย่างสุภโชค ธีรภัทร และอิทธิมนต์ มารวมตัวกันที่คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ยังสร้างสิ่งที่เรียกว่า ระบบนิเวศแห่งแรงบันดาลใจ ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อรุ่นพี่ประสบความสำเร็จ รุ่นน้องก็มีต้นแบบให้เดินตาม และเมื่อรุ่นน้องก้าวตามมาได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นถัดไปกล้าฝันให้ไกลกว่าเดิม วงจรบวกเช่นนี้เองที่ค่อยๆ เปลี่ยนภาพจำของสังคมไทยที่มีต่อนักฟุตบอลอาชีพ จากเดิมที่มองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ให้กลายเป็นเส้นทางที่สามารถสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติได้จริง

มิติธุรกิจและอนาคต: เมื่อนักเตะไทยกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่า

ในมุมมองทางธุรกิจ การที่สโมสรญี่ปุ่นเปิดประตูรับนักเตะไทยเข้าสู่ระบบของตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความใจดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ตลาดฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียนมีฐานแฟนบอลขนาดใหญ่และเติบโตเร็ว การที่สโมสรญี่ปุ่นมีนักเตะจากประเทศไทยอยู่ในทีม ย่อมหมายถึงโอกาสในการขยายฐานผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสด การขายลิขสิทธิ์สื่อ และรายได้จากสปอนเซอร์ที่มองเห็นศักยภาพของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ผลกระทบจากดาวเด่นต่างชาติ” (Foreign Star Effect) ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายลีกทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นการที่นักเตะเวียดนามหรือนักเตะจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนย้ายไปค้าแข้งในลีกที่พัฒนากว่า มักจะตามมาด้วยยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียที่พุ่งสูงขึ้น และดึงดูดสปอนเซอร์ท้องถิ่นให้เข้ามาลงทุนกับสโมสรนั้นๆ มากขึ้น สำหรับคอนซาโดเล่ ซัปโปโรเอง การมีนักเตะไทยถึง 3 คนในทีมชุดสำหรับฤดูกาล 2026/27 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อสร้างฐานแฟนคลับในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง

ในทางกลับกัน สำหรับวงการฟุตบอลไทยเอง ปรากฏการณ์นี้ก็สร้างมูลค่าเพิ่มไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่นักเตะไทยประสบความสำเร็จในต่างแดน มันคือการโฆษณาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับระบบการพัฒนานักเตะของไทย ทำให้สโมสรต่างชาติเริ่มมองเห็นว่าประเทศไทยคือแหล่งผลิตนักเตะคุณภาพที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ในระยะยาว หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบสัญญานักเตะไทย ที่สโมสรในประเทศจะเริ่มมองการปล่อยยืมตัวไปต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนานักเตะอย่างเป็นระบบ แทนที่จะมองว่าเป็นการสูญเสียกำลังสำคัญของทีมเหมือนในอดีต

ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้าของอิทธิมนต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทั้งหมด การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งเรื่องภาษา อาหาร และรูปแบบการใช้ชีวิต คือด่านแรกที่นักเตะต่างชาติทุกคนต้องเผชิญ นอกจากนี้ การแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงในทีมที่มีทั้งนักเตะญี่ปุ่นฝีเท้าดีและเพื่อนร่วมชาติอย่างสุภโชคและธีรภัทรที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่ธรรมดา เจ้าตัวจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองในทุกการฝึกซ้อมและทุกโอกาสที่ได้รับ เพื่อให้ได้เวลาลงสนามที่เพียงพอต่อการพัฒนาฝีเท้าอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม จากผลงานที่เขาแสดงให้เห็นในช่วงทดสอบฝีเท้า 3 สัปดาห์ รวมถึงเกมอุ่นเครื่องกับวิสเซล โกเบที่สร้างความประทับใจจนสื่อญี่ปุ่นต้องเขียนถึง ก็พอจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าเจ้าตัวมีศักยภาพเพียงพอที่จะยืนหยัดในระบบฟุตบอลที่มีมาตรฐานสูงกว่าได้

บทสรุป: ก้าวเล็กๆ ของนักเตะคนหนึ่ง อาจเป็นก้าวใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย

การย้ายทีมของอิทธิมนต์ ทิพเนตร ไปร่วมทัพฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในศึกเจลีก 2 คือภาพสะท้อนของทิศทางใหม่ที่วงการฟุตบอลไทยกำลังมุ่งหน้าไป นั่นคือการส่งออกนักเตะเยาวชนคุณภาพสูงไปบ่มเพาะในระบบที่มีมาตรฐานระดับเอเชีย แทนที่จะรอให้พวกเขาเติบโตอย่างเชื่องช้าในลีกบ้านเกิด เรื่องราวของเขาไม่ได้เป็นเพียงข่าวการย้ายทีมธรรมดา แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยอีกนับพันคนที่กำลังฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ อิทธิมนต์จะสามารถเบียดแย่งพื้นที่ในสนามและกลายเป็นตัวจริงของคอนซาโดเล่ได้หรือไม่ และเขาจะเดินตามรอยรุ่นพี่อย่างสุภโชคและธีรภัทรที่ประสบความสำเร็จในแดนปลาดิบได้สำเร็จหรือเปล่า สิ่งที่แน่นอนคือ ประตูบานใหม่ได้เปิดออกแล้ว และตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสองเท้าของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนนี้เท่านั้น


