ชลบุรี เอฟซี 0-2 แปดริ้ว ซิตี้ ตัวเลขที่อ่านผ่านตาแล้วอาจทำให้แฟนบอล “ฉลามชล” ใจหาย แต่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ในเกมกระชับมิตรครั้งนี้ กลับซ่อนบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่าสกอร์บนกระดานมากนัก
ลองจินตนาการดูว่า ทีมระดับไทยลีก 1 ที่เพิ่งจบฤดูกาลด้วยอันดับ 8 ของตาราง ต้องมาพ่ายให้กับทีมจากไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออกถึง 2 ประตูรวด ในสายตาคนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับวงการฟุตบอล นี่อาจดูเหมือนหายนะ แต่สำหรับคนที่ติดตามวิทยาศาสตร์การกีฬาและปรัชญาการเตรียมทีมอย่างใกล้ชิด นี่คือภาพปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกปีในช่วงพรีซีซั่น และบางครั้งความพ่ายแพ้แบบนี้กลับมีค่ามากกว่าชัยชนะเสียอีก
วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอ้น” รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ลงสนามอุ่นเครื่องนัดที่ 6 ของพรีซีซั่น 2026/27 ในศึกฟุตบอลกระชับมิตร 4 เส้า พบกับ แปดริ้ว ซิตี้ ทีมจากไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออก และปิดฉากเกมด้วยความพ่ายแพ้ 0-2 จากประตูของ พิพัฒนพงศ์ บุญตอม ที่ทำได้ทั้งสองลูก
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของเกมนี้ ตั้งแต่ที่มาของทัวร์นาเมนต์ วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการอุ่นเครื่อง จิตวิทยาของนักเตะและทีมงาน ไปจนถึงทิศทางธุรกิจฟุตบอลไทยในยุคที่พรีซีซั่นกลายเป็นมากกว่าแค่ “เกมกระชับมิตร”
ทำความรู้จักสังเวียนที่แท้จริง: อบจ.ฉะเชิงเทรา โอเพ่น คัพ ครั้งที่ 4
ก่อนจะตัดสินอะไรจากสกอร์ 0-2 สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ เกมนี้ไม่ใช่การแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์เดี่ยวธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของศึก รายการ “อบจ. ฉะเชิงเทรา โอเพ่นคัพ ครั้งที่ 4” ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์กระชับมิตรสี่เส้าที่รวมทีมจากหลายระดับลีกเข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย ชลบุรี เอฟซี จากไทยลีก 1, จันทบุรี เอฟซี จากไทยลีก 2, แปดริ้ว ซิตี้ และฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี จากไทยลีก 3
ตรงนี้คือกุญแจสำคัญที่หลายคนมองข้าม การแข่งขันแบบผสมระดับลีกเช่นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อวัดศักดิ์ศรีหรือชิงถ้วยแชมป์ระดับประเทศ แต่เป็นเวทีที่สโมสรใหญ่ใช้ทดสอบความพร้อมของนักเตะในสภาพแวดล้อมการแข่งขันจริง ก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ 2026/27 ซึ่งสำหรับชลบุรีแล้ว นี่คือนัดอุ่นเครื่องที่ 6 แล้วในพรีซีซั่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทีมงานสตาฟฟ์โค้ชวางแผนการทดสอบทีมอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ลงเล่นไปวันๆ
ย้อนรากเหง้า “ฉลามชล”: จากทีมโรงเรียนสู่แชมป์ไทยลีกทีมจังหวัดแรก
การจะเข้าใจว่าทำไมผลการแข่งขันอุ่นเครื่องนัดเดียวไม่ควรถูกนำมาตัดสินอนาคตของทีม จำเป็นต้องเข้าใจ “ดีเอ็นเอ” ของสโมสรแห่งนี้เสียก่อน
ชลบุรี เอฟซี มีจุดกำเนิดที่น่าสนใจ สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ในนามสโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ก่อนจะพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีฐานแฟนบอลเหนียวแน่นที่สุดของวงการลูกหนังไทย
ฉลามชลลงเล่นในไทยลีกสูงสุดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 หลังการรวมลีกระหว่างโปรวินเชียลลีกและไทยลีกเข้าด้วยกัน และเพียงแค่ปีถัดมาเท่านั้น ในฤดูกาล 2007 ชลบุรี เอฟซี ก็สามารถคว้าแชมป์ไทยลีกได้ทันที ซึ่งเป็นสมัยแรกและสมัยเดียวจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จนี้มีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยแชมป์ เพราะ ชลบุรีถือเป็นทีมจากต่างจังหวัดทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของไทยได้สำเร็จ เป็นการพิสูจน์ว่าฟุตบอลไทยไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่กับทีมรัฐวิสาหกิจหรือทีมจากกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว
นอกจากแชมป์ไทยลีก สโมสรยังมีผลงานสะสมอีกมากมาย รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย ในปี 2010 และ 2016 ซึ่งสะท้อนความสม่ำเสมอของสโมสรตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เส้นทางล่าสุดของทีมยิ่งตอกย้ำว่าฉลามชลเป็นทีมที่มี “จิตวิญญาณนักสู้” ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะก่อนหน้านี้ทีมเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายมาไม่นาน โดย ในฤดูกาล 2024-25 ชลบุรี เอฟซี สามารถคว้าแชมป์ไทยลีก 2 และเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จภายในปีเดียว ก่อนจะใช้ฤดูกาลแรกที่กลับมาสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ
เจาะลึกเบื้องหลังม้านั่งสำรอง: ใครคือ “โค้ชอ้น” ผู้กุมบังเหียนฉลามชล
หนึ่งในปัจจัยที่แฟนบอลควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งคือ ตัวตนและปรัชญาการทำทีมของ รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค หรือ “โค้ชอ้น” ผู้นำทัพคนปัจจุบัน
โค้ชอ้นถือเป็นกุนซือรุ่นใหม่ที่มีใบอนุญาตระดับโปร ไลเซนส์ และเป็นที่ยอมรับในวงการลูกหนังไทย ผ่านประสบการณ์การคุมทีมมาแล้วทั้ง โปลิศ เทโร เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี และเมืองทอง ยูไนเต็ด ซึ่งล้วนเป็นสโมสรที่มีมาตรฐานและความกดดันสูงในวงการฟุตบอลไทยทั้งสิ้น
จุดเด่นที่ทำให้สโมสรชลบุรีตัดสินใจไว้วางใจให้เขารับหน้าที่นี้คือ ความสามารถด้านแท็กติก การวางแผนระยะยาว และการพัฒนาศักยภาพนักเตะเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสโมสรในการสร้างทีมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การไล่ล่าผลงานระยะสั้น
ผลงานที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าแนวทางนี้ได้ผล เพราะ โค้ชอ้นสามารถพาชลบุรี เอฟซี จบฤดูกาล 2025/26 ด้วยอันดับที่ 8 ของตาราง ซึ่งถือว่าน่าประทับใจอย่างมากสำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาจากไทยลีก 2 ในปีเดียว การพาทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาให้จบในครึ่งบนของตารางคะแนน โดยไม่ต้องลุ้นหนีตกชั้นแบบหืดขึ้นคอ คือมาตรวัดฝีมือการบริหารทีมที่ชัดเจนที่สุด
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมความพ่ายแพ้ในเกมอุ่นเครื่องนัดที่ 6 จึงไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดฝีมือของโค้ช เพราะทุกการตัดสินใจส่งผู้เล่นลงสนามในช่วงพรีซีซั่น ล้วนมีเป้าหมายเฉพาะที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การไล่ล่าชัยชนะเพียงอย่างเดียว