สรุปประเด็นสำคัญ

  • บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ปล่อยตัว อิทธิมนต์ ทิพเนตร ไปร่วมทัพฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล ลุยศึกเจลีก 2 ปี 2026/27
  • เจ้าตัววัย 18 ปี ผ่านการทดสอบฝีเท้า 3 สัปดาห์ที่ญี่ปุ่น และสร้างความประทับใจในเกมอุ่นเครื่องกับวิสเซล โกเบ
  • ดีลนี้ทำให้คอนซาโดเล่ ซัปโปโร มีนักเตะไทยถึง 3 คนในทีม ร่วมกับสุภโชค สารชาติ และธีรภัทร ปรือทอง
  • สะท้อนกลยุทธ์การตลาดของสโมสรญี่ปุ่นที่ต้องการขยายฐานแฟนบอลในตลาดอาเซียน
  • เป็นก้าวสำคัญของระบบพัฒนานักเตะเยาวชนไทยที่เริ่มส่งออกดาวรุ่งไปบ่มเพาะในลีกที่มีมาตรฐานสูงกว่า

คำถามที่พบบ่อย

Q: อิทธิมนต์ ทิพเนตร ย้ายไปเล่นที่สโมสรอะไร A: เขาย้ายไปร่วมทัพฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร สโมสรในศึกเจลีก 2 ของประเทศญี่ปุ่น ด้วยสัญญายืมตัวจากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

Q: สัญญายืมตัวครั้งนี้มีระยะเวลานานแค่ไหน A: เป็นสัญญายืมตัวความยาว 1 ฤดูกาล เพื่อลุยศึกเจลีก 2 ฤดูกาล 2026/27

Q: อิทธิมนต์ ทิพเนตร อายุเท่าไร เล่นตำแหน่งอะไร A: เจ้าตัวอายุ 18 ปี เกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2007 เล่นในตำแหน่งแนวรุก/ปีก

Q: ก่อนย้ายทีม อิทธิมนต์ทำผลงานอย่างไรกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด A: เขาลงสนามให้บีจี ปทุม ยูไนเต็ด รวมทุกรายการไปทั้งหมด 5 นัด และทำประตูได้ 2 ลูก

Q: อิทธิมนต์เคยไปฝึกซ้อมกับซัปโปโรมาก่อนหรือไม่ A: เคย เขาเดินทางไปร่วมฝึกซ้อมกับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เป็นเวลา 3 สัปดาห์ในเดือนกรกฎาคม 2026 ก่อนที่ทั้งสองสโมสรจะบรรลุข้อตกลงยืมตัว

Q: มีนักเตะไทยคนอื่นเล่นให้คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อยู่แล้วหรือไม่ A: มี ได้แก่ สุภโชค สารชาติ ปีกซ้ายทีมชาติไทย และธีรภัทร ปรือทอง ที่เพิ่งเซ็นสัญญายืมตัวต่ออีก 1 ฤดูกาล

Q: อิทธิมนต์เคยเรียนที่โรงเรียนไหนก่อนเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพ A: เขาผ่านการบ่มเพาะฝีเท้าจากอคาเดมีของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนเซ็นสัญญาอาชีพกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

Q: เจลีก 2 คือลีกระดับไหนของฟุตบอลญี่ปุ่น A: เจลีก 2 เป็นลีกระดับรองจากเจลีก 1 แต่ยังคงมีมาตรฐานการแข่งขันและระบบพัฒนานักเตะที่สูงกว่าไทยลีกในหลายมิติ

Q: อิทธิมนต์เคยติดทีมชาติไทยชุดใดมาก่อน A: เขาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยชุด U19 และเคยถูกเรียกไปร่วมซ้อมกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ในช่วงฟีฟ่าเดย์เดือนมีนาคม 2026

Q: ทำไมบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ถึงยอมปล่อยนักเตะดาวรุ่งไปต่างประเทศ A: สโมสรมีแนวทางสนับสนุนให้นักเตะในสังกัดไปหาประสบการณ์ในลีกที่สูงกว่าเพื่อพัฒนาฝีเท้า ซึ่งเป็นแนวทางที่บีจีทำมาแล้วกับนักเตะหลายคน

Q: การย้ายทีมครั้งนี้ส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลไทยอย่างไร A: ช่วยเปิดโอกาสให้นักเตะไทยได้พัฒนาฝีเท้าในระบบมาตรฐานสูง และเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะเยาวชนไทยรุ่นต่อไปกล้าฝันไปสู่เวทีระดับนานาชาติ

Q: อิทธิมนต์มีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงกับคอนซาโดเล่ ซัปโปโรมากน้อยแค่ไหน A: ยังต้องแข่งขันกับนักเตะญี่ปุ่นและเพื่อนร่วมชาติในทีม แต่ผลงานที่โดดเด่นระหว่างทดสอบฝีเท้าเป็นสัญญาณที่ดีต่อโอกาสลงสนาม