วิทยาศาสตร์การกีฬา: ทำไม “แพ้ในพรีซีซั่น” ถึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
นี่คือประเด็นที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด เมื่อเห็นทีมโปรดพ่ายแพ้ในช่วงเตรียมทีม ปฏิกิริยาแรกมักเป็นความกังวลหรือความผิดหวัง แต่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่ เกมอุ่นเครื่องมีหน้าที่ที่แตกต่างจากเกมการแข่งขันจริงโดยสิ้นเชิง
หลักการโหลดงาน (Load Management) คือหัวใจสำคัญ
ในช่วงพรีซีซั่น ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชและฝ่ายฟิตเนสจะออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมให้ร่างกายนักเตะค่อยๆ สร้างความแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่ผลักดันร่างกายให้ถึงจุดสูงสุดตั้งแต่วันแรก การซ้อมหนักสลับกับการลงแข่งขันในสภาพร่างกายที่ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้นักเตะมีความเหนื่อยล้าสะสม ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง และการตัดสินใจในสนามอาจไม่คมกริบเท่าช่วงฤดูกาลจริง
การทดลองแผนการเล่นและตัวผู้เล่น
เกมอุ่นเครื่องคือห้องทดลองชั้นดีสำหรับโค้ช สังเกตจากรายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงในเกมนี้ ซึ่งประกอบด้วยทั้งผู้เล่นตัวหลักและผู้เล่นที่อาจไม่ได้ลงสนามบ่อยนักในฤดูกาลปกติ เช่น กีเก้ ลินาเรส และ เดนนิส มูริลโล่ นักเตะต่างชาติ ที่โค้ชต้องการดูการปรับตัวเข้ากับระบบทีมและเพื่อนร่วมทีมคนไทย การทดสอบเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยเกมจริงที่มีความกดดัน ไม่ใช่แค่การฝึกซ้อมภายในสนามซ้อมเท่านั้น
ความแตกต่างของแรงจูงใจระหว่างสองทีม
ต้องไม่ลืมว่า สำหรับทีมจากไทยลีก 3 อย่างแปดริ้ว ซิตี้ การได้ลงเล่นกับทีมระดับไทยลีก 1 คือโอกาสทองในการพิสูจน์ตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้นักเตะ แรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายจึงไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น ทีมเล็กมักลงเล่นด้วยความฮึกเหิมและไม่มีอะไรจะเสีย ขณะที่ทีมใหญ่มักเน้นการทดสอบระบบมากกว่าการเอาชนะให้ได้ทุกนัด นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการฟุตบอลทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในไทยลีกเท่านั้น
มิติจิตใจ: ทำไมแฟนบอลฉลามชลถึงยังคง “เชื่อมั่น” แม้ผลงานอุ่นเครื่องจะไม่สวยงาม
ฟุตบอลไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขบนสกอร์บอร์ดเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความผูกพันทางใจระหว่างสโมสรกับแฟนบอล และนี่คือจุดแข็งที่สุดของชลบุรี เอฟซี
ฐานแฟนบอล “ฉลามชล” ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกองเชียร์ที่เหนียวแน่นและซื่อสัตย์ที่สุดของวงการลูกหนังไทย ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นทีมระดับจังหวัดเล็กๆ จนก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับแชมป์ประเทศ การเดินทางที่ยาวนานเช่นนี้สร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งกว่าความสำเร็จระยะสั้น
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจจากโลกกีฬา เรื่องราวของชลบุรีสอนบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับ วินัยและความอดทนต่อกระบวนการ (Trust the Process) การที่ทีมยอมพ่ายแพ้ในเกมที่ “ไม่สำคัญ” เพื่อแลกกับการทดสอบและพัฒนาในระยะยาว สะท้อนปรัชญาการทำงานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการพัฒนาตัวเอง บางครั้งความล้มเหลวเล็กๆ ในจังหวะที่ไม่สำคัญ คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในภายหลัง
นี่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง Growth Mindset ที่กำลังเป็นกระแสในหมู่คนวัยทำงานทั่วโลก การมองความพ่ายแพ้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนา ไม่ใช่จุดจบของความหวัง คือทัศนคติที่แยกคนประสบความสำเร็จออกจากคนที่ยอมแพ้ง่าย และฟุตบอลก็เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหลักคิดนี้
ธุรกิจฟุตบอลไทยยุคใหม่: เมื่อ “เกมกระชับมิตร” กลายเป็นสินค้าและแพลตฟอร์มสร้างรายได้
ในอดีต เกมอุ่นเครื่องพรีซีซั่นมักถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมภายในที่ไม่มีความสำคัญทางธุรกิจมากนัก แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ภาพนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ทัวร์นาเมนต์แบบ อบจ. ฉะเชิงเทรา โอเพ่น คัพ ที่รวมทีมจากหลายจังหวัดและหลายระดับลีกเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนโมเดลธุรกิจใหม่ของวงการฟุตบอลไทย ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลจัดกิจกรรมกีฬาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวและแฟนบอลเข้ามาในพื้นที่ สร้างรายได้ให้ธุรกิจร้านค้า ที่พัก และการท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นๆ
สำหรับสโมสรอย่างชลบุรี เอฟซี การลงเล่นเกมกระชับมิตรนอกสนามเหย้ายังเป็นโอกาสในการขยายฐานแฟนบอลไปยังพื้นที่ใหม่ๆ สร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับภูมิภาค ซึ่งในยุคที่รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของสโมสรฟุตบอลไทย การสร้างฐานแฟนบอลที่กว้างขวางย่อมหมายถึงมูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ทุกเกมกระชับมิตรในปัจจุบันยังถูกถ่ายทอดและรายงานผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของสโมสรอย่างละเอียด ทั้งภาพนิ่ง ไฮไลต์ และการวิเคราะห์เกม ซึ่งกลายเป็นคอนเทนต์สำคัญที่ช่วยรักษาความสนใจของแฟนบอลตลอดช่วงปิดฤดูกาล ไม่ให้ความผูกพันจางหายไปในช่วงที่ไม่มีการแข่งขันจริง
มองไปข้างหน้า แนวโน้มของวงการฟุตบอลไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์รอบด้าน” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน 90 นาทีในสนามเท่านั้น สโมสรที่สามารถสร้างเรื่องราว สร้างความผูกพัน และสร้างคุณค่าให้แฟนบอลได้ตลอดทั้งปี จะเป็นสโมสรที่อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทสรุป: อย่าตัดสินฉลามชลจากเกมเดียว
ผลการแข่งขัน 0-2 ในเกมอุ่นเครื่องนัดที่ 6 อาจดูไม่สวยงามในสายตาคนทั่วไป แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์การกีฬา ประวัติศาสตร์สโมสร และปรัชญาการทำทีมของโค้ชอ้น จะเห็นได้ชัดว่านี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมที่จำเป็น ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยที่ต้องตื่นตระหนก
ฉลามชลผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่านี้ ตั้งแต่การไต่เต้าจากทีมโรงเรียนเล็กๆ สู่แชมป์ไทยลีก และล่าสุดคือการกลับมาจากไทยลีก 2 สู่การจบอันดับ 8 ในลีกสูงสุดได้ภายในปีเดียว เส้นทางที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าทีมนี้รู้จักวิธีลุกขึ้นสู้เสมอ
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ทำไมชลบุรีถึงแพ้แปดริ้ว ซิตี้” แต่ควรเป็น “ชลบุรีเรียนรู้อะไรจากเกมนี้ และจะนำไปพัฒนาต่อในนัดถัดไปอย่างไร” เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้วยรางวัลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เกมอุ่นเครื่อง แต่อยู่ที่ผลงานตลอดฤดูกาล 2026/27 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
สรุปประเด็นสำคัญ
- ชลบุรี เอฟซี พ่ายแปดริ้ว ซิตี้ 0-2 ในเกมอุ่นเครื่องนัดที่ 6 ศึกอบจ.ฉะเชิงเทรา โอเพ่น คัพ ครั้งที่ 4 เมื่อ 12 ส.ค. 2569
- ทั้งสองประตูเป็นฝีเท้าของ พิพัฒนพงศ์ บุญตอม กองหน้าแปดริ้ว ซิตี้ ทีมจากไทยลีก 3
- เกมกระชับมิตรมีเป้าหมายทดสอบระบบทีมและความฟิตของนักเตะ ไม่ใช่การเน้นชัยชนะเป็นหลัก
- โค้ชอ้น รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค พาทีมจบอันดับ 8 ไทยลีก 1 ฤดูกาลก่อน หลังเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา
- ชลบุรี เอฟซี คือทีมจังหวัดแรกที่คว้าแชมป์ไทยลีกสูงสุดได้สำเร็จเมื่อปี 2007
คำถามที่พบบ่อย
ชลบุรี เอฟซี แพ้แปดริ้ว ซิตี้ กี่ประตู และใครเป็นผู้ทำประตู A: ชลบุรี เอฟซี แพ้ไป 0-2 โดยประตูทั้งสองลูกเป็นฝีเท้าของ พิพัฒนพงศ์ บุญตอม นักเตะแปดริ้ว ซิตี้
เกมนี้แข่งขันในรายการอะไร A: เป็นเกมอุ่นเครื่องนัดที่ 6 ของพรีซีซั่น 2026/27 ในศึกฟุตบอลกระชับมิตรสี่เส้า อบจ. ฉะเชิงเทรา โอเพ่น คัพ ครั้งที่ 4
แปดริ้ว ซิตี้ เล่นอยู่ในลีกอะไร A: แปดริ้ว ซิตี้ เป็นทีมจากไทยลีก 3 โซนภาคตะวันออก
ทำไมทีมไทยลีก 1 ถึงแพ้ทีมไทยลีก 3 ในเกมอุ่นเครื่องได้ A: เพราะเกมอุ่นเครื่องเน้นการทดสอบระบบทีมและความฟิตของนักเตะมากกว่าผลแพ้ชนะ ประกอบกับทีมเล็กมักมีแรงจูงใจสูงเมื่อได้เจอทีมใหญ่
ใครคือโค้ชของชลบุรี เอฟซี ในตอนนี้ A: รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค หรือ “โค้ชอ้น” อดีตกุนซือของโปลิศ เทโร เอฟซี การท่าเรือ เอฟซี และเมืองทอง ยูไนเต็ด
ฤดูกาลที่แล้วชลบุรี เอฟซี จบอันดับเท่าไหร่ A: ชลบุรี เอฟซี จบฤดูกาล 2025/26 ในอันดับที่ 8 ของตารางไทยลีก 1 หลังเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาจากไทยลีก 2
ชลบุรี เอฟซี เคยเป็นแชมป์ไทยลีกหรือไม่ A: เคย ชลบุรี เอฟซี คว้าแชมป์ไทยลีกในฤดูกาล 2007 ซึ่งเป็นสมัยแรกและสมัยเดียวจนถึงปัจจุบัน และเป็นทีมจังหวัดแรกที่ทำสำเร็จ
ชลบุรี เอฟซี ก่อตั้งเมื่อไหร่ A: สโมสรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ในนามสโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ก่อนพัฒนามาเป็นชลบุรี เอฟซี ในปัจจุบัน
การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นที่ไหน A: จัดขึ้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในรูปแบบทัวร์นาเมนต์สี่เส้าที่รวมทีมจากไทยลีก 1 ไทยลีก 2 และไทยลีก 3
มีทีมใดบ้างที่เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์นี้ A: ประกอบด้วย ชลบุรี เอฟซี, จันทบุรี เอฟซี, แปดริ้ว ซิตี้ และฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี
ผลการแข่งขันอุ่นเครื่องมีผลต่อฤดูกาลจริงหรือไม่ A: ไม่มีผลโดยตรงต่อคะแนนหรืออันดับในฤดูกาลจริง แต่ใช้เป็นข้อมูลให้โค้ชปรับแผนการเล่นและเลือกนักเตะก่อนเปิดฤดูกาล
ชลบุรี เอฟซี เคยตกชั้นและเลื่อนชั้นกลับมาอย่างไร A: ชลบุรี เอฟซี คว้าแชมป์ไทยลีก 2 ฤดูกาล 2024-25 และเลื่อนชั้นกลับสู่ไทยลีก 1 ได้สำเร็จภายในปีเดียวหลังตกชั้